“ฉันไม่ใช่พม่า” -- คำสารภาพของแรงงานต่างด้าวจากจีนที่ต้องขึ้นทะเบียนเป็นคนพม่า


ตอนที่จะไปขึ้นทะเบียนครั้งแรกเมื่อปี 2547 เอกลัวมาก เอบอกเจ้ไปว่าเอไม่ใช่คนพม่านะ ทำแบบนี้จะไม่มีปัญหาทีหลังเหรอ แต่เจ้ก็ยืนยันว่าให้ทำไปก่อนดีกว่าไม่มีอะไรเลย เอก็เห็นด้วยกับเจ้นะ ก็รัฐบาลไม่มีให้ขึ้นทะเบียนแรงงานที่มาจากจีนนี่นา แล้วเอจะทำยังไงได้ เอแค่อยากมีเอกสารอะไรกับเขาบ้างก็เท่านั้น

‘เอ’ (นามสมมติ) สาวจีนชาติพันธุ์อาข่า ออกเดินทางจากบ้านเกิด ณ สิบสองปันนา ในมณฑลยูนนาน ประเทศจีน เข้ามาประเทศไทยเพื่อหางานทำตั้งแต่อายุได้ 18 ปี (ตั้งแต่ปีพ.ศ.2535)

“ตั้งแต่พ่อแต่งงานใหม่ เอก็มีปัญหากับแม่เลี้ยงมาตลอด จริงๆ ที่บ้านเกิดเอก็มีงานให้ทำอยู่บ้าง ไม่ถึงขนาดว่าจะหางานไม่ได้หรอก แต่ช่วงนั้นเอมีปัญหากับแม่เลี้ยงมาก เอรู้สึกว่าอยู่ที่บ้านนั้นไม่ได้แล้ว เอเลยคิดว่ามาหางานทำที่ประเทศไทยดีกว่า”

เอเล่าถึงเหตุผลที่ทำให้เธอตัดสินใจจากบ้านเกิดเมืองนอนมายังประเทศไทยให้ฟังทั้งน้ำตา เธอไม่มีทางรู้เลยว่าการตัดสินใจของเธอในครั้งนั้นจะทำให้เธอไม่ได้พบหน้าพ่ออันเป็นที่รักอีกเลย จนกระทั่ง 18 ปีผ่านไป

“เอตั้งใจว่าจะมาหางานทำ เก็บเงินให้ได้สักพัก แล้วก็จะกลับบ้าน แต่นี่ 18 ปีมาแล้วที่เอไม่เคยได้ข่าวอะไรจากที่บ้านเลย ถ้าเอรู้ว่าเอจะไม่ได้เจอหน้าพ่ออีก เอจะไม่ขอออกจากบ้านมาแน่ๆ ถ้าสามารถย้อนเวลากลับไปได้ เอจะขอตัดสินใจใหม่อีกครั้ง”

โชคชะตาของ ‘เอ’ ดูเหมือนจะไม่หยุดเล่นตลกแค่นั้น

เอเริ่มต้นทำงานที่ร้านอาหารแถวๆ แม่สาย แต่โชคร้ายถูกเจ้านายคนไทยกดขี่ ไม่ยอมจ่ายค่าจ้าง ให้เพียงแต่ที่ซุกหัวนอนและข้าวกินในแต่ละมื้อเท่านั้น เอคิดว่ายังไงก็ต้องทนทำงานที่นี่ไปก่อน เพราะตัวเองก็ยังพูดภาษาไทยไม่ค่อยได้ ฟังก็ยังไม่เข้าใจ ไม่รู้ว่าออกจากที่นี่ไปแล้วจะไปอยู่ที่ไหน ที่นี่คงเป็นที่ที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับเอในช่วงเวลานั้น

2 ปีผ่านไป เอก็เริ่มฟังและพูดภาษาไทยเข้าใจ เอพอที่จะสื่อสารกับคนไทยแถวนั้นได้บ้าง จึงมีคนแนะนำให้เอย้ายมาทำงานที่ปั๊มน้ำมันในละแวกเดียวกันแทน เจ้าของปั๊มน้ำมันใจดี ไม่เอาเปรียบเอ แถมยังเป็นคนตั้งชื่อภาษาไทยให้เอและใช้มาจนถึงปัจจุบัน

