ขอฝากเป็นข้อคิดสำหรับท่านสุภาพสตรีทั้งหลาย หากท่านมีครอบครัวแล้วและมีลูกด้วยกันหากท่านยังไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับฝ่ายชายไม่ว่าด้วยเหตุประการใดก็ตาม ขอให้คิดตระหนักถึงสิทธิอันจะยังประโยชน์ที่ควรมีควรได้ของลูกที่จะได้รับจากผู้เป็นพ่อด้วย ให้รีบจัดการให้ผู้เป็นพ่อรับรองบุตรเสียให้ถูกต้อง

เชื่อหรือไม่ DNA.คือลายแทงขุมทรัพย์

ไม่ต้องสงสัยครับ ขอให้ท่านผู้อ่านเชื่อเถอะว่า DNA. คือลายแทงขุมทรัพย์จริงๆ ก่อนจะรู้เรียนว่ามันเป็นลายแทงขุมทรัพย์อย่างไร ขอทำความเข้าใจตามหลักวิชาเสียก่อนว่า DNA.คืออะไร (ถ้าความหมายอย่างย่อที่ผมชี้แจงนี้ผิด ขอความกรุณาท่านกูรูโปรดแก้ไขให้ด้วยจะเป็นพระคุณแก่ท่านผู้อ่านและต่อตัวผม ก็ขอขอบพระคุณไว้ ณ.ที่นี้ด้วยครับ)

DNA. เป็นคำเรียกที่ย่อมาจากคำว่า Deoxyribonucleic acid คำนี้อ่านว่า ดีอ๊อกซีไรส์โบร์นิวส์คลีอิกส์ เอสิกด์ ซึ่งเป็นชื่อของสารพันธุกรรม ที่สามารถตรวจพบได้จากในใจกลางของเซลล์สิ่งมีชีวิตทุกชนิดไม่ว่าจะเป็น คน หรือ พืช หรือ สัตว์  ก็สามารถตรวจหา DNA. หรือสารทางพันธุกรรมได้ ในทางหลักการทางวิทยาศาสตร์สารพันธุกรรมนี้สามารถถ่ายทอดไปยังสิ่งมีชีวิตรุ่นถัดไปได้จึงทำให้ทราบถึง พ่อ แม่ ลูก ซึ่งในทางกฎหมายยอมรับเป็นพยานหลักฐานที่จะทำให้ศาลพิจารณาสืบค้นหาความจริงได้อีกส่วนหนึ่ง อันนี้ผมยืนยันนะครับว่า DNA. เป็นเพียงส่วนหนึ่งของพยานหลักฐานเท่านั้น DNA. เพียงอย่างเดียวยังไม่อาจจะรับฟังเพื่อชี้ถูกหรือผิดได้ทันที ยังจะต้องมีหลักฐานและพยานอื่นอีกที่จะทำให้เชื่ออย่างเจือสมกันศาลจึงจะเชื่อถือเอา DNA. มาเป็นข้อพิจารณาตัดสินคดี

เอาพอเข้าใจนะครับ เพราะผมเองก็เรียนรู้ทำความเข้าใจมาแค่พอเป็นแนวทางในการสอบและสืบพยานในศาลเท่านั้น มิได้ศึกษาเรียนรู้จนถึงขั้นต้องไปบอกออกข่าวให้ใครต้องตรวจวิเคราะห์หาสาร DNA. เสียก่อนจึงจะยอมรับว่ารู้เรื่อง DNA.อย่างลึกซึ่ง.....แฮ.....(ผมไม่ได้คิดถึงใครเลยนะ....ท่านคิดทำไม.....ฮิ.ฮิ.)

พักสายตาหน่อยเป็นไร.....

 

 

 

กลับมาเข้าเรื่องที่จะเล่า DNA. คือลายแทงขุมทรัพย์

เออ...มันเกี่ยวกับลายแทงขุมทรัพย์ตรงไหน...งง...คิดไม่ออกหละซิ......ฮิ.ฮิ.

เรื่องมีอยู่ว่า....ประมาณปี 2527  ผมได้รับการว่าจ้างให้เป็นผู้สืบค้นขุมทรัพย์ของบุรุษผู้มีฐานะท่านหนึ่ง ซึ่งท่านเสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุทางรถยนต์ โดยบุรุษท่านนี้ไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ขณะเข้าทำการรักษาตัวอยู่ได้ประมาณ 7 วัน ในวันสุดท้ายที่บุรุษท่านนี้เสียชีวิต ผมกับท่านสุภาพสตรีพร้อมกับบุตรชายหนึ่งคน อายุ 4 ขวบ และบุตรหญิงหนึ่งคน อายุ 3 ขวบ ซึ่งจากหลักฐานการแจ้งเกิดระบุว่าบุรุษท่านที่กล่าวนี้เป็นบิดา แต่เด็กทั้งสองเป็นบุตรนอกสมรสของบุรุษท่านนี้ เมื่อได้ไปแสดงตัวกับครอบครัวภรรยาหลวงของบุรุษท่านนี้ซึ่งมีทะเบียนสมรสอย่างถูกต้อง และมีบุตรด้วยกัน สี่ คน พอภรรยาหลวงทราบว่าสามียังมีภรรยาน้อยอีกคนและมีบุตรด้วยกัน สอง คน ก็เกิดข้อโต้แย้งกันพอสมควร เพราะฝ่ายภรรยาหลวงไม่เคยรับรู้รับทราบมาก่อน (รักษาความลับได้ยอดจิงจิง....เป็นความสามารถเฉพาะตัว คุณผู้ชายไม่ควรอ่านโดยปลอดคำชี้แนะจากคุณผู้หญิงครับ...ฮิ.ฮิ.) ผมจึงขอนัดเจรจากันหลังจากจัดการงานศพตามประเพณีเสร็จสิ้นแล้ว และแจ้งไว้ว่าฝ่ายภรรยาหลวงควรมีทนายความอยู่ด้วยในระหว่างเจรจากัน ศึกครั้งนี้จึงพักลงชั่วคราว

ก่อนไปต่อขอทำความเข้าใจกับคำว่า บุตรนอกสมรสของฝ่ายชาย ซักกะหน่อย เอาแบบที่เข้าใจง่ายๆจะไม่อธิบายแบบตอบข้อสอบกฎหมายนะครับ

“ บุตรนอกสมรสของฝ่ายชาย ” คือบุตรซึ่งเกิดจากพ่อแม่ที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมายเมื่อมีลูกกัน ภาษากฎหมายจึงเรียกว่าบุตรนอกสมรสของฝ่ายชาย หรือเป็นบุตรที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของฝ่ายชายนั้นเอง แต่ถือเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของฝ่ายหญิงเสมอ ฝ่ายหญิงจึงมีอำนาจปกครองบุตรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเพลานี้หนุ่มสาวไทย หลายคู่อยู่กินกันอย่างสามีภรรยา ทั้งเปิดและปิด โดยไม่มีการจดทะเบียนให้ถูกต้องตามกฎหมายหากฝ่ายชายสิ้นอายุขัยไปก่อนก็จะเกิดผลเสียต่อผู้เป็นลูกและฝ่ายที่ยังมีชีวิตอยู่ในเรื่องของทรัพย์มรดกของฝ่ายชาย  ในความเห็นของผมโดยส่วนตัวแล้วขอแนะนำให้จดทะเบียนสมรสให้ถูกต้องเสียเถอะครับ เพื่อสิทธิต่างๆบรรดามีต่อทรัพย์สินเงินทองภายหน้าที่คู่สมรสอาจสิ้นอายุขัยลงจะสามารถจัดการได้โดยง่ายผมเชื่อว่ามีหนุ่มสาวน้อยรายที่อยู่กินอย่างสามีภรรยาแล้วเมื่อไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันจะคิดจัดการทรัพย์สินเผื่อตายโดยจัดทำพินัยกรรมไว้

 

พักปัสสาวะแล้วดื่มน้ำ ห้ามพักดื่มน้ำปัสสาวะครับ  ผิดขั้นตอน....ฮา.....

 

 

 

 

 

กลับมาเข้าเรื่องต่อนะ

ด้วยเหตุที่ภรรยาน้อยมาทีหลังจดทะเบียนสมรสซ้อนก็ไม่ได้เป็นโมฆะเป็นได้แค่บ้านเล็ก บ้านใหญ่เป็นได้เฉพาะภรรยาที่จดทะเบียนสมรส...เออ....ฝ่ายชายทำธุรกรรมในอ้อมแขนทุกอย่างแบบเดียวกับบ้านใหญ่แต่ได้สิทธิตามกฎหมายไม่เท่ากันแปลกจิงจิง....แต่เท่าที่เห็นผมบ้านก็หลังใหญ่อยู่นะมีเนื้อที่ สามร้อยกว่า ตารางวา ใหญ่กว่าบ้านผมตั้งเยอะ เรียกบ้านเล็กได้ไง....ผมก็งง....ฮา.....

เมื่อจดทะเบียนสมรสไม่ได้จึงก่อเกิดปัญหาบุตรนอกสมรสของฝ่ายชายขึ้นบุตรขาดสิทธิในการรับมรดกของฝ่ายชาย ทีนี้จะทำอย่างไรหละ.......คบกับผมแล้วมีหรือจะไม่หาเรื่องให้.......ฮิ.ฮิ....

เสร็จจากการจัดการงานศพตามประเพณีแล้ว เวลาผ่านไปประมาณ สอง เดือน เหมาะควรจะต้องเรียกร้องสิทธิในทรัพย์มรดกให้แก่บุตรนอกสมรสทั้งสองแล้ว จึงนัดหมายเจรจากัน ในการเจรจาฝ่ายบ้านเล็กเสนอข้อเรียกร้องตามการให้คำชี้แนะของผมดังนี้

1.ขอให้กองมรดกส่งเสียให้การศึกษาแก่บุตรนอกสมรสทั้งสองเป็นรายเดือนๆละ 10,000.บาทต่อคนพร้อมทุนการศึกษาปีละ 100,000.บาทต่อคนโดยกองมรดกจะต้องจ่ายให้จนกว่าจะจบการศึกษาปริญญาตรี หรือจนกว่าเด็กทั้งสองจะอายุครบ 25 ปี ตามแต่อย่างใดจะถึงก่อน

2.ขอให้เปิดบัญชีเงินฝากประจำไว้ให้แก่เด็กทั้งสองคนละ 5,000,000.บาท และให้เด็กทั้งสองมีสิทธิเบิกจ่ายได้เมื่ออายุ 20 ปี

นี้คือข้อเสนอ ซึ่งผมเห็นว่าไม่ได้เรียกร้องเกินจำเป็น ทั้งนี้เพราะกองมรดกกองนี้มีทั้งเงินฝากธนาคารหลายร้อยล้าน หุ้นในบริษัทที่เป็นกิจการหลักมียอดขายปีละกว่า พัน ล้าน และยังมีที่ดินอีกมาก แต่ผมได้แนะนำให้ขอแต่เพียงน้อยอาจได้รับความกรุณาจากบ้านใหญ่โดยไม่ต้องฟ้องร้องกัน และอีกประการผมเห็นว่าหากให้ฝ่ายบ้านเล็กใช้สิทธิเรียกร้องเต็มตามกฎหมาย ด้วยมูลค่าของกองมรดกที่มากกว่าสองสามพันล้าน เด็กทั้งสองและบ้านเล็กอาจไม่ปลอดภัย

เมื่อเสนอไปแล้ว

คำตอบที่ได้รับจากทนายของบ้านใหญ่คือ ไม่ตกลง เพราะบ้านใหญ่ไม่เชื่อว่าเด็กทั้งสองเป็นลูกของสามี

มีหรือที่ผมจะยอม...ฮิ.ฮิ....กลัวไม่จ่ายค่าทนาย.....ฮา......เรื่องจึงไปถึงศาล โดยผมได้ยื่นคำร้องต่อศาลข้อให้ศาลมีคำสั่งว่า เด็กทั้งสองเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของฝ่ายชาย ขอให้ศาลทำการไต่สวน (คดีประเภทนี้ต้องเสนอคดีต่อศาลเป็นคำร้องครับไม่ได้ทำเป็นคำฟ้อง เข้าใจตามนี้ก็พอผมจะไม่อธิบายนะครับเดี๋ยวยาว.....ฮิ.ฮิ....ที่อ่านมาแล้วสั้นตายหละ....ฮา....)

เมื่อยื่นคำร้องไปแล้ว ก่อนถึงวันนัดไต่สวนคำร้อง ฝ่ายบ้านใหญ่ก็ยื่นคำคัดค้านเข้ามาในคดี เป็นคดีมีข้อพิพาท ศาลก็ทำการสืบพยานทั้งสองฝ่าย

ทางฝ่ายผมมีหลักฐานเด็ดที่นำมาแสดงคือ

1.หลักฐานใบแจ้งเกิดและทะเบียนบ้าน ซึ่งฝ่ายชายเป็นผู้ไปแจ้งเกิดเอง และเป็นผู้แจ้งว่าตัวเป็นพ่อของเด็กและให้ใช้นามสกุลของฝ่ายชาย

2.หลักฐานจากโรงพยาบาลที่ฝ่ายชายเป็นผู้จ่ายเงินค่าทำคลอดและค่ารักษาพยาบาลรวมทั้งหลักฐานการเซ็นอนุญาตให้แพทย์ทำการผ่าตัดทำคลอดเด็กทั้งสอง

3.หลักฐานกรุ๊ปเลือดของเด็กทั้งสอง เป็นเลือดกรุ๊ป O ส่วนของฝ่ายชายเป็นเลือดกรุ๊ป A  และตัวภรรยาน้อยเป็นเลือดกรุ๊ป A

ผลคำพิพากษาของศาล

เด็กทั้งสอง เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายครับ เหตุเพราะหลักฐานทั้งสามอย่างเจือสมกันจนทำให้ศาลเชื่อว่าเด็กทั้งสองเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย  เพราะผู้ตายรับรองแล้ว (ผู้ตายในที่นี้คือฝ่ายชายซึ่งเป็นสามีของบ้านใหญ่ครับ)

เพื่อความเข้าใจอีกหน่อย...ผมขอยกเอาประมวลกฎหมายแพ่ง มาตรา 1555 มาให้อ่านเล่นๆ พอรู้เรียนว่าทำไมศาลจึงตัดสินให้เด็กทั้งสองเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายมีตามนี้ครับ (เอาตามที่แก้ไขใหม่แล้วนะครับเพราะอาจยังประโยชน์ต่อคู่สมรสบางท่าน)

มาตรา 1555 ในคดีฟ้องขอให้รับเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของชายเมื่อปรากฏข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้

(1) เมื่อมีการข่มขืนกระทำชำเรา ฉุดคร่า หรือหน่วงเหนี่ยวกักขังหญิงมารดาโดยมิชอบด้วยกฎหมายในระยะเวลาซึ่งหญิงนั้นอาจตั้งครรภ์ได้

(2)เมื่อมีการลักพาหญิงมารดาไปในทางชู้สาวหรือมีการล่อลวงร่วมประเวณีกับหญิงมารดาในระยะเวลาซึ่งหญิงนั้นอาจตั้งครรภ์ได้

(3)เมื่อมีเอกสารของบิดาแสดงว่าเด็กนั้นเป็นบุตรของตน

(4)เมื่อปรากฏในทะเบียนคนเกิดว่าเด็กเป็นบุตรโดยมีหลักฐานว่าบิดาเป็นผู้แจ้งการเกิดหรือรู้เห็นยินยอมในการแจ้งนั้น

(5)เมื่อบิดามารดาได้อยู่กินด้วยกันอย่างเปิดเผยในระยะเวลาซึ่งหญิงมารดาอาจตั้งครรภ์ได้

(6)เมื่อได้มีการร่วมประเวณีกับหญิงมารดาในระยะเวลาซึ่งหญิงนั้นอาจตั้งครรภ์ได้ และมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าเด็กนั้นมิได้เป็นบุตรของชายอื่น

(7)เมื่อมีพฤติการณ์ที่รู้กันทั่วไปตลอดมาว่าเป็นบุตร

   พฤติการณ์ที่รู้กันทั่วไปตลอดมาว่าเป็นบุตรนั้น ให้พิจารณาข้อเท็จจริงที่แสดงความเกี่ยวข้องฉันบิดากับบุตร ซึ่งปรากฏในระหว่างตัวเด็กกับครอบครัวที่เด็กอ้างว่าตนสังกัดอยู่ เช่น บิดาให้การศึกษา ให้ความอุปการะเลี้ยงดูหรือยอมให้เด็กนั้นใช้ชื่อสกุลของตนหรือโดยเหตุประการอื่น

   ในกรณีใดกรณีหนึ่งดังกล่าวข้างต้น ถ้าปรากฏว่าชายไม่อาจเป็นบิดาของเด็กนั้นได้ให้ยกฟ้องเสีย

พักสายตาอีกทีนะครับ

 

 

 

มาต่อกันครับ 

คราวนี้มาที่ผลของการตัดสินคดีของศาลชั้นต้น ฝ่ายบ้านใหญ่ยังสงสัยติดใจและเห็นแย้งกับคำพิพากษา เพราะยังเชื่อว่าเด็กทั้งสองไม่ใช้ลูกของสามีตัวเอง เหตุเพราะเด็กมีเลือดกรุ๊ป O ส่วนสามีตัวเองมีเลือดกรุ๊ป A จึงอุทธรณ์คำพิพากษาต่อไป และเมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นคือ เด็กทั้งสองเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย ก็มีการฎีกาต่อไป แต่ก่อนที่จะมีการอ่านคำพิพากษาของศาลฎีกา ทั้งสองฝ่ายได้มีทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน  เด็กทั้งสองจึงได้รับเงินเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวคดีจึงจบลง

ท่านอาจสงสัยว่าบ้านใหญ่ต้องยอมความ ทำไมไม่ฟังคำพิพากษาของศาลฏีกา เพราะฝ่ายผมอาจแพ้คดีก็ได้  ใจเย็นโยม......สาเหตุมันมีครับ....แฮ....

จากการที่ผมได้เจรจากับท่านทนายฝ่ายบ้านใหญ่ เราต่างมีความคิดเห็นคล้ายกันว่ามันเป็นเยี่ยงนี้ครับ

1.จากหลักฐานการรับรองบุตร จากการไปแจ้งเกิดด้วยตนเองของสามีบ้านใหญ่มันเข้ากับข้อสันนิษฐานของกฎหมายอย่างแจ้งชัด ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ก็พิจารณาตรงส่วนนี้เห็นตรงกัน

2.หลักฐานจากการเซ็นยินยอมให้ทำการผ่าตัดทำคลอดเด็กทั้งสองก็เจือสมกันกับหลักฐานการแจ้งเกิดของเด็ก

3.กรุ๊ปเลือดของเด็กทั้งสองแม้จะเป็น กรุ๊ป O  แต่จากการเบิกความโดยผู้เชี่ยวชาญที่เป็นผู้ตรวจพิสูจน์ ก็เบิกความยืนยันตามหลักวิชาการว่า มีความเป็นไปได้ที่ กลุ่มเลือดกรุ๊ป A กับ A จะถ่ายทอดสายเลือดไปเป็น O หรือ A ก็ได้ เว้นแต่กรุ๊ปเลือดของเด็กทั้งสองจะเป็นกรุ๊ปเลือด B หรือ AB เท่านั้นจึงจะนำเอากรุ๊ปเลือดมาสืบพิสูจน์เป็นทางปฏิเสธได้ว่าเด็กไม่ใช่ลูก (การถ่ายทอดสายเลือดระหว่าง พ่อ แม่ ลูก มีกำหนดไว้ถึงความเป็นไปได้ในทางวิชาการหลายกลุ่มหากท่านใดต้องการทราบก็ต้องค้นหาเอาเองนะครับ เพราะหากให้ผมอธิบายจะยาวมากๆ.....ไม่รู้เป็นงัยกลัวยาว....ฮิ.ฮิ...)

4.ตัวผมเองได้แจ้งกับท่านทนายฝ่ายบ้านใหญ่ให้ทราบว่าหากเราชนะคดีในชั้นศาลฎีกาอีก ฝ่ายเราจะใช้สิทธิการเป็นทายาดผู้มีสิทธิรับมรดกอย่างเต็ม 100 %  ซึ่งกองมรดกขณะนั้นมีประมาณ สามพันกว่าล้าน ทายาดกองมรดกเดิมมีอยู่ 5 ท่านจะได้แบ่งกันคนละประมาณ หกร้อยล้าน เมื่อศาลพิพากษาคดีถึงที่สุดฝ่ายผมชนะคดีเสร็จเด็ดขาดแล้ว ทายาดจะเพิ่มเป็น 7 ท่าน จะได้แบ่งกันเพียง สี่ร้อยกว่าล้าน ซึ่งฝ่ายผมจะได้มาประมาณ แปดร้อยกว่าล้าน (ถ้าไม่ถูกทำให้สิ้นอายุขัยเสียก่อน....เสียววุ้ย.....ผมไม่เกี่ยวเน่อ.....ฮา.....)

ด้วยเหตุที่ว่ามานี้หละครับ ฝ่ายบ้านใหญ่จึงยอมจบคดีโดยจ่ายเพิ่มให้เด็กทั้งสองคนละ 20,000.บาท/เดือน ทุนการศึกษาคนละ 200,000.บาท/ปี จนกว่าจะจบ ปริญญาเอก หรือจนกว่าอายุครบ 27 ปี แล้วแต่อย่างใดจะถึงกำหนดก่อน และมีเงินฝากประจำให้อีกคนละ สิบล้านบาท กำหนดให้เบิกถอนได้เมื่ออายุครบ 20 ปี

ในส่วนของบ้านเล็กเอง

ผมแนะนำให้ยินยอมรับข้อตกลงนี้ เพราะผมพิจารณาจากรูปการต่างๆแล้ว หากจะเรียกร้องสิทธิตามกฎหมายให้ได้เต็มร้อย คงต้องต่อสู้คดีกันต่อไปอีกหลายปี และผมเชื่อว่าโอกาสที่ฝ่ายบ้านเล็กและเด็กทั้งสองจะหมดอายุขัยก่อนวัยที่สมควรเป็นไปได้มากถึงมากที่สุด

 

หยุดพักดื่มกาแฟหรือปัสสาวะก็ไม่ผิดครับนะครับหมายถึงดื่มเฉพาะกาแฟนะ ฮิ.ฮิ...

 

 

ที่เล่ามานี้ทุกท่านอาจสงสัยว่าแล้วมันไปเกี่ยวกับ DNA.ตรงไหนหละ.........เออ....จริงซินะ......ไม่เห็นเล่าถึงเลย....ลืมนะ....ฮา......งั้นเล่าต่อแล้วกัน.......ฮิ.ฮิ....ผมว่ามันต้องเกี่ยวแน่นอนครับ

คือมันเกี่ยวอย่างนี้ครับ สมัยนั้นยังไม่มีการใช้วิชาการวิทยาศาสตร์ในการตรวจหาสารพันธุกรรม หรือ DNA. เพื่อพิสูจน์การเป็นพ่อ แม่ ลูก ในการดำเนินคดีในศาล แต่ใช้วิธีตรวจกรุ๊ปเลือด เพื่อเป็นเชิงปฏิเสธ คือมีความหมายว่า หากกรุ๊ปเลือดไม่สามารถถ่ายทอดกันได้อย่างที่กล่าวมาแล้ว ฝ่ายที่ปฏิเสธก็สามารถใช้เป็นหลักฐานแสดงต่อศาลได้อย่างชัดแจ้งว่าไม่ใช่ พ่อ แม่ ลูก แต่ในทางกลับกันหากกรุ๊ปเลือดสามารถถ่ายทอดกันได้ ก็ไม่ได้หมายความว่า จะเป็น พ่อ แม่ ลูก จึงยังจะต้องอาศัยพยานหลักฐานอื่นประกอบด้วยจึงจะเชื่อได้ว่าเป็น พ่อ แม่ ลูก อย่างในเรื่องที่เล่ามานี้  ทีนี้เข้าใจแล้วนะครับ

แต่คดีนี้เกิดขึ้นก่อนสมัย DNA. ซึ่งเป็นคำที่คุ้นหูของคนไทยขณะนี้ เป็นเหตุให้ผมเชื่อว่าคดีนี้จึงไปจบกันที่ศาล หากคดีนี้เกิด ณ.เพลานี้เชื่อว่าไม่ต้องไปยื่นคำร้องต่อศาล ผมเข้าใจว่าบ้านใหญ่คงจะให้ตรวจ DNA. เป็นแน่แท้ และเมื่อผลออกมาชัดแจ้งว่าเป็นลูกนอกสมรสของสามีจริง คงยินยอมตามข้อเสนอของฝ่ายบ้านเล็กตั้งแต่ครั้งแรกแล้ว

พอมองเห็นแนวทางยังครับว่า DNA. คือลายแทงขุมทรัพย์ อย่างที่ผมว่าไว้จริงๆ

ท้ายนี้ขอฝากเป็นข้อคิดสำหรับท่านสุภาพสตรีทั้งหลาย หากท่านมีครอบครัวแล้วและมีลูกด้วยกันหากท่านยังไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับฝ่ายชายไม่ว่าด้วยเหตุประการใดก็ตาม ขอให้คิดตระหนักถึงสิทธิอันจะยังประโยชน์ที่ควรมีควรได้ของลูกที่จะได้รับจากผู้เป็นพ่อด้วย ให้รีบจัดการให้ผู้เป็นพ่อรับรองบุตรเสียให้ถูกต้อง (ทำตามมาตรา 1555 (3) ถึง (7) อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ แต่ไม่ต้องทำตาม (1) และ (2) นะครับ....ฮิ.ฮิ...หรือหากจะต้องตรวจ DNA. เพื่อสิทธิประโยชน์ของลูกก็ควรจะทำเสียขณะที่ยังกระทำได้

แต่หากท่านจะประมาณได้ว่าอย่างไรเสีย เจ้าพ่อยอดขมองอิ่มของเราทั้งชาตินี้ ชาติหน้า หรือชาติก่อนนี้มิอาจมีขุมทรัพย์ให้สืบค้น หรือแม้แต่ลอดเตอรี ตังค์จะซื้อก็หาไม่ ผมก็เห็นด้วยความเคารพว่าท่านจะตรวจ DNA.ไปทำ....โตมร...ชำรุด อะไร......ฮา.....

เห็นยังว่า ยุติธรรมคือศาสตร์

ผมยังติดค้างเรื่องเช่าซื้ออยู่ แต่ที่นำเสนอเรื่องนี้ก่อนเพื่อท่านจะได้เข้าใจและใช้ประโยชน์จากข่าวสารที่ท่านได้รับในด้านของภูมิรู้ และเพื่อเป็นการรู้เรียนกฎหมายไปด้วย

ปล.ผมเว้นวรรคการเขียนบทความไประยะหนึ่งทำให้การติดตามอ่านบทความของผมต้องขาดตอนไป ก็ด้วยมีภารกิจจำเป็นจริงๆ ขออภัยทุกท่านมา ณ ที่นี้ด้วยครับ จากนี้ก็ได้กลับมาเขียนบทความตามปกติแล้วครับ ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านครับ