จังหวัดเล็ก ๆ พื้นที่ราบลุ่มภาคกลาง ห่างจากกรุงเทพมหานครมาตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 32 เพียงระยะทางแค่ 108 กิโลเมตร เรียกว่าสามารถเดินทางไปกลับได้ภายในวันเดียว ใช่แล้ว! เรากำลังจะพาเพื่อน ๆ ออกไปสูดความบริสุทธิ์ของท้องทุ่ง ณ จังหวัดอ่างทอง กัน พร้อมแล้วไป เที่ยวอ่างทอง ดีกว่า
... พระสมเด็จเกษไชโย หลวงพ่อโตองค์ใหญ่ วีรไทยใจกล้า ตุ๊กตาชาววัง
โด่งดังจักสาน ถิ่นฐานทำกลอง เมืองสองพระนอน ...
นี่คือคำขวัญของจังหวัดเล็ก ๆ พื้นที่ราบลุ่มภาคกลาง
ห่างจากกรุงเทพมหานครมาตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 32
(บางปะอิน-พยุหะคีรี) เพียงระยะทางแค่ 108 กิโลเมตร
เรียกว่าสามารถเดินทางไปกลับได้ภายในวันเดียว ใช่แล้ว!
เรากำลังจะพาเพื่อน ๆ ออกไปสูดความบริสุทธิ์ของท้องทุ่ง ณ
จังหวัดอ่างทอง กัน พร้อมแล้วไป เที่ยวอ่างทอง ดีกว่า

จังหวัดอ่างทอง เป็นจังหวัดขนาดเล็ก ตั้งอยู่บริเวณที่ราบลุ่มภาคกลาง
มีเนื้อที่ประมาณ 605,232.5 ไร่
จัดเป็นจังหวัดที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 71 ของประเทศไทย
สภาพพื้นที่มีลักษณะคล้ายรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส
ภูมิประเทศโดยทั่วไปเป็นที่ราบลุ่ม ลักษณะคล้ายอ่าง ไม่มีภูเขา
แต่มีแม่น้ำสายสำคัญคือแม่น้ำน้อยและแม่น้ำเจ้าพระยา
อีกทั้งยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญส่วนใหญ่เป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์
ศาสนา วัฒนธรรม วิถีชีวิตและภูมิปัญญาชาวบ้าน
ที่อุดมไปด้วยงานหัตถกรรมท้องถิ่น
รวมถึงยังเต็มไปด้วยวัดที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์
และเป็นแหล่งกำเนิดเพลงพื้นบ้านลิเก

ตามประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่า เมืองอ่างทองเคยมีผู้คนเข้ามาตั้งถิ่นฐาน และเป็นชุมชนเมืองขนาดย่อมตั้งแต่สมัยทวารวดี โดยมีหลักฐานที่ยังเหลืออยู่ในปัจจุบันก็คือ "คูเมือง" ที่บ้านคูเมือง ตำบลห้วยไผ่ อำเภอแสวงหา ต่อมาในสมัยสุโขทัย เมืองอ่างทองได้รับเอาศิลปวัฒนธรรมจากสุโขทัยมาด้วย โดยจะเห็นได้จากลักษณะของพระพุทธรูปสำคัญในจังหวัด ที่มีลักษณะเป็นศิลปะแบบสุโขทัยหลายองค์ เช่น พระพุทธไสยาสน์วัดขุนอินทประมูล อำเภอโพธิ์ทอง และพระพุทธไสยาสน์วัดป่าโมกวรวิหาร อำเภอป่าโมก เป็นต้น

ต่อมาในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น ประมาณปี พ.ศ. 2127 อ่างทองถูกยกฐานะขึ้นเป็นเมือง ชื่อ "แขวงเมืองวิเศษไชยชาญ" ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำน้อย ต่อมากระแสน้ำในแม่น้ำน้อยเปลี่ยนทิศไป เมืองจึงถูกย้ายไปอยู่ที่ตำบลบ้านแห ริมฝั่งด้านตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา พร้อมกับขนานนามให้เป็นสิริมงคลแก่เมืองใหม่ว่า "เมืองอ่างทอง" จากนั้นในปี พ.ศ. 2356 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โปรดให้ย้ายเมืองอ่างทองไปตั้งที่ปากคลองบางแก้ว ตำบลบางแก้ว ริมฝั่งซ้ายของแม่น้ำพระยา และเป็นที่ตั้งของอำเภอเมือง จังหวัดอ่างทอง มาจนถึงปัจจุบัน ส่วนเมืองวิเศษชัยชาญยังคงเป็นเมืองมาจนถึงปี พ.ศ. 2439 จึงลดฐานะลงเป็นอำเภอ เรียกว่า "อำเภอไผ่จำศีล" ภายหลังจึงเปลี่ยนชื่อเป็น "อำเภอวิเศษชัยชาญ" จนถึงปัจจุบัน
ทั้งนี้
จังหวัดอ่างทอง เป็นจังหวัดที่โดดเด่นในด้านประวัติศาสตร์ ศาสนา
และวัฒนธรรม
แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญส่วนใหญ่จึงเป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์
วัฒนธรรม วิถีชีวิตและภูมิปัญญาชาวบ้าน และวัดต่าง ๆ
ส่วนแหล่งท่องเที่ยวที่ไม่ควรพลาด ได้แก่...

ศาลหลักเมือง
ตั้งอยู่ตรงข้ามกับศาลากลางจังหวัด เป็นอาคารจตุรมุข
ตัวศาลสูงจากพื้นประมาณ ๑.๕ เมตร ศาลหลักเมืองเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์
ซึ่งเป็นที่สถิตย์ของเทพารักษ์ พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง
ศาลหลักเมืองจังหวัดอ่างทอง เป็นศาลหลักเมืองแห่งที่ ๒
ที่มีการเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังทั้ง ๔ ด้าน (ศาลหลักเมืองแห่งแรก
ที่มีภาพจิตรกรรมฝาผนังคือ ศาลหลักเมือง กรุงเทพฯ)
ภายในศาลมีภาพจิตรกรรมฝาผนัง ลายพุ่มข้าวบิณฑ์ก้านแย่งสวยงามมาก
ศาลหลักเมืองอ่างทอง เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สวยงาม
สมกับเป็นหลักชัยและหลักใจ ของประชาชนชาวอ่างทองอย่างยิ่ง
ผู้ที่มีโอกาสไปเยือนจังหวัดนี้
ไม่ควรพลาดการไปเคารพสักการะศาลหลักเมืองแห่งนี้
วัดต้นสน
อยู่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาตรงข้ามกับวิทยาลัยเทคนิคอ่างทอง
เป็นวัดเก่าแก่โบราณ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางสะดุ้งมาร
พระนามว่า สมเด็จพระพุทธนวโลกุตตรธัมมบดีศรีเมืองทอง
หรือเรียกชื่อย่อว่า สมเด็จพระศรีเมืองทองขนาดหน้าตักกว้าง 6 วา 3 ศอก
9 นิ้ว สูง 9 วา 1 ศอก 19 นิ้ว หล่อด้วยโลหะทั้งองค์ลงรักปิดทอง
พระราชสุวรรณโมลี เจ้าอาวาสวัดต้นสนเดิมเริ่มสร้างเมื่อ พ.ศ. 2516
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี
ทรงประกอบพิธีสวมเกตุสมเด็จพระศรีเมืองทอง เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2528
นับเป็นพระพุทธรูปหล่อด้วยโลหะขนาดใหญ่ที่สุดองค์แรกและมีพุทธลักษณะที่สวย
งามมากอีกองค์หนึ่ง
นอกจากนี้ยังมีวังปลาที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งอีกด้วย
วัดท่าสุทธาวาส
ต.บางเสด็จ อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง
ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยอยุธยาตอนต้น
เป็นวัดริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาด้านทิศตะวันออก
เวลาศึกสงครามบริเวณนี้จะเป็นเส้นทางเดินทัพข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี
ทรงรับวัดนี้ไว้ในพระราชอุปถัมภ์
จุดเด่นอันนอกเหนือจากการไหว้พระแล้ววัดนี้ยังมีจิตรกรรมฝาผนังร่วมสมัยภายในพระอุโบสถ
ซึ่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้จิตรกรส่วนพระองค์และนักเรียนในโครงการศิลปาชีพเขียนขึ้น
มีหลากหลายเรื่องราว เช่น เรื่องพระมหาชนก ประวัติเมืองอ่างทอง
แม้แต่ชาวบ้านในตำบลบางเสด็จก็ถูกนำมาแต้มแต่งที่นี่
อีกทั้งมีภาพฝีพระหัตถ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาที่ทรงจรดปลายพู่กันวาดผลมะม่วงไว้ด้วย
วัดชัยมงคล
สร้างราวปี พ.ศ. 2400 ปลายสมัยรัชกาลที่4 เหตุที่ชื่อว่า วัดชัยมงคล
เนื่องจากเป็นจุดแพ้ชนะในการแข่งขันเรือเหนือวัดขึ้นมาไปเป็นวัดสนามชัย
ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นการแข่งขันภายในโบสถ์มีภาพจิตรกรรมเขียนขึ้นใหม่ใน
ปัจจุบันโดยนำศิลปสมัยใหม่มาผสมผสาน
วัดราชปักษี ริมฝั่งแม่น้ำน้อย มาที่วัดเล็กๆแต่องค์พระไม่เล็กอีกแห่งที่ "วัดราชปักษี" หรือ วัดนก อ.เมือง จ.อ่างทอง สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยอยุธยา เป็นวัดอยู่ริมแม่น้ำน้อย วัดนี้ภายในวัดมีพระพุทธไสยาสน์องค์ใหญ่มีความศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่สักการะบูชา และเป็นที่พึ่งทางใจของชาวบ้านในท้องถิ่นพระนอนองค์นี้มีขนาดเดียวกับพระนอนที่วัดป่าโมกฯ
วิหารหลวงพ่อสด
ตั้งอยู่ใกล้วัดจันทรังสี
ซึ่งภายในวัดมีการสร้างรูปหล่อหลวงพ่อสดวัดปากน้ำขนาดใหญ่ที่สุดในโลก
พร้อมวิหารครอบที่สวยงาม มีการจัดบริเวณที่มีความสวยงามร่มรื่น
วัดอ่างทองวรวิหาร
ตั้งยู่ริมแม่น้ำฝั่งตะวันออก เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี
ตั้งอยู่ตรงข้างศาลากลางจังหวัด เดิมเป็นวัดเล็ก ๆ 2 วัด
ชื่อวัดโพธิ์เงิน และวัดโพธิ์ทอง สร้างในสมัยรัชกาลที่ 4 ต่อมาในปี
พ.ศ. 2443 สมัยรัชกาลที่ 5 เสด็จทางชลมารคผ่านวัดทั้งสองนี้จึงโปรดฯ
ให้รวมวัดสองวัดเป็นวัดเดียวกัน และพระราชทานนามว่า "วัดอ่างทอง"
มีพระอุโบสถที่งดงาม มีพระเจดีย์ทรงระฆังประดับด้วยกระจกสีทองด้าน
และหมู่กุฏิทรงไทยสร้างด้วยไม้สักงดงามเป็นระเบียบ
ซึ่งล้วนเป็นสถาปัตยกรรมตามแบบศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น
วัดไชโยวรวิหาร หรือ
วัดเกษไชโย ห่างจากอำเภอเมืองอ่างทองประมาณ 18 กิโลเมตร
อยู่บนเส้นทางสายอ่างทอง-สิงห์บุรี ด้านตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา
เป็นพระอารามหลวง ชั้นโท มหานิกาย เดิมเป็นวัดราษฏร์โบราณ
ซึ่งต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)
แห่งวัดระฆังโฆสิตาราม
ได้สร้างพระพุทธรูปปางสมาธิองค์ใหญ่เป็นปูนขาวไม่ปิดทองไว้กลางแจ้ง ณ
วัดแห่งนี้ ในสมัยรัชกาลที่ 5 พระองค์ได้เสด็จมานมัสการและโปรดเกล้าฯ
ให้ปฏิสังขรณ์วัดไชโย ในปี พ.ศ. 2430
ระหว่างการลงรากพระวิหารทำให้องค์หลวงพ่อโตพังลงมา จึงโปรดเกล้าฯ
ให้สร้างหลวงพ่อโตขึ้นใหม่ตามแบบหลวงพ่อโต วัดกัลยาณมิตร
แล้วพระราชทานนามว่า "พระมหาพุทธพิมพ์" เสร็จสมบูรณ์เมื่อปีมะแม พ.ศ.
2438 รวมเวลาที่ปฏิสังขรณ์นาน 8 ปี จาดนั้นทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้ยกฐานะวัดไชโยขึ้นเป็นอารามหลวง ต่อมาปี พ.ศ. 2531
ได้เริ่มปิดทององค์พระมหาพุทธพิมพ์
โดยดำเนินการภายใต้การควบคุมดูแลของกรมศิลปากร
องค์หลวงพ่อโตประดิษฐาน อยู่ในพระวิหารที่มีความสูงใหญ่ สง่างามแปลกตากว่าวิหารแห่งอื่นๆ พุทธศาสนิกชนจากที่ต่างๆ มานมัสการอย่างไม่ขาดสาย ติดกับด้านหน้าพระวิหาร มีพระอุโบสถก่อสร้าง ด้วยสถาปัตยกรรมไทยอันงดงาม หันด้านหน้าออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ภายในพระอุโบสถ มีภาพจิตรกรรมฝาผนัง เรื่องพุทธประวัติ ฝีมือช่างสมัยรัชกาลที่ ๕ ประดิษฐานรูปหล่อสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) แห่งวัดระฆังโฆสิตาราม ธนบุรี ปัจจุบันวัดไชโยวรวิหารได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์ใหม่ จนมีความงามสมบูรณ์ยิ่ง
วัดสระเกษ
วัดนี้เป็นวัดเก่าตั้งแต่สมัยอยุธยา ตั้งอยู่ที่ตำบลชัยภูมิ
ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาทิศตะวันออก ห่างจากอำเภอเมืองอ่างทอง ประมาณ
15 กิโลเมตร สร้างขึ้นเป็นวัดนับตั้งแต่ประมาณ พ.ศ. 1892
ก่อนสมัยกรุงศรีอยุธยา เดิมมีนามว่า "วัดเสาธงหิน"
มีเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์สมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
ได้กรีธาทัพขับไล่ข้าศึกถึงบ้านชะไว
และได้ชัยชนะจึงให้ชื่อว่าบ้านไชโย
เมื่อขับไล่ข้าศึกไปแล้วได้พักทัพที่วัดเสาธงหินสรงน้ำสระเกษาที่วัดนี้
ต่อมาจึงได้เรียกว่า "วัดสระเกษ" ถือเป็นมงคลนาม
วัดขุนอินทประมูล
เป็นพระอารามราษฎร์ ชั้นสามัญ การมาไหว้พระอ่างทอง ถ้าขาด
"วัดขุนอินทประมูล" ต.อินทประมูล อ.โพธิ์ทอง
จ.อ่างทองก็คงเหมือนมาไม่ถึงอ่างทอง
ที่วัดนี้มีพระนอนหรือพระพุทธไสยาสน์องค์ขาวใหญ่
วัดจากยอดพระเกตุเมาลีจนถึงปลายพระบาทยาว 50 เมตร
พระพักตร์หันไปทางทิศเหนือ พระเศียรหันไปทางทิศตะวันออก
เป็นพระพุทธไสยาสน์ที่มีขนาดใหญ่และยาวที่สุดในประเทศไทย
พระนอน วัดขุนอินฯ
มีพระนามว่า "พระพุทธไสยาสน์ขุนอินทประมูล"
สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยสุโขทัย
โดยพระยาเลอไทสร้างขึ้นเป็นพระพุทธบูชา และได้ขนานพระนามว่าขณะนั้นว่า
พระพุทธไสยาสน์เลอไทนฤมิต
เดิมประดิษฐานอยู่ในวิหารแต่ถูกไฟไหม้ปรักหักพังไป
เหลือแต่องค์พระประดิษฐานอยู่กลางแจ้งมานานนบร้อยปี
องค์พระนอนมีพุทะลักษณะที่งดงาม พระพักตร์ยิ้มละไม
สงบเยือกเย็นน่าเลื่อมใสศรัทธายิ่งนัก
หมู่บ้านจักสาน งานฝีมือจักสานอันลือชื่อ ของอ่างทองส่วนมาก จะเป็นฝีมือของชาว อำเภอโพธิ์ทอง แทบทุกครัวเรือนที่ตั้งบ้านเรือน เรียงรายอยู่ทั้งสองฟากฝั่ง แม่น้ำเจ้าพระยา แหล่งหัตถกรรมเครื่องจักสาน สำคัญที่ขึ้นชื่อของจังหวัดคือ “บ้านบางเจ้าฉ่า” ที่นี่เป็นแหล่งผลิตเครื่องจักสาน ด้วยไม้ไผ่ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามราชกุมารี ได้เคยเสด็จพระราชดำเนิน มาเยือน และได้พระราชทานคำแนะนำ ให้ราษฎรปลูกไม้ไผ่สีสุก เพื่อเป็นวัตถุดิบในการทำเครื่องจักสาน และเป็นการอนุรักษ์งานฝีมือ ประเภทนี้ไว้ งานจักสานของบ้านบางเจ้าฉ่านี้ มีความละเอียดประณีตสวยงาม สามารถพัฒนางานฝีมือ ตามความต้องการของตลาด ไม่ยึดติดกับรูปแบบเก่า จนสามารถส่งออกขายต่างประเทศได้ จึงได้รับการยกย่องว่า เป็นหมู่บ้านตัวอย่างในการพัฒนาอาชีพ
วัดป่าโมกวรวิหาร
อยู่ในเขตเทศบาลตำบลป่าโมก
ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาด้านทิศตะวันตกห่างจากอำเภอเมืองอ่างทองไป18
กิโลเมตร ตามเส้นทางหลวงหมายเลข309 (สายอ่างทอง-อยุธยา) กิโลเมตรที่
40 แล้วเข้าทางหลวงหมายเลข 329 จากนั้นเข้าทางหลวงหมายเลข 3501
จะเห็นป้ายทางไปวัดป่าโมก
ภายในวัดแห่งนี้มีพระพุทธไสยาสน์ที่งดงามมากองค์หนึ่งของเมืองไทย
องค์พระก่ออิฐถือปูนปิดทอง มีความยาวจากพระเมาลีถึงปลายพระบาท 22.58
เมตร สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยสุโขทัย
มีประวัติความเป็นมาเล่าขานกันว่าพระพุทธรูปองค์นี้ลอยน้ำมาจมอยู่หน้าวัด
ราษฎรบวงสรวงแล้วชักลากขึ้นมาประดิษฐานไว้ที่ริมฝั่งแม่น้ำ
ในพระราชพงศาวดารกล่าวว่า
สมเด็จพระนเรศวรมหาราชก่อนที่จะยกทัพไปรบกับพระมหาอุปราชได้เสด็จมาชุมนุม
พลและถวายสักการะบูชาพระพุทธรูปองค์นี้
นอกจากนี้พระพุทธไสยาสน์วัดป่าโมกวรวิหารยังเป็นพระพุทธไสยาสน์ที่มีพระพักต์งดงามที่สุดในประเทศไทยอีกด้วย
วัดสี่ร้อย ต.สี่ร้อย อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง วัดนี้เป็นวัดเก่าแก่ ชื่อตำบลสี่ร้อย มีตำนานรักชาติอันตราตรึง ตั้งขึ้นเป็นอนุสรณ์แก่ขุน รองปลัดชู และชาวบ้านวิเศษชัยชาญ ๔๐๐ คน ที่เสียชีวิตในสงครามระหว่างไทยกับพม่า ที่เมืองกุย ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ แห่งกรุงศรีอยุธยา พ.ศ ๒๓๐๒ วัดแห่งนี้มีพระพุทธรูปปางป่าเลไลยก์ สูง ๒๑ เมตร หน้าตักกว้าง ๖ เมตรเศษ นามว่า “หลวงพ่อโต” หรือเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า “หลวงพ่อร้องไห้” เมื่อปีพ.ศ ๒๕๓๐ มีข่าวใหญ่ว่าหลวงพ่อวัดสี่ร้อย มีโลหิตไหลออกมาจากพระนาสิก ข่าวนี้ได้รับความสนใจ จากคนทั่วไปทั้งชาวอ่างทอง และจังหวัดใกล้เคียงต่างหาโอกาสมานมัสการ “หลวงพ่อร้องไห้” นอกจากนี้ภายในพระอุโบสถวัดนี้ เคยมีภาพจิตรกรรมฝาผนังฝีมือช่างอยุธยา ที่มีความงดงามมาก ปัจจุบันภาพลบเลือนไปหมดแล้ว
วัดม่วง
อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง ที่หลวงพ่อเกษม อาจารสุโภ
ต้องการนำเงินที่ได้จากแรงศรัทธาก่อให้เกิดเป็นรูปธรรม
จึงจัดสร้างพระพุทธรูปขึ้น โดยก่อนที่หลวงพ่อมรณภาพลง
ได้ตั้งนามองค์พระว่า "พระพุทธมหานวมินทร์ศากยมุนีศรีวิเศษชัยชาญ"
หรือ "หลวงพ่อใหญ่"
พระนามนี้หลวงพ่อเกษมตั้งใจสร้างองค์พระนี้
เพื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 องค์พระ ได้เสร็จสมบูรณ์
เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2550 มีขนาดหน้าตักองค์ 63.05 เมตร
มีความสูงจากฐานองค์พระ ถึงยอดเกศา 95 เมตร
วัดวิเศษชัยชาญ เป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองวิเศษชัยชาญ มาแต่สมัยอยุธยา ปัจจุบันเหลือหลักฐานเพียงเจดีย์เท่านั้น สิ่งปลูกสร้างนอกเหนือจากนั้น ได้สร้างขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ อาทิเช่น พระอุโบสถ ซึ่งภายในมีจิตรกรรมฝาผนัง ที่เขียนขึ้นในสมัยเดียวกัน เป็นภาพพุทธประวัติ และภาพข้าศึกที่เป็นเป็นฝรั่งขี่ม้า ภาพทั้งหมดเขียนแบบแรเงา โดยนายปุ๋ย พุ่มรักษา ช่างในเมืองหลวง ส่วนด้านข้างพระอุโบสถมีมณฑปประดิษฐาน พระพุทธบาทจำลอง
วัดเขียน มาชมความวิจิตรงดงามของจิตรกรรมฝาผนังที่ "วัดเขียน" ต.ศาลเจ้าโรงทอง อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง เป็นวัดเก่าแก่วัดหนึ่ง ภายในพระอุโบสถมีภาพเขียนฝาผนัง ที่งดงามแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับทศชาติชาดก สันนิษฐานว่าเป็นฝีมือช่างสกุลเมืองวิเศษชัยชาญสมัยอยุธยาตอนปลาย ลายเส้นอ่อนช้อยหลากหลายเรื่องราว ผนังทิศใต้เป็นเรื่องมโนห์รา ตลอดจนเรื่องสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ป่าหิมพานต์ ก็เล่าเรื่องไว้อย่างละเอียดปราณี
วัดอ้อย เป็นวัดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองวิเศษชัยชาญ ตั้งอยู่หมู่ ๑๐ ตำบลศาลเจ้าโรงทอง ริมฝั่งแม่น้ำน้อย ไปตามทางหลวงหมายเลข ๓๔๕๔ ประมาณ ๒ กิโลเมตร ห่างจากวัดเขียนไปทางทิศเหนือ ประมาณ ๑ กิโลเมตร สันนิษฐานว่าสร้างขึ้น ในสมัยอยุธยาแต่จะสร้างในสมัยใด ใครเป็นผู้สร้างไม่ปรากฎ หลักฐานแน่ชัด พระอุโบสถเป็นอาคารขนาดใหญ่หกห้อง ก่ออิฐถือปูนแบบโบราณ หลังคาเป็นเครื่องไม้ มุงด้วยกระเบื้องดินเผา มีลักษณะสวยงามคล้ายกับพระอุโบสถวัดราชบูรณะ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พระอุโบสถนี้ไม่มีหน้าต่าง ลักษณะแบบนี้เรียกว่ามหาอุด รอบโบสถ์มีเสมา ๘ ทิศ พระประธานเป็นพระหล่อสัมฤทธิ์ ชาวบ้านเรียกว่าหลวงพ่อดำ วัดอ้อยเป็นวัดถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา ในสมัยอยุธยา
ศูนย์ตุ๊กตาชาววังบ้านบางเสด็จ
เป็นเรือนไทยทรงสูงชื่อว่า "คุ้มสุวรรณภูมิ"
อยู่ด้านหลังวัดท่าสุทธาวาส ในพื้นที่ตำบลบ้านบางเสด็จ
ตำบลนี้เดิมชื่อบ้านวัดตาล
ต่อมาได้เปลี่ยนเป็นชื่อบ้านบางเสด็จเนื่องจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนาถได้เสด็จพระราชดำเนิน
พระราชทานความช่วยเหลือแก่ราษฎรผู้ประสบอุทกภัยในปี พ.ศ.2518
และทรงเห็นว่าพื้นที่ดังกล่าวมีดินที่เหมาะสมแก่การปั้นตุ๊กตาชาววัง
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งโครงการตุ๊กตาชาววังขึ้นจนถึงวันนี้
ชาวบางเสด็จได้สานต่อโครงการจนทำให้ตุ๊กตาจากดินเหนียวของไทยเป็นที่ชื่นชอบไปทั่วโลก
โดย ศูนย์ตุ๊กตาชาววังบ้านบางเสด็จ จะมีการสาธิตการปั้นตุ๊กตาชาววัง
ประดิษฐกรรมดินเหนียวอันสวยงาม
ที่แสดงให้เห็นวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนและวัฒนธรรมประเพณีไทยต่าง
ๆ เช่น การละเล่นของเด็ก ไทย วงมโหรีปี่พาทย์ ชุดท่วงท่าฤาษีดัดตน
หรือรูปผลไม้ไทยหลากหลายชนิด ซึ่งล้วนแต่สวยงามน่ารักอย่างยิ่ง
ซึ่งเปิดทุกวัน เวลา 09.00-16.00 น. โทร. 0 3566
2995
หมู่บ้านทำกลอง ตั้งอยู่ที่ ตำบลเอกราช หลังตลาดป่าโมก ริมฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา การเดินทางใช้ถนนสายใน ผ่านหน้าที่ทำการเทศบาลอำเภอป่าโมก ซึ่งขนานไปกับลำคลองชลประทาน ระยะทางประมาณ ๑๗ กิโลเมตร ตลอดสองข้างทาง จะเห็นร้านขายกลองเป็นระยะๆ ชาวบ้านแพเริ่มผลิตกลองมาตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๗๐ โดยจะเริ่มหลังฤดูเก็บเกี่ยว วัตถุดิบที่ใช้ทำกลองได้แก่ ไม้ฉำฉาเพราะเป็นไม้เนื้ออ่อน ที่สามารถขุดเนื้อไม้ได้ง่ายกับหนังวัว เราสามารถชมกรรมวิธีการทำกลอง ตั้งแต่เริ่มกลึงท่อนไม้เรื่อยๆ ไปจนถึงขั้นตอนการขึ้นกลอง การฝังหมุด กลองที่ทำมีตั้งแต่ขนาดเล็ก จนถึงกลองขนาดใหญ่เช่น กลองทัด ซึ่งเราจะได้เห็นถึงฝีมือการทำที่มีคุณภาพ ประณีต สวยงามและยังสามารถซื้อ ไปเป็นของที่ระลึกกลับบ้าน หากผ่านหน้าบ้านกำนันหงษ์ฟ้า หยดย้อย จะเห็นกลองยาวที่สุดในโลกตั้งอยู่ หน้ากลองกว้าง ๓๖ นิ้ว ๙๒ เซนติเมตร ยาว ๗.๖ เมตร ทำจากไม้จามจุรีต่อกัน ๖ ท่อน สร้างปี ๒๕๓๗ ใช้เวลาสร้างประมาณ ๑ ปี
สปาชาวบ้าน กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรป่าโมกพัฒนา ตำบลป่าโมก ปัจจุบันมีคุณเสงี่ยม ไม้แป้น เป็นประธานกลุ่ม ผลิตชาสมุนไพรเพื่อสุขภาพ พิถีพิถันทุกขั้นตอนตั้งแต่การปลูกสมุนไพร โดยไม่ใช้ยาฆ่าแมลง การเก็บ การบ่ม การผลิตมีเครื่องมือที่สะอาดและทันสมัย รวมถึงการบรรจุใส่หีบห่อ สินค้าที่ขึ้นชื่อ ได้แก่ ลูกประคบ ชาสมุนไพรลดความดันโลหิต ฯลฯ และที่สำคัญสถานที่นี้จัดบรรยากาศแบบสบาย ๆ แบบชาวบ้าน มีห้องอบไอน้ำ และนวดแผนไทยพร้อมลูกประคบ แต่มีข้อจำกัดด้านสถานที่เป็นสถานที่เล็ก ๆ เพียง ๒-๓ ห้องเท่านั้น เหมาะสำหรับครอบครัวที่ต้องการพักผ่อนแบบสบาย ๆ
อนุสาวรีย์พันท้ายนรสิงห์
ตั้งอยู่ที่วัดนรสิงห์ หมู่ 2 บ้านตะพุ่น ตำบลนรสิงห์
ตามทางหลวงหมายเลข 3501 (สายอ่างทอง-ป่าโมก-อยุธยา) กิโลเมตรที่ 9–10
สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2531
เพื่อเป็นที่ระลึกถึงพันท้ายนรสิงห์ซึ่งเป็นชาวบ้านนรสิงห์
และเป็นพันท้ายเรือพระที่นั่งเอกไชยสมัยพระเจ้าเสือ
ซึ่งยืนยันขอรับโทษประหารชีวิตตามกฎมณเฑียรบาลที่ไม่สามารถบังคับเรือพระที่นั่ง
จนหัวเรือกระแทกกิ่งไม้หักลง
เพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่อนุชนรุ่นหลังสืบไป
พฤติกรรมของพันท้ายนรสิงห์ได้รับการสรรเสริญในประวัติศาสตร์ตราบจนทุกวันนี้
อนุสาวรีย์นายดอกนายทองแก้ว
ประดิษฐานอยู่ที่หน้าโรงเรียนวิเศษชัยชาญวิทยาคม หมู่ที่ 2
ตำบลไผ่จำศีล ตามเส้นทางสายอ่างทอง-วิเศษชัยชาญ ระหว่างกิโลเมตรที่
26-27 ซอยปู่ดอก-ปู่ทองแก้ว 16
โดยเป็นอนุสรณ์สถานที่ชาววิเศษชัยชาญและชาวอ่างทองร่วมกันสร้าง
เพื่อรำลึกถึงคุณงามความดีของวีรบุรุษแห่งบ้านโพธิ์ทะเล
ชาววิเศษชัยชาญ ปู่ดอก และ ปู่ทองแก้ว
ซึ่งทั้งสองท่านยอมสละชีวิตอย่างกล้าหาญเพื่อปกป้องแผ่นดินไทยในการสู้รบกับพม่าที่ค่ายบางระจัน
ก่อนที่กรุงศรีอยุธยาจะแตกในปี พ.ศ. 2309
อนุสาวรีย์แห่งนี้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราชกุมาร
เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
มาทรงเปิดเมื่อ พ.ศ. 2520
วัดถนน
เป็นวัดที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ของตำบลโผงเผง อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง
เป็นวัดที่สร้างในราวสมัยกรุงธนบุรี
ภายในวัดมีพระพุทธรูปแกะด้วยไม้องค์ยืน สูงประมาณ 2 เมตร นามว่า
"หลวงพ่อพุทธรำพึง" ซึ่งเป็นที่ศรัทธาของประชาชน
คนที่มากราบไหว้บูชาเสี่ยงโชค
ขอพรให้ตั้งไข่ที่หน้าหลวงพ่อถ้าใครตั้งไข่ได้แสดงว่ามีโชคลาภ ดวงดี
ถ้าใครตั้งไข่ไม่ได้ ก็แสดงว่าไม่มีดวง
ถ้าจะแก้บนสิ่งที่ทำนายคือให้แก้บนด้วยไข่ต้ม ละครและพวงมาลัย
นอกจากนี้ยังมีสิ่งที่น่าสนใจภายในวัดนี้อีกคือรอยพระพุทธบาทลอยฟ้า
ซึ่งแกะสลักด้วยไม้ติดอยู่บนเพดานศาลาการเปรียญมีขนาดกว้าง 30 นิ้ว
ยาว 70 นิ้ว อายุกว่าร้อยปี
ตลาดวิเศษชัยชาญ
หรือตลาดศาลเจ้าโรงทอง ตลาดนี้เป็นตลาดเก่ามีอายุกว่า 100 ปี
เป็นชุมชนของชาวไทยเชื้อสายจีนส่วนใหญ่ ยังคงเห็นสภาพบ้านเรือน
ตึกแถวไม้ โรงแรมเก่า โรงสีข้าว ร้านขายของชำ
ร้านขายเครื่องยาจีนและไทย
ซึ่งยังคงเป็นตลาดเก่าที่มีสภาพสมบูรณ์มากที่สุดแห่งหนึ่งชมตลาดวิเศษชัยชาญ
ซึ่งเป็นตลาดเก่าแก่กว่า 100 ปี
พระตำหนักคำหยาด
อยู่ในท้องที่ตำบลคำหยาด ถัดจากวัดโพธิ์ทอง ไปทางทิศตะวันตกประมาณ 2.5
กิโลเมตร เป็นพระตำหนักที่ประทับของเจ้าฟ้าอุทุมพร (พระราชโอรสองค์ที่
3 ในพระเจ้าบรมโกศ กับกรมขุนพิพิธมนตรี) ขณะที่ทรงลาออกจากราชสมบัติ
แล้วทรงผนวชอยู่ในเพศบรรพชิตตลอดมา ตราบจนเสียกรุงศรีอยุธยาเมื่อปี
พ.ศ.๒๓๑๐
พม่าได้จับพระองค์เป็นเชลยศึกติดไปกับบรรดาเชลยชาวไทยจำนวนมาก
วัดท่าอิฐ ตั้งอยู่ที่บ้านท่าอิฐ ตำบลบางพลับ บริเวณที่ตั้งเดิมเข้าใจว่าเป็นที่ปั้นเผาอิฐ นำไปก่อสร้างวัดขุนอินทประมูล นับว่าเป็นสถานที่ขนอิฐหรือท่าขนอิฐ และเมื่อได้สร้างวัดขึ้นจึงขนานนามว่าวัดท่าอิฐ พระประธานในอุโบสถชาวบ้านเรียกว่า “หลวงพ่อเพ็ชร” พระประธานในวิหารชาวบ้านเรียกว่า “หลวงพ่อขาว” เป็นพระพุทธรูป ที่สร้างในสมัยอยุธยา ประมาณกว่า 200 ปีมาแล้ว ประดิษฐานอยู่ในวิหารมหาอุต เมื่อเข้าไปในวัดจะมองเห็น พระธาตุเจดีย์ศรีโพธิ์ทอง โดดเด่นสีทองอร่าม มีความกว้าง 40 เมตร สูง 73 เมตร รูปแบบศิลปะลังกา-อยุธยา และรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานชื่อเจดีย์ว่า “ พระธาตุเจดีย์ศรีโพธิ์ทอง ” สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารีเสด็จมาเปิดเมื่อปี พ.ศ. 2543
วังปลาวัดข่อย
อยู่บริเวณแม่น้ำน้อยหน้าวัดข่อย หมู่ที่ ๑ ตำบลโพธิ์รังนก
อยู่ห่างจากจังหวัดอ่างทอง ประมาณ ๑๒ กิโลเมตร
ประกาศเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์น้ำ มีเจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลรักษา
มิให้ปลาถูกรบกวน ปัจจุบันมีปลานานาชนิด อาศัยอยู่รวมกันไม่ต่ำกว่า
๕๐,๐๐๐ ตัว เช่น ปลาสวาย ปลาตะเพียน ปลาเทโพ ปลาแรด ปลาบึก ฯลฯ
ทางวัดมีอาหารปลาจำหน่าย ให้นักท่องเที่ยวได้เพลิดเพลิน
กับการให้อาหารปลา มีร้านจำหน่ายเครื่องดื่มไว้บริการ
ภายในวัดข่อยยังมีสิ่งที่น่าสนใจ คือ ศาลาการเปรียญไม้สัก
ทรงไทยโบราณเสา ๘ เหลี่ยม ใต้ถุนศาลาการเปรียญ
เป็นที่เก็บของเก่าประเภทต่างๆ เช่น จากจีน มีเรือประเภทต่างๆ
นอกจากนี้ยังมีมณฑป วิหาร เจดีย์ พระอุโบสถ กุฏิ หอสวดมนต์
ซากโบราณสถานของห้องเรียนโบราณ และยังมีของเก่าที่เก็บรักษาไว้เช่น
ตะเกียงโบราณจากกรุงวอชิงตัน นาฬิกาโบราณจากปารีส
และตู้พระไตรปิฎกไม้สัก สมัยรัชกาลที่ ๕
และนี่เป็นเพียงแค่สถานที่ท่องเที่ยวเด่น ๆ ในจังหวัดอ่างทองที่เราหยิบนำมาบอกเล่ากัน แต่จริง ๆ แล้วจังหวัดอ่างทองยังมีแหล่งท่องเที่ยวดี ๆ แ



















อยากดูภาพจังครับ ว่าแต่ละแห่งสวยงามขนาดไหน
โอเชครับ
ว้าว อ่างทอง มีสถานที่น่าสนใจมากๆ ชอบศูนย์ตุ๊กตาชาววัง จังค่ะ ... บันทึกนี้ รักบ้านเกิด นะคะ ;)
สวัสดีค่ะ
มาแอ่วอ่างทอง ขอบคุณ เรื่องราว ภาพสวยงดงามมากค่ะ
พา 3 b.g2k มาชมด้วยนะคะ
ขอบคุณป้าดาครับที่มาเยี่ยมเยียนกันครับ
จะพยายามหาสถานที่น่าเที่ยวมาลงให้ได้มากที่สุดนะครับ
อยากให้คนมาเที่ยวอ่างทองบ้าง ส่วนใหญ่เลยไปสุพรรณ อยุธยากันหมดเลยอะดิครับ...ไม่ค่อยหลงมาอ่างทองกันเลย
ชื่นชมกับบันทึกที่แสนงดงาม
วัดพิกุลทอง มีมั๊ย
พี่เคยไปวัดม่วง วัดต้นสนล่ะ
วัดพิกุลทองอยู่สิงห์บุรีไม่ใช่หรอครับพี่ คุณครู ป.1
เสียดายจังเลยครับ ตอนไปอ่างทองไปเที่ยวไม่ทั่ว สงสัยต้องไปใหม่ เย้ๆๆๆ
http://gotoknow.org/blog/yahoo/379143
http://gotoknow.org/blog/yahoo/379444
http://gotoknow.org/blog/yahoo/379874
หนุ่มอ่างทอง แต่ไปอยู่ไกลจังเลยครับ
สวัสดีครับ อ.ขจิต
วิถีชีวิตราชการมั้งครับ
หวังว่าสักวันคงได้มีโอกาสกลับมาอ่างทองบ้าง...เท่านั้นเอง
พี่ไม่เคยมาเที่ยวอ่างทองเลย
เคยแต่ผ่านไปผ่านมา
คราวหลังคงต้องแวะมาเที่ยวมั่ง ช่วงนี้ได้ข่าวว่าน้ำท่วมใช่หรือเปล่าคะ??
มีท่วมบ้างบางพื้นที่ครับ แต่ที่บ้านผมยังไม่ท่วมครับ
มีโอกาสแวะมานะครับ คนอ่างทองน่ารัก ยินดีตอนรับครับ...
แวะมาเที่ยวเมืองอ่างทองค่ะ...ยังไม่เคยมีโอกาสไปเยือนจริงๆ ซักกะที
แต่จากบันทึกสังเกตว่ามีแต่พระพุทธรูปใหญ่ๆ ทั้งนั้นเลย...^v^
ชอบบรรยากาศทุ่งนาเขียวๆ ค่ะ ดูสดชื่นสบายตา
สวัสดีครับคุณดาว
ขอให้มีโอกาสมาเที่ยวเมืองอ่างทองไวๆ นะครับ
เจ้าของบ้านนี้ และบรรยากาศท้องทุ่งนาเขียวๆ ยินดีตอนรับมากๆ ครับ
เที่ยวหลายจังหวัดแต่อ่างทองยังไม่เคยไป คงมีโอกาสได้ไปเที่ยว ตอนนี้เที่ยวกับคุณภควัตคีย์ตาก่อนคงไม่ว่ากัน
มีโอกาสมาไวๆ นะครับ
ยินดีต้อนรับครับ แล้วจะพาเที่ยวอ่างทองเองครับ ฮ่าๆๆๆ
เกิดที่จังหวัด อ่างทอง ตำบล สี่ร้อย