ประมาณห้าเย็นโมงกว่า ๆ (๕ ตุลาคม ๒๕๕๓) ครูโทรมาหา ขณะที่หนูกำลังทำแล็บและเขียนบันทึกใน G2K วันนี้หนูตั้งใจกับตนเองตั้งแต่เช้าว่าจะคืนกิจวัตรให้ตนเองและจะทำงานด้วยสติ แต่ทั้งวันก็ยังกระพร่องกระแพร่ง แต่พอครูโทรมาก็รู้สึกหวั่นไหว ครูถามแล้วหนูก็ตอบอย่างไม่ค่อยมั่นใจ พอเห็นตนเองขาดสติ จึงดึงลมหายใจเข้ามีสติคุยกับครูมากขึ้น แล้วก็บอกครูว่า

“ยังไม่ได้เขียน CD ให้ครูเลยค่ะ”

ครูถามว่า “ทำไม”

หนูเองไม่ค่อยแน่ใจ ในหัวมีเหตุผลมาก มายปรากฏขึ้น แต่ก็รู้สึกไม่ใช่คำตอบ แต่ก็เสี่ยง ๆตอบครูไป ซึ่งก็ไม่ใช่จริง ๆ สุดท้ายมองเข้าไปภายในแล้วก็เห็นคำว่า “เหมือนมันตั้งใจ แต่ก็ยังไม่ตั้งมั่น”

แล้วก็รู้สึกโล่งสบายกับการมองเห็น แล้วค่อยเอ่ยกับครู

ท่านตอบว่า

“เออ.........มันทั้งไม่ตั้งมั่น ไม่ตั้งใจ ไม่เอาใจใส่ ไม่เห็นคุณค่า ไม่ทำอะไรซักอย่าง”

“ติ๋วทำเหมือนคนจะปลูกต้นไม้ แล้วก็ไปปล่าวประกาศหมู่บ้านโน่น หมู่บ้านนี้ว่า ฉันจะปลูกต้นไม้ แต่ก็ไม่ปลูกสักที แค่สร้างภาพ ทำตัวคล้ายพี่แต่ก็ไม่ได้ปฏิบัติธรรมเลย ทำไมหล่ะ”

 

หนูนิ่งข้างในเป็นสั่น ๆ จึงตอบครูว่า “เหมือน ๆ มันกลัวค่ะ”

ครูตอบว่า “ความกลัวมันคือ อะไร มันเป็นธรรม หรือเป็นกิเลส”

“เป็นกิเลสค่ะ”

“เออ....แล้วจะก้มหัวให้มันเหรอ ทำไมไม่สู้”

หนูฟังแล้วก็ยิ้ม ๆ เพราะก็รู้สึกว่า “จริงอย่างที่ครูเอ่ย”

 

ครูให้พิจารณาว่า “ทำไมถึงขับรถไป กรุงเทพ”

คำตอบแรก ๆ ดูจะเป็นเรื่องโลก ๆ จนครูต้องเตือนว่า “คุยแบบธรรม”

คำตอบที่ทำให้รู้สึกว่าใช่ก็คือ “อยากอวดว่า ฉันมีรถ ฉันเก่ง”

พอเห็นความคิดนี้ก็รู้สึกเหนื่อยใจ ไม่จะยอมรับความชั่วของตัวเอง

 

ครูย้ำอีกว่า “มันก็เป็นตาเหนื่อยอยู่หวะ ติ๋ว”

 

ครูถามว่า

“ลองพิจารณาซิว่า เราก้าวหน้าอะไรมากขึ้น”

เสียงแรกที่ดังขึ้นมาภายในคือ ไม่ค่ะ ตั้งแต่ไม่มีครูหนูก็ไม่ค่อยก้าวหน้า ถ้าเทียบกับสมัยที่มีครู” แล้วเป็นอาการคร่ำครวญแบบอ้อยซ้อยอยู่ภายใน แต่ก็ไม่ได้เอ่ยออกไปแค่ดู

แต่ขณะที่เห็น ใจหนูยิ้ม แต่ก็หลุดเสียงที่เบิกบาน หัวเราะออกมา

ครูท่านจึงย้ำอีก หนูจึงหันมาที่จิตตนเอง ครานี้พยายามหา แต่ไม่เจอ แล้วมีความคิดปรากฏขึ้นถึงปัญหาที่พึ่งผ่านมา จึงตอบครูว่า

“เหมือนมันเจอทุกข์หนักขึ้น”

“หา อะไรนะ ภาวนาแล้วทุกข์มากขึ้น” ครูพูดเสียงดัง

หนูตอบว่า “ค่ะ”

“มันทุกข์มากขึ้น หรือว่าเห็นความชั่วตัวเองมากขึ้น”

ใจหนูรู้สึกเหนื่อยแต่ก็รู้สึกว่าใช่ “ค่ะ เหมือนตัวเองชั่วมากขึ้น”

“ไอ้ติ๋วเอ๊ย มันชั่วอยู่แล้ว หรือว่ามันพึ่งมาชั่ว”

ใจหนูสว่างขึ้น มีเสียงข้างในว่า “เออ....แฮะ”

 

“มันหน่ะเห็นถูกแล้ว เห็นความย่ำแย่ของตนเองเยอะขึ้นหน่ะมันถูกแล้ว เมื่อก่อนฉันดี ฉันเลิศ ฉันประเสริฐ”

 

ใจหนูมีเสียงข้างในว่า “เหมือนตัวตนมันย่อยยับเลยแหละค่ะ”

ครูพูดต่อว่า “ก็ดีแล้ว ภาวนามันต้องเห็นความชั่วตัวเองมากขึ้น เมื่อก่อนมันหลงมันก็เลยไม่เห็น ดู๊ ดู ดู ขนาดนี้จิตมันยังคิดชั่ว”

หนูหัวเราะ แฮะ ๆ แล้วก็นึกขึ้นมาได้ว่า “รู้สึกถึงร่างกายตนเองชัดขึ้น”

จริง ๆแล้วมีเสียงข้างในที่ดังขึ้นว่า “มีสมาธิมากขึ้น เห็นร่างกายชัดขึ้น แต่ก็ยังกลัว ๆ ที่จะบอกครู” เพราะก็ยังไม่ค่อยแน่ใจว่าสิ่งที่เห็น เห็นจริง ๆ

 

ครูพูดให้กำลังใจว่า

“เออ มันก็ดีขึ้นเยอะอยู่ จิตมันแน่นขึ้น งามขึ้น แต่มันก็ยังโง่อยู่ จับจิตมันทีไรนี่ มันก็ยั๊ง.......ไอ้เราไม่อยากโทรมาสอบจิตมัน ถามไปมันคงตอบโง่ ๆมา แต่ก็ เอาวะ ฝืนใจกูขัดใจกู แต่ก็ทำ”

 “ติ๋วรู้สึกไหมหล่ะ”

“ค่ะ เพราะรู้สึกว่า เมื่อใดที่มีสติ มันจะหนักแน่น แต่ตอนไม่มีสติมันก็เหมือนเดิม”

“เออ ตอนไม่มีสติ มันก็บ้า คนบ้า กับคนไม่บ้า มันต่างกันแค่สติเองนะเว้ย”

หนูหัวเราะแฮะ ๆ เพราะบางทีก็เคยถามตนเองว่า "ฉันบ้าไปรึเปล่านะ"

ครูถามต่อว่า “แล้วทุกวันนี้ทำอะไรบ้าง”

หนูตอบว่า “ก็ทำกิจวัตรบ้าง แต่ก็ยัง กระพร่องกระแพร่ง”

ครูพูดเสียงหนักแน่นว่า

 

“ตื่นมา ทำวัตร เช้า เย็น อย่าให้ขาด

ฝนจะตก แดดจะออกก็ช่าง จะวิ่งหรือจะเดินก็ได้

วิธีการมันมีเยอะแยะมากมาย

แต่พี่ก็ยังเชื่อมั่นในวิธีขององค์หลวงตา

หลวงตาท่านก็เชื่อมั่นในวิธีของหลวงปู่มั่น

หลวงปู่มั่นท่านก็เชื่อมั่นในวิธีของพระพุทธเจ้า

พี่ว่า วิธีการของหลวงตา ทำให้เราอยู่รอดได้ในสังคมนี้ มันทำให้เราปลอดภัย”

 

ความเมตตาของครูที่สั่งสอน ไม่ว่าศิษย์จะเป็นเช่นใด ครูก็ยังคงเมตตาศิษย์เสมอ............กราบขอบพระคุณค่ะ