“ที่บ้านเรียกเอว่า ‘แพ’ ส่วนนามสกุลอย่างที่เรียกกันในภาษาไทย ออกเสียงว่า ‘เชียงจัน’ ที่จีนเขาจะเอานามสกุลขึ้นก่อนแล้วตามด้วยชื่อ อย่างชื่อของเอ ถ้าเรียกให้ถูกก็จะเป็น ‘เชียงจันแพ’ แต่ตอนอยู่ที่หมู่บ้านส่วนใหญ่เราจะพูดภาษาอาข่าและภาษาไทใหญ่กัน เราไม่ค่อยใช้ภาษาจีนสักเท่าไหร่”

เอทำงานอยู่ที่ปั๊มน้ำมันมากว่า 3 ปี เอก็ตัดสินใจเดินทางอีกครั้งมาทำงานในโรงงานปักผ้าย่านชานเมืองกรุงเทพฯ จากคำชวนของเพื่อนชาวเชียงตุงที่รู้จักกันที่แม่สาย ประกอบกับความหวังเล็กๆ ว่าชีวิตน่าจะมีอะไรดีขึ้นกว่าเดิมที่นี่

แล้วที่กรุงเทพฯ นี่เองที่เอได้เจอกับผู้ชายไทยคนหนึ่ง เขาเป็นคนดูแลเครื่องจักรส่วนเอเป็นพนักงานปักผ้าในโรงงานเดียวกัน และแล้วความรักความผูกพันระหว่างคนสองคนที่ต่างเชื้อชาติและต่างที่มาก็เกิดขึ้นโดยไม่มีอะไรสามารถมาขวางได้ ไม่นานนักทั้งคู่ก็ตัดสินใจอยู่ด้วยกัน

สามีของเอเป็นคนสัญชาติไทย บ้านเกิดอยู่ที่จังหวัดเพชรบูรณ์ เขารับรู้ถึงความเป็นมาและความยากลำบากของเอทุกอย่าง ภายนอกเขาจะดูเป็นคนนิ่งๆ ไม่ค่อยแสดงออก แต่เอเชื่อว่าเขาเป็นห่วงและสงสารเอมาก จนถึงขนาดครั้งหนึ่งที่เขายอมเสี่ยงแม้รู้ดีว่าต้องทำผิดกฎหมายก็ตาม

“สามีเอเคยพยายามช่วยให้เอได้บัตรประชาชนไทย เขาขอร้องน้าสาวที่อยู่ที่เพชรบูรณ์ ให้เอไปสวมตัวเป็นลูกของน้าสาวซึ่งตายไปแล้วแต่ไม่ได้ไปแจ้งตาย แต่สุดท้ายก็ถูกจับได้ตอนที่ไปสอบปากคำเพื่อทำบัตรที่อำเภอ เพราะว่าเอพูดไทยไม่ชัด ทางอำเภอเลยไม่เชื่อ”

ในครั้งนั้น เอและสามีต้องเสียค่าทนายทั้งหมด 20,000 บาท เพื่อให้รอดจากการถูกจับและถูกศาลตัดสินจำคุกในครั้งนั้น

จากโรงงานปักผ้า เอและสามีก็ได้ย้ายมาทำงานที่อู่รถแท๊กซี่จนถึงปัจจุบัน สามีเอเป็นคนขับรถแท๊กซี่ ส่วนเอทำงานล้างรถแท๊กซี่และทำงานบ้านอยู่ที่อู่ และที่นี่เองที่เอได้เริ่มมีโอกาสไปขึ้นทะเบียนเป็นแรงงานต่างด้าว แต่ต้องเป็นแรงงานต่างด้าวจากประเทศพม่า..!!

“ตอนที่จะไปขึ้นทะเบียนครั้งแรกเมื่อปี 2547 เอกลัวมาก เอบอกเจ้ไปว่าเอไม่ใช่คนพม่านะ ทำแบบนี้จะไม่มีปัญหาทีหลังเหรอ แต่เจ้ก็ยืนยันว่าให้ทำไปก่อนดีกว่าไม่มีอะไรเลย เอก็เห็นด้วยกับเจ้นะ ก็รัฐบาลไม่มีให้ขึ้นทะเบียนแรงงานที่มาจากจีนนี่นา แล้วเอจะทำยังไงได้ เอแค่อยากมีเอกสารอะไรกับเขาบ้างก็เท่านั้น”

ในอู่แท็กซี่ที่เอทำงานอยู่นั้นมีทั้งแรงงานต่างด้าวจากพม่าและลาวไม่ต่ำกว่า 10 ชีวิต เอเป็นเพียงคนเดียวที่มาจากประเทศจีน ตอนที่ไปขึ้นทะเบียนแรงงานก็ไปขึ้นพร้อมกันทั้งหมด โดยนายจ้าง คนที่เอเรียกว่า ‘เจ้’ นั้นเป็นผู้ที่ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดให้ก่อน แล้วจึงจะทยอยหักค่าใช้จ่ายที่เสียไปจากค่าแรงาของเอและลูกจ้างคนอื่นๆ ในภายหลัง

เอและลูกจ้างที่เป็นแรงงานต่างด้าวคนอื่นๆ ของเจ้ ขึ้นทะเบียนมาอย่างต่อเนื่องและต่ออายุใบอนุญาตทำงานมาทุกปี ตั้งแต่เมื่อครั้งที่มีมติคณะรัฐมนตรีอนุญาตให้มีการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวเป็นครั้งแรกในปีพ.ศ.2547 จนถึงปัจจุบัน

ปลายปี พ.ศ.2552 เป็นช่วงที่เกิดเหตุการณ์ซึ่งถือว่าเป็นจุดพลิกผันของชีวิตเออีกครั้งเมื่อเอรู้ตัวว่าต้องไปพิสูจน์สัญชาติพม่า..!!

“เอกลัวมาก ตัดสินใจอยู่นานว่าจะไปดีหรือไม่ไปดีเพราะมันต้องข้ามไปพิสูจน์ที่ฝั่งพม่า เอมีคำถามวนเวียนอยู่ในหัวตลอดว่า ถ้าทางนู้นจับได้ว่าเอไม่ใช่คนพม่าแล้วเขาจะทำอะไรเอ แล้วเอจะได้กลับมาเมืองไทยอีกไหม”

แต่สุดท้ายเอก็ยอมที่จะเดินทางไปพิสูจน์สัญชาติพม่า ณ ประเทศพม่า โดยข้ามไปจากอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย

ในความเป็นจริง กว่าจะผ่านขั้นตอนของการได้รับอนุญาตให้ไปพิสูจน์สัญชาติพม่าได้นั้น เอจะต้องกรอกข้อมูลส่วนบุคคลเบื้องต้นในแบบฟอร์มขอรับการพิสูจน์สัญชาติเพื่อส่งให้รัฐบาลไทย (กรมจัดหางาน กระทรวงแรงงาน) แล้วรัฐบาลไทยจะส่งไปให้ทางการพม่า (สถานทูตพม่าประจำประเทศไทย) ทำการตรวจสอบก่อนในชั้นแรก หากเอมีรายชื่ออยู่ในผู้ผ่านการอนุญาตให้เดินทางไปพิสูจน์สัญชาติพม่าได้ นั้นก็แปลว่าเอได้ผ่านการพิสูจน์สัญชาติพม่าแล้ว การเดินทางไปฝั่งพม่าเป็นไปเพื่อการออกเอกสารพิสูจน์ตนให้กับแรงงานที่ผ่านการพิสูจน์สัญชาติเท่านั้นเอง

จากข้อมูลของทางฝั่งไทย ยังไม่เคยมีแรงงานต่างด้าวชาวพม่าคนไหนที่มีรายชื่อยืนยันให้เดินทางไปพิสูจน์สัญชาติพม่าแล้วพิสูจน์ไม่ผ่าน..!!

“ตอนกรอกข้อมูลในแบบฟอร์มขอรับการพิสูจน์สัญชาติพม่า เอใส่ชื่อพ่อแม่ของเพื่อนที่อยู่ที่เชียงตุงแทน ที่อยู่ก็ใช้ของเพื่อนอีกเหมือนกัน ส่วนตอนที่ข้ามไปฝั่งพม่าก็มีทั้งเจ้าหน้าที่ที่พูดภาษาพม่าและเจ้าหน้าที่ที่พูดภาษาไทใหญ่ เวลาสัมภาษณ์เอก็เลือกไปคุยกับคนที่พูดไทใหญ่ แต่เอาเข้าจริงๆ เจ้าหน้าที่ก็ไม่ค่อยถามอะไรมