เมื่อวันเสาร์ที่ 2  ตุลาคม  2553

มีโอกาสไปทัศนศึกษากับกลุ่มเพื่อนที่ปี่สาทหินพิมาย  ขณะฟังไกด์อธิบายเรื่องต่าง ๆ

นึกถึงสมัยเด็กๆๆ  (นานมาก)  ยายเล่าให้ฟัง

จึงนำมาให้เล่าต่อให้ชาว gotoKnow  

....................

ท้าวปาจิตต์ กับนางอรพิมพ์

ท้าวปาจิตเป็นโอรสเจ้าเมืองอินทปัตถา เมื่อถึงวัยที่จะต้องแต่งงาน บิดาก็หาสตรีโฉมงามมาให้เลือก แต่ท้าวปาจิตก็ไม่ถูกใจ  โหรหลวงทำนายว่า เนื้อคู่ของพระองค์ยังอยู่ในครรภ์ของหญิงหม้ายอนาถา ให้ท้าวปาจิตต์เดินทางไปทิศตะวันออกแล้วจะพบหญิงหม้ายผู้นั้น โดยมีลักษณะที่สังเกตได้คือแสงอาทิตย์จะทรงกลดเป็นเงากั้นเบื้องบนศรีษะ

 จึงขอออกเดินทางเพื่อแสวงหาคู่ครองด้วยพระองค์เอง แล้วท้าวปาจิตก็ออกเดินทางไปพร้อมกับทหารคู่ใจ ครั้นมาถึงหมู่บ้านในชนบทแห่งหนึ่ง ก็พบกับนางบัว ชาวบ้านสัมฤทธิ์หญิงท้องแก่เดินสวนทางมากลางแดดแต่มีกลดทิพย์บังแสงแดดมีลักษณะตามที่โหรได้ทายไว้ จึงรู้ว่าในท้องของนางเป็นผู้มีบุญตามที่พราหมณ์ได้บอกเอาไว้ ท้าวปาจิตต์จึงขออาศัยอยู่ด้วย นางและสามีก็ยินดี ตลอดระยะเวลาที่อยู่กับชาวนาสองผัวเมีย ท้าวปาจิตต์ก็ช่วยเหลือการงานทำไร่ไถ่นาและก็เอ่ยขอว่า ถ้าคลอดออกมาเป็นผู้หญิง จะขอไปเป็นชายา ในที่สุดก็คลอดออกมาเป็นผู้หญิงจริง ๆ ท้าวปาจิตตั้งชื่อให้ว่า " อรพิมพ์ "

เวลาผ่านไปนางอรพิมพ์โตเป็นสาว ท้าวปาจิตต์จึงขอลากลับบ้านเมืองไปแต่งขันหมากมาสู่ขอ

วันหนึ่งนางอรพิมพ์ไปเล่นน้ำกับเพื่อนนึกสนุกเอาเส้นผมใส่ผอบลอยน้ำไป จนถึงมือของพระเจ้าพรหมทัต กลิ่นหอมของเส้นผมนั้นทำให้ท้าวพรหมทัตหลงใหลสั่งให้ทหารออกตามหาเจ้าของเส้นผม เมื่อพบนางอรพิมพ์ทหารจึงจับตัวไปเพื่อถวาย ระหว่างทางนางอรพิมพ์คิดถึงท้าวปาจิตต์จึงร้องไห้ไม่ยอมเดินทางต่อ จึงเรียกที่นั้นว่า "บ้านนางรอง" (อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์) ทหารก็พยายามฉุดกระชากให้นางเดินทางต่อ จนถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง นางกระโดดหนีเข้าไปหลบในป่า จึงเรียกหมู่บ้านนั้นว่า "ปะเต็ล" (เป็นภาษาเขมรแปลว่า กระโดดโลดเต้น) ทหารก็รีบไล่ตามโดยพยายามปิดล้อมหมู่บ้านแห่งหนึ่ง จึงเรียกหมู่บ้านนั้นว่า "บ้านไผ่ล้อม" แต่ก็ยังไม่ได้ตัวนาง นางอรพิมพ์หนีกระเจิดกระเจิงไปซ่อนอยู่ในถ้ำจนทหารหาไม่พบ จึงเรียกว่า "เขาปลายบัด" (บัดเป็นภาษาเขมรแปลว่า หาย) แต่แล้วในที่สุดทหารของท้าวพรหมทัตก็ตามหาตัวนางจนเจอ

เมื่อนางเข้ามาอยู่กับท้าวพรหมทัตแล้วแต่ท้าวพรหมทัตก็ไม่สามารถแตะต้องตัวนางได้ เพราะถ้าเข้าใกล้นางจะรู้สึกร้อนเป็นไฟด้วยแรงอธิฐานของนาง

ฝ่ายท้าวปาจิตต์ก็ได้ยกขบวนขันหมากมาตามคำพูดแต่เมื่อทราบว่านางอรพิมพ์ถูกท้าวพรหมทัตเอาตัวไปแล้วก็เสียใจมากสั่งให้เทข้าวของเงินทองของหมั้นให้หมด เรียกบริเวณนั้นว่า "เสราะแบจาน" (บ้านทุบจาน) ส่วนสินสอดทองหมั้นก็ไหลไปตามน้ำ จึงเรียกว่า "ลำมาศ" หรือ "ลำปลายมาศ" แล้วท้าวปาจิตต์ก็สั่งให้ขบวนเดินทางกลับ แล้วพระองค์และทหารคนสนิทก็ออกเดินทางไปยังเมืองของท้าวพรหมทัต

ท้าวปาจิตต์เดินทางมาถึงในวันอภิเษกสมรสพอดี จึงบอกกับทหารเฝ้าประตูวังว่าเป็นพี่ชาย เมื่อนางอรพิมพ์เห็นท้าวปาจิตต์จึงร้องว่า "พี่มาแล้ว" ภายหลังเพี้ยนเป็น "พิมาย" (อ.พิมาย จ.นครราชสีมา) ท้าวปาจิตต์และนางอรพิมพ์จึงวางแผนมอมเหล้าเหล่าทหารและท้าวพรหมทัต พอตกค่ำนางอรพิมก็ลอบปลงพระชนม์ แล้วพากันหนีไป เมื่อทหารพากันฟื้นจึงพากันออกติดตาม เมื่อพบนางอรพิมพ์ทหารจึงยิงธนูสกัดเอาไว้แต่ไปถูกกลางหลังของท้าวปาจิตต์จนท้าวปาจิตต์สิ้นใจ

ร้อนถึงประอินทร์ได้ชวนพระวิษณุแปลงกายเป็นงูกับพังพอนกัดกันอยู่ใกล้ ๆ นาง เมื่องูถูกพังพอนกัดตาย พังพอนก็ไปกัดรากไม้มาพ่นให้งู แล้วงูก็ฟื้น แล้วก็สลับกันตาย สลับกันกัดรากไม้พ่นแล้วก็ฟื้น ทำให้นางอรพิมพ์ทราบสรรพคุณวิเศษของรากไม้นั้น นางจึงทำให้ท้าวปาจิตต์บ้าง แล้วท้าวปาจิตต์ก็ฟื้น ทั้งสองจึงพากันเดินทางกลับเมืองของท้าวปาจิตต์และนำรากไม้วิเศษไปด้วย

เมื่อเดินทางมาถึงแม่น้ำใหญ่แห่งหนึ่ง ไม่สามารถจะข้ามไปได้ พอดีเห็นเณรพายเรือผ่านมา จึงขอให้เณรพาข้ามแม่น้ำ แต่เณรกลับหลงใหลนางอรพิมพ์จึงออกอุบายว่าเรือลำนี้เล็กให้ไปทีละคน โดยไปส่งท้าวปาจิตต์ก่อน แล้วค่อยกลับมารับนางอรพิมพ์ แต่เณรกลับไม่ไปส่งนางที่ที่ท้าวปาจิตต์คอยอยู่ เมื่อนางอรพิมพ์เห็นความไม่ซื่อของเณรจึงบอกว่านางอยากกินผลมะเดื่อ เณรจึงปีนขึ้นไปเก็บให้ นางจึงเอาหนามมาสุมไว้ที่โคนต้นมะเดื่อ แล้วพายเรือไปหาท้าวปาจิตต์ เณรลงมาไม่ได้จึงกลายเป็นแมลงหวี่อยู่ที่ต้นมะเดือตลอดมา

นางอรพิมพ์ตามหาท้าวปาจิตไม่พบ จึงพายเรือตามหาจนถึงเมืองแห่งหนึ่ง ชื่อเมืองครุฑราช นางจึงเข้าไปอาศัยที่ศาลาโรงทานของเศรษฐี ในโรงทานนี้มีโรงศพอยู่และภายในมีศพที่ยังคงสภาพ นางอรพิมพ์จึงเอารากไมวิเศษนั้นชุบชีวิต จึงทราบว่าผู้ที่ได้รับการช่วยเหลือนั้นคือนางปทุมเกษรเป็นธิดาเศรษฐี แล้วนางปทุมเกษรก็ขอติดตามนางอรพิมพ์ไม่ยอมกลับบ้าน ทั้งสองเป็นหญิงและเกรงกลังอันตรายจึงอธิษฐานขอให้กลายร่างเป็นชาย โดยนำผมที่ตัดไว้ไปฝากไว้ที่ต้น "ช้องนาง" นำขาไปฝากไว้กับต้น "ขานาง" แล้วนำนมไปฝากไว้ที่ต้นงิ้ว

เมื่อเดินทางมาถึงเมืองพาราณสี พบว่าประชาชนร้องไห้กันถ้วนทั่ว สอบถามได้ความว่าเจ้าหญิงของเมืองนั้นถูกงูกัดสิ้นพระชนม์ นางอรพิมพ์ในร่างชายจึงไปช่วยชุปชีวิต เจ้าเมืองจะยกเจ้าหญิงให้และแบ่งเมืองให้ครองครึ่งหนึ่งแต่นางอรพิมพ์ไม่รับขอลาบวช และขอให้เจ้าเมืองสร้างโรงทานและเขียนภาพเล่าเรื่องราวของตนกับท้าวปาจิตต์ไว้ที่โรงทาน นางอรพิมพ์บวชอยู่นานจนเป็นพระสังฆราชแห่งเมืองพาราณสี

วันหนึ่งมีทหารไปบอกนางอรพิมพ์ว่ามีชายแปลกหน้าพอเห็นภาพแล้วก็ยืนร้องไห้จนสลบ นางจึงสั่งให้นำตัวเข้าพบ ก็พบว่าเป็นท้าวปาจิตต์แล้วนางก็อธิฐานขอให้ร่างกลับเป็นหญิงด้วยความรัก

แล้วนางก็พาท้าวปาจิตต์เข้าไปกราบทูลเจ้าเมืองพาราณสีถึงความจริง จึงมอบพระธิดาให้ท้าวปาจิตต์แทน ท้าวปาจิตต์ นางอรพิมพ์ นางปทุมเกษรและพระธิดาของเจ้าเมืองออกเดินทางกับเมืองของท้าวปาจิตต์และอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข