กราบสวัสดีค่ะครูที่เคารพ
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ วันนี้เหมือนหนูนั่งดูตนเองร้องไห้ แต่เป็นการร้องไห้คร่ำครวญอยู่ภายใน ไม่ได้เป็นกิริยาที่แสดงออกค่ะ แต่ก็เห็นชัด เมื่อเช้าหนูตื่นขึ้นมากับความตั้งใจในตนเองว่า “ตั้งใจ ๆ” แต่มันก็ยังคลานเหมือนหมาตอนที่ลุกจากเตียงตั่ง ลุกขึ้นมาได้ก็เปิดคอมเขียนบันทึก ที่เมื่อคืนหนูงอแงหลังจากออกกำลังกาย อาบน้ำขึ้นไปทำวัตรลงมาใช้เน็ตไม่ได้ก็เลยไม่ยอมพิมพ์ถอดบทเรียน อาการเป็นเดี้ยง ๆอยู่ภายใน พอรุ่งเช้าถึงได้มานั่งเขียนเรื่องราวที่ครูเมตตาสอน เขียนเสร็จเอาบันทึกขึ้น แล้วก็เขียนพิจารณากับตนเองต่อ แต่ก็ฟ้าสางแล้วจึงวางไว้ก่อน ล้างหน้าล้างตาแล้วก็ไปวิ่ง เป็นรุ่งเช้าที่สดใส เห็นพี่ ๆ ออกมาวิ่งออกกำลังกาย และเห็นยายอีกท่านหนึ่งกำลังเดินไปทางประตู หนูจึงเอ่ยถามท่านว่า
“ไปไสยาย”
ท่านตอบหนูด้วยเสียงนุ่มนวลว่า “ไปใส่บาตร”
ใจหนูร้อง “ว้าว ยายมุ่งมั่นมาก ๆ”
ปากซอยที่พระบิณฑบาตรผ่านห่างจากหมู่บ้านพอสมควรค่ะครู แต่ท่านก็เดิน แม้จะเป็นก้าวสั้น ๆ ช้า ๆ แต่ว่าท่านก็มุ่งมั่น ใจหนูรู้สึกละอาย ตนเองยังแข็งแรงอยู่แท้ ๆ แต่ไม่มีความมุ่งมั่น กลับมาถึงบ้านอาบน้ำแล้วก็ขึ้นไปทำวัตรเช้า ลงมาเปิดเช็คเมลล์เห็นมีคนเข้ามาตอบความรู้สึกตอนที่อ่านคล้าย ๆแบบนี้ค่ะครู
“เหมือนหนูเข้าประกวดนางงามแล้วได้รับตำแหน่ง รู้สึกมีความสุขมาก ๆ แต่ขณะรับสายสะพายมีฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมา แล้วหนูก็ตื่นจากฝันแล้วพบว่า ตนเองเป็นขอทานที่ปากเบี้ยวง่อยเปรี้ยเสียขาอยู่ข้างถนน”
รู้สึกอึ้งเหมือนก้อนทุกข์มันจุกคอ แล้วหนูก็รถไปทำงาน ระหว่างขับรถรู้สึกว่า
“ทำไมหนูถึงหวาดกลัวที่จะเขียนจดหมายถึงครูนะ”
คำตอบมันน่าอายค่ะ แต่ก็รู้สึกว่าจริง คือ
“เพราะหนูไม่ค่อยมีศีล เป็นความรู้สึกว่า ศีลในใจมันกระพร่องกระแพร่ง ตั้งใจกับตนเองแล้วไม่ได้ทำ รับปากแล้วทำไม่ได้ ศีลข้อสี่ก็ด่างพร้อย เจออะไรไม่พอใจก็ขุ่นมัว โทสะปะทุ ดับช้าบ้าง เร็วบ้าง จิตชั่ว ๆ มันกลัวที่จะสำรวจศีลในตนเองค่ะครู เหมือนมันสุขค้าง ๆ อยู่ ไม่ค่อยอยากหันไปดูทุกข์ พอครูเข้ามาทุบหัวให้เห็นทุกข์เต็มไปหมด ฮ่า ๆ แทบทนไม่ได้ค่ะ มันร้องไห้คร่ำครวญอยู่ภายใน”
วันนี้หนูมีงานเร่งอยู่สองงาน ตัดสินใจทำพร้อม ๆกัน ปลีกตัวออกมาทำงานคนเดียวเงียบ ๆในห้องแล็บ พี่ ๆเดินมาหา ท่านคงสัมผัสได้ถึงภายในที่มีแรงอัดอยู่ ท่านจึงถามว่า “ทำอะไร”
หนูตอบท่านตามตรงว่า “ทำยาคดีค่ะ”
แล้วท่านก็ไป ความจริงที่หนูเป็นเช่นนั้นไม่ใช่ความยากง่ายของงานค่ะ แต่เป็นเรื่องของใจ ที่มันดิ้นรนไม่ยอมรับความจริงที่ครูช่วยชี้ให้เห็น
“ก็ทุกข์มันเต็มโลกอยู่ ยังมาลอยหน้าลอยตาแกล้งไม่เห็นอยู่ได้”
(อันนี้มารู้สึกผ่อนคลายตอนที่เขียนค่ะครู)
ดูเหมือนวันนี้จะโดนซ้ำหนักขึ้น Lab fail เหมือนมีสัญญาณช่วยตอกย้ำว่า
“ชีวิตมันทุกข์แกยังไม่เห็นอีกเหรอ”
ยังไม่พอค่ะครู ก่อนเลิกงานหัวหน้าเรียกคุยบอกว่า
“พรุ่งนี้ผู้อำนวยการขอพบยกฝ่ายจะคุยเรื่องแผนปีหน้า ซึ่งหัวหน้ามอบหมายทุกคนแล้ว ยกเว้นหนู ซึ่งท่านจะแจ้งตอนนี้”
ตอนแรกที่ท่านเกริ่น หนูเห็นโทสะพุ่งปรี๊ดเลยค่ะครู ลมหายใจติดขัด ท่านยังคุยกับคนอื่นติดพันหนูจึงเดินลงมาข้างล่างดูใจตนเองเรื่อย ๆ สักพักเบาลง แต่ก็ยังกรุ่น ๆ ได้แต่อดทน แล้วก็กลับมานั่งที่โต๊ะ พอทุกคนคุยเสร็จ พี่ ๆยังไม่กลับกัน หัวหน้าเลื่อนเก้าอี้เข้ามาคุย ใจหนูน้อมลง รู้สึกเห็นความงามว่า
“ท่านให้โอกาส”
หนูฟังอย่างตั้งใจและมีลมหายใจกำกับ ตั้งใจและจริงจัง ไม่ยิ้มไม่หัวเราะ สัมผัสได้ถึงจิตใจที่มั่นคง พอฟังท่านอธิบายสิ่งที่ท่านจะมอบหมาย หนูก็ชี้แจงท่านไปตามกำลังของสติปัญญาที่มี ณ ขณะนั้น บางสิ่งน้อมรับ บางสิ่งปฏิเสธโดยใช้เหตุผล ไม่ใช่อารมณ์ รับรู้ได้ในตนเองว่า “ทำได้ดี” เป็นการใช้ใจ ไม่ใช่สมอง ท้ายที่สุดพอคุยกันสักพัก ภรรยาท่านโทรตามบอกว่า “ให้ไปรับลูก”
เหมือนระฆังบอกหมดเวลาเราทั้งคู่จึงเร่งสรุปความคิดและแนวทาง ซึ่งสำหรับหนูรู้สึกว่า
“อยู่ในขอบข่ายที่พอทำได้”
แต่ภายในก็มีเสียงตำหนิว่า “ทำไมพึ่งมาบอกค่ะ”
เผลอแป๊บเดียว มันพูดออกมาเลยค่ะครู ประมาทจิตชั่ว ๆ ไม่ได้เลย พอหัวหน้ากลับไปพี่ ๆ กรูกันเข้ามาถามว่า
“คุยอะไรกันดูซีเรียสและจริงจัง”
ใจหนูเอะ เหมือนว่าหนูเพียงจริงจังแต่ไม่เครียด แค่ไม่หัวเราะไม่ยิ้ม แต่ประกายตาจริงจัง แล้วก็อธิบายคร่าว ๆว่า “ต้องทำอะไรในคืนนี้”
แต่พี่ก็แนะว่า “แค่แนวคิด ที่เหลือถ้าผู้อำนวยการโอเค ค่อยมาเขียนแผน”
แล้วหนูก็ไปปิดเครื่องแล้วก็เปลี่ยนชุดไปวิ่ง ใจหนูดิ้นรนมากค่ะครู เหมือนมันร้อน ๆ อยากจะเห็นน้ำ อยากขับรถไปเขื่อน แต่ก็แตะเบรกตนเองไว้ จึงเลือกไปที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น เลี้ยวรถเข้าจอด ณ หอศิลป์
เหมือนพระมาโปรด มีนิทรรศการภาพวาดเชิงธรรมะ จอดรถเสร็จหนูเดินเข้าไปชมภาพวาด ภาพแรกที่ปรากฏในกรอบตาคือ รูปสมณะ ที่เขียนโดยสีชอร์ก ใจหนูสงบลง เสียงภายในเงียบไปชั่วขณะ ระหว่างที่ตากระทบรูป แล้วดูภาพถัดไปเป็นดอกบัวสีชมพูที่มีหยดน้ำอยู่กึ่งกลางพระธรรมจักร ถัดไปเป็นดอกบัวสีขาวที่พับกลีบไล่เฉดสีขาวเขียวเหมือนจริงมาก ๆ วางอยู่กลางธรรมจักร ขณะที่มองเห็นภาพเหล่านี้ภายในรู้สึกสงบค่ะครู หนูค่อย ๆเห็นตนเองเคลื่อนไหว ก้าวช้า ๆ ตามดูภาพไปเรื่อย ๆ บางภาพเป็นนรก บางภาพเป็นเครื่องลางของขลัง ข้าง ๆ ภาพจะมี ธรรมะที่คัดลอกจากหนังสือธรรมะเล่มต่าง ๆมาประกอบ ภายในงานมีเพียงหนูและผู้ชายอีกหนึ่งคน อัตถรสในความสงบ ณ ขณะนั้นเหมือนใจได้ดื่มด่ำน้ำทิพย์ จากที่ดิ้นรนกับความทุกข์อยู่ภายใน จากนั้นหนูเดินขึ้นบันได บันไดวนค่อนข้างมืดแต่พอเท้าแต่ขึ้นชั้นสองเหมือนมีเสียงสว่างว๊าบ ตาหนูกระทบรูปนางฟ้า เหมือนมีแรงนำพาร่างกายมุ่งไป ณ ภาพนั้น ใจหนูมีเสียงว่า
“นางฟ้าเป็นยังไงหนอ สวยแบบที่เขาวาดไว้ไหม”
แล้วก็มีเสียงตอบว่า “สวยยังไงก็ยังหลงนะ มันไม่พ้นทุกข์”
แล้วหนูก็เดินดูภาพถัด ๆ ไป เป็นงานศิลปะที่ถ่ายทอดออกมาได้น่าประทับใจมากค่ะครู จากใจหนูที่ไม่สงบดิ้นรนกับทุกข์ที่ตนเองแล้วยอมรับไม่ได้ พอได้เห็นภาพต่าง ๆ ภายในเหมือนได้พัก แล้วหนูก็เดินลงมาจะหาทางออก ตาไปกระทบรู้ที่คล้าย ๆ วัดพระแก้ว แล้วก็มีพระเดินอุ้มบาตรอยู่สามรูป รูปแรกใส่แว่น ใจหนูสะเทือนกับภาพนี้เหมือนพึ่งเคยเห็น ข้าง ๆ เขียนว่า
“ศีล สมาธิ ปัญญา”
ภาพถัดไปเป็นลักษณะกำแพงคล้ายกันแต่ครานี้เป็นรูปเณรที่เดินหลับตา ทั้งสองภาพใจหนูรู้สึกซาบซึ้งใจอย่างอธิบายไม่ถูกค่ะ ภาพสุดท้ายคือภาพของนางสุชาดาถวายข้าวให้กับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ใจหนูรู้สึกอิ่มค่ะครู
ทุกข์ที่อัดอยู่ภายในเบาลง หนูจึงออกวิ่งไปตามเส้นทางวิ่งแรก ๆ ก็สบาย ๆ วิ่งไปเรื่อย ๆ ความคิดฟุ้งซ่านไหลออกมาแบบอุตหลุดเลยค่ะ เหงื่อไหลพลั่ก ๆ เรื่องงานที่ค้าง ๆ คา ๆ เรื่องที่อยากจัดการ มันดึงขึ้นมาคิดเฉยเลย พอรู้สึกตัวความคิดฟุ้งซ่านก็ดับไป แล้วมันก็เปลี่ยนเรื่องมาใหม่ เปลี่ยนคนเปลี่ยนตัวละคร แต่ก็วิ่งไปเรื่อย ๆ เหงื่อไหลพลั่ก ๆ รับรู้ในตนเองเลยว่า
“ภายในใจไม่ค่อยถูกจัดการ”
มีความคิดดี ๆ เรื่องราวมากมายที่เหมือนขณะวิ่งมันถอดบทเรียนเรื่องงานกับตนเองจนจบ แต่พอผ่านไปมันก็ดับค่ะครู มาเห็นการเคลื่อนไหวของกายชัดขึ้นเสียงบ้างในเริ่มเบาลง การเคลื่อนไหวชัดขึ้น เสียงคนรอบกายเริ่มดังเข้ามา รับรู้ในตนเองว่า “หลงไปนาน”
วิ่งไปถึงสวนเกษตรแล้วก็วกกลับมา แล้วก็เดินต่อไปว่าจะแวะกลับแล้วก็มีเสียงขึ้นว่า
“แวะไปดูน้ำอย่างที่ตั้งใจตอนแรกไหม”
ก็เลยมีเสียงตนเองค่ะว่า “อะลองดูว่า ไปถึงแล้วมันจยังไง”
หนูก็เดินไปเรื่อย ๆ ระหว่างนั้นมีนักศึกษาในชุดเสื้อช๊อปสีแดงผู้ชายขับมอร์เตอร์ไซดผ่านมาสองคนค่ะ
ใจหนูแว๊บขึ้นมาว่า
“คนเรานี่ดูไม่ยากเลยว่าใครเป็นยังไง มันสะท้อนออกมาจากแววตาหมด แววตาของเด็กนักศึษาก็อย่างหนึ่ง เป็นบ๊องแบ๊วอ่อนต่อโลก แววตาคนทำงาน หรือคนเชี่ยว ๆก็อย่างหนึ่ง คนลังเลก็อย่างหนึ่ง คนมั่นใจก็อย่างหนึ่ง”
แล้วก็มีเสียงซ้อนมาว่า “เฉพาะคนที่ไม่เคยเจอปัญหา หรือไม่เคยผ่านประสบการณ์นั้นนะ ถึงจะตาบ๊องแบ๊ว จริง ๆมันเป็นเรื่องของประสบการณ์เรื่องนั้น ๆ ต่างหาก”
พอเห็นเสียงที่ดังข้างในก็เงียบไปกลับมาที่การเคลื่อนไหว
วันนี้ไม่รู้ยังไงค่ะครู เสียงข้างในมันคุยกันเอง แย้งกันเอง เสริมกันเอง ยังกะมีหลายคนค่ะ ทั้ง ๆที่ก็อยู่คนเดียว
พอเดินถึงริมน้ำตาหนูมองขึ้นบนฟ้า เห็นดาวศุกร์ ลอยอยูเหนือเมฆที่โค้งตามขอบฟ้ามีเสียงดังขึ้นอีกว่า
“วันนี้โลกมันดูแบน ๆ”
“มันดูหนัก ๆ เหนาะ”
“ก็เพราะใจแกหนักแล้วก็ไปแบกมันหน่ะซิ”
แล้วก็มีเสียงบอกให้นั่งลง แล้วก็ถามว่า “แค่นี้พอเหรอ” แล้วมันก็มีความรู้สึกว่า
“กลัวเสื้อเลอะหันไปข้างหลังค่อย ๆปัดเศษหญ้าแล้วก็ล้มตัวลงนอนแล้วหลับตาหายใจ”
เพียงสองสามลมหายใจ รู้สึกผ่อนคลายสบายขึ้นค่ะครู
จึงเดินกลับมาที่รถ เปิดวิทยุหลวงตา ใจหนูน้อมระลึกว่า “องค์หลวงตาเมตตาลูกด้วยเจ้าค่ะ”
แล้วก็เป็นพุทธศาสนสุภาษิตเอ่ยขึ้นมาประมาณว่า “ถ้าไม่ละความเพียรก็จะถึงเป้าหมาย” ใจหนูน้อมสาธุ อีกทั้งยังรู้สึกความมหัศจรรย์เมตตาบารมีขององค์พ่อแม่ครูอาจารย์
ค่อย ๆ ขับรถกลับบ้าน แวะซื้อกับข้าวแล้วก็เข้าบ้าน
พอเข้ามาในบ้าน เหมือนไม่รู้จะทำอะไร เป็นว่าง ๆ ค่ะครู แกะกับข้าวทานอาหาร แล้วก็เปิดคอมขึ้นมาเขียนบันทึกถึงครูค่ะ รู้สึกว่าวันนี้เขียนบันทึกนาน..........กราบขอบพระคุณครูค่ะ