พระสอนว่าปัญญาเกิดจาก 3 ด้าน ปัญญาเกิดจากการฟัง ปัญญาจากการคิด และปัญญาเกิดจากการภาวนา

มีความถ่อมตน-3

โสภณ เปียสนิท

...........................    

 

           “เพราะอะไร” “พระสอนว่า ปัญญาเกิดจาก 3 ด้าน ปัญญาเกิดจากการฟัง ปัญญาจากการคิด และปัญญาจากการภาวนา” “แล้วอย่างไร” “ที่เขาเรียนกันแค่ปัญญาสองตัวแรกเท่านั้น” “ตัดปัญญาตัวที่สามออกไปโดยสิ้นเชิง” “อ้าว แล้วทำไมเขาไม่เรียน” “พวกเขาไม่ให้ความสำคัญ” “การเรียนจึงเป็นไปเพื่อหาเลี้ยงชีพ เพื่อข่มคนอื่นเป็นหลัก” “เป็นการกล่าวหาหรือไม่” “ก็ต้องไตร่ตรองมองจากสังคมที่เป็นจริง” เธอทิ้งท้ายให้ผมคิด “สังคมเสื่อมโทรมเพราะการศึกษาแบบนี้หรือ” “เป็นส่วนหนึ่งแน่นอน พระท่านว่าการศึกษาหมาหางด้วน”

 

             เธอคุยเรื่องชีวิตเรื่องศาสนาจนเมื่อย ขณะขยับเปลี่ยนท่านั่งให้สบายขึ้น สายตายังคงทอดยาวไกลสู่ฟากฟ้าแสนไกลลิบลับ หรือบางทีเธออาจมองแสงเรืองโรจน์แห่งมหานครพัทยาที่อยู่ฝั่งตะวันออก “ต้องแก้ไขอย่างไรกันดี” ผมถามเพราะเริ่มรู้สึกห่วงใยสังคม “ต้องเน้นความเคารพผู้อื่น รู้จักถ่อมตน แบบเข้มงวดต่อตน ผ่อนปรนผู้อื่น” “คนมักถือตัวในด้านต่างๆ มากมาย” “ก็จริง มักถือชาติตระกูล  เช่น มักถามว่า “รู้ไหมพ่อกูเป็นใคร” ถือว่ามีทรัพย์มากกว่า ถือว่ารูปร่างหน้าตาดีกว่า ถือว่ามีความรู้ความสามารถ ถือว่ามียศตำแหน่ง ถือว่ามีบริวาร” “มีเรื่องให้ถือมากจัง”

 

             ผมพูดหน้าเศร้าทั้งที่รู้ว่าเธอไม่หันมามอง เธอพูดคำคมน่ารัก “ผู้ยิ่งใหญ่มักอ่อนน้อมถ่อมตน คนอยากใหญ่มักถือตัว” “หากผมไม่สนใจ ไม่ถ่อมตนจะเป็นอย่างไร” “มันมีโทษของการอวดดื้อถือดี” “อยากรู้จัง” ผมทำเสียงอ้อน แต่เธอตอบเสียงราบเรียบยิ่งกว่าผิวน้ำทะเล “ทำให้เสียคน ทำให้เสียมิตร ทำให้เสียหมู่คณะ” “ที่ทำงานของผม มีคนแบบนั้นเยอะไม่เห็นเสียอะไรนี่” “เสื่อมแน่ ที่คบกันได้ก็พวกเดียวกันเท่านั้น พระสอนไว้ในปราภวสูตรว่า คนใดกระด้างโดยชาติ โดยทรัพย์ โดยโคตร ดูหมิ่นญาติพี่น้อง เป็นทางเสื่อม” “สอนไว้ในอะไรนะ” คนห่างวัดอย่างผมฟังไม่ทัน “ปราภวสูตร ในพระสุตันตปิฏก” เธอย้ำชัด “อ๋อ แล้วมีทางแก้ไขหรือไม่” “มีซิ พระสอนทางแก้ไขการอวดดื้อถือดี คือ ต้องคบกัลยาณมิตร ต้องมีโยนิโสมนสิการ” “แหม อยากเป็นคนถ่อมตนบ้างจังเลย” “มีคุณลักษณะของผู้ถ่อมตนเป็นแบบอย่างคือ กิริยาอ่อนน้อมถ่อมตน มีวาจาอ่อนหวาน มีใจอ่อนโยน”