ประวัติศาสตร์มนุษย์มีการพัฒนามาตลอดหลายหมื่น หลายพันปี จนเข้าสู่ยุค “โลกาภิวัฒน์” เช่นในปัจจุบันนี้ คงไม่มีใครไม่รู้จักกับสิ่งที่เรียกว่า “สื่อ”  แน่นอน แต่ขอนิยามให้เข้าใจความตรงกันสักนิดว่า สือนั้น แท้จริงแล้ว มีความหมายเช่นไร?

คำว่า "สื่อ" ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ได้ให้ ความหมายของคำนี้ไว้ดังนี้
"สื่อ (กริยา) หมายถึง ติดต่อให้ถึงกัน เช่น สื่อความหมาย, ชักนำให้รู้จักกัน สื่อ (นาม) หมายถึง ผู้หรือสิ่งที่ติดต่อให้ถึงกันหรือชักนำให้รู้จักกัน เช่น เขาใช้จดหมายเป็นสื่อติดต่อกัน, เรียกผู้ที่ทำหน้าที่ชักนำใหชายหญิงได้แต่งงานกันว่า พ่อสื่อ หรือ แม่สื่อ; (ศิลปะ) วัสดุต่างๆ ที่นำมาสร้างสรรค์งานศิลปกรรม ให้มีความหมายตามแนวคิด ซึ่งศิลปินประสงค์แสดงออกเช่นนั้น เช่น สื่อผสม"

แต่หากเราจะพูดกันในแบบบ้านๆ สื่อ ก็หมายถึง อะไรก็ตามที่จะนำสาร (ข้อมูล) จากผู้ที่ต้องการจะส่งสาร ไปยังปลายทาง คือ ผู้รับสาร ดังนั้น พาหะเพื่อที่จะนำสารไปสู่ผู้รับ ในที่นี้ ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นอะไรตายตัวของการส่งสารจริงๆ เช่น โทรทัศน์ โทรศัพย์ โฆษณา หรือคนสองคนคุยกัน แต่พาหะในที่นี้รวมไปถึง จดหมาย เศษกระดาษที่จดข้อความ ป้ายโปสเตอร์ บัตรประจำตัว อินเตอร์เน็ต ภาษาพูด หรือแม้แต่กระทั่งตัวเราเอง สิ่งที่เราแสดงออกแม้จะไม่ต้องพูด แต่ก็สามารถสื่อความ(ส่งสาร)ให้คนทั่วไปเข้าใจได้ ก็คือ สื่อ เช่นกัน

            จะเห็นได้ว่าเราใช้สิ่งที่เป็น สื่อ แทบจะตลอดเวลาในชีวิตประจำวัน ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า สื่อ หมายถึง สิ่งใดๆ ก็ตามที่เป็นตัวกลางระหว่างแหล่งกำเนิดของสารกับผู้รับสาร เป็นสิ่งที่นำพาสารจากแหล่งกำเนินไปยังผู้รับสาร เพื่อให้เกิดผลใดๆ ตามวัตถุประสงค์ของการสื่อสารตามมา

            แต่ทว่า สิ่งสำคัญอันเป็นหัวใจของ สื่อ นั้น ไม่ใช่ “รูปแบบ” ในการส่งสาร แต่หากเป็น “วิธีการ” ส่งสารเพื่อให้ตอบสนองต่อ ”จุดประสงค์” ของผู้ส่งสาร จุดนี้ต่างหากเล่า คือ ความน่ากลัวที่แท้จริงของ “สื่อ”

            สื่อที่มีให้เห็นในปัจจุบัน มีอำนาจในตัวมันเองอยู่แล้ว โลกยุคโลกาภิวัฒน์นี้สามารถพัฒนาสื่อออกมาตอบสนองต่อการรับสัมผัสของคนเราแทบทุกด้านในคราเดียว ทั้งการได้เห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การลิ้มรส การสัมผัส ซึ่งการรับสัมผัสของคนเราที่ใช้มากที่สุดเห็นจะหนึไม่พ้น การมองเห็น และการได้ยิน ด้วยอำนาจในตัวสื่อนี้เอง ที่ผู้ผลิตสื่อสามารถนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ของตัวเอง หากเป็นวัตถุประสงค์ด้านดี ส่งเสริมการพัฒนา มันก็ดีไป แต่หากวัตถุประสงค์เพื่อการค้า เพื่อกำไร เพื่อการบ่อนทำลายแล้ว สื่อ ก็ถือได้ว่าเป็นอาวุธที่ทรงพลังมากทีเดียว

             ในฝั่งของผู้บริโภค สื่อมีบทบาทต่อผู้บริโภคในทางใด? คนทั่วไปอาจจะมองแต่ข้อดีของสื่อว่า ทำให้ทันโลก ทันเหตุการณ์ ได้เห็นภาพ ได้รู้จักสิ่งใหม่ๆ หรือเหตุผลดีๆ อีกร้อยแปด มองเผินๆ นั่นก็ไม่ผิด แต่อย่างที่ได้นำเสนอข้างต้น การออกมาของสื่อนั้นย่อม “มีจุดประสงค์” แม้จะไม่ด้วยตัวมันเอง ก็เป็นของผู้ผลิตสื่อ เป็นเช่นนี้แล้ว ทุกท่านคิดว่า ผู้ผลิตนั้น ต้องการอะไร???

            แน่นอนว่า คนทำของ คนผลิตสินค้า คนต้องการค้าขาย สิ่งที่คนเหล่านี้ต้องการย่อมไม่พ้นการ นำเสนอสินค้าของตนเอง เพื่อให้สินค้าของตนเองเป็นที่ต้องตาต้องใจ เพื่อให้เป็นตัวเลือกที่ดีในการจับจ่ายซื้อสินค้าของผู้บริโภคนั่นเอง

            เทคนิกที่สื่อมักจะใช้เพื่อนำเสนอสิ้นค้านั้นก็ใช้หลักสรีระจิตวิทยาพื้นฐานของมนุษย์ นั่นคือ มนุษย์มองโลกผ่านการได้เห็น การได้ยินได้ฟัง เพื่อที่จะเก็บข้อมูลเป็นความทรงจำ สร้างเป็นความคิด เป็นประสบการณ์ เป็นกระบวนการในการตัดสินใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เมื่อมนุษย์ต้องตัดสินใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง คนเรามักจะเลือกตัดสินใจในสิ่งที่เรา คุ้นเคย มากกว่าสิ่งแปลกใหม่ นี่คือสิ่งที่ สื่อนำมาใช้ในการป้อนสาร หรือ ข้อมูล ซ้ำๆ ผ่านการรับรู้ของเรา จนสิ่งเหล่านั้นเกิดเป็นความ คุ้นเคย เป็นข้อมูลที่จำติดผังอยู่ในหัวของเรา เพื่อสร้างโอกาสหรือทางเลือกต่อสารหรือข้อมูลที่ผู้ผลิตนั้นๆ ป้อนให้เราด้วยความถี่ที่มาก

            และเป็นที่น่าสังเกตว่า ทุกวันนี้ สื่อได้มีอิทธิพลต่อมนุษย์เรามากขึ้นทุกที จนเกิดเป็นพฤติกรรม หรือการตัดสินใจ ตามสิ่งที่สื่อนำเสนอแก่เรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหารการกิน การใช้ชีวิต การรับข้อมูลข่าวสารต่างๆ  จนเกิดเป็นยุคสมัยที่ทำอะไร ตามกระแส หรือเรียกว่า กระแสบริโภคนิยม ขึ้นมา

            แม้ว่าผู้ที่มีวุฒิภาวะ อาจมีการตัดสินใจในการเลือกบริโภคสื่อได้ แต่ที่สังเกตคือ สื่อสำหรับ เด็ก ที่ยังไม่อาจเลือกบริโภค หรือมีความสามารถในการคิดพอที่จะเลือกบริโภคสื่อ ยังไม่ได้มีการควบคุมใดๆ ที่เข้มงวดพอที่่จะป้องกันเด็กจากการล่อลวงของสื่อ ที่เห็นได้ชัด เช่น สื่อสำหรับเด็ก เช่น รายการการ์ตูน รายการตลกต่างๆ จะมีการโฆษณา หรือ ใช้การโฆษณาที่แฝงอยู่ตามรายการต่างๆ ส่งผลให้เด็กที่ยังไม่มีกระบวนการคิด ตัดสินใจที่ดีพอ ก็อาจหลงเข้าไปกับกระแสแห่งการบริโภคที่ไม่อาจจบสิ้นได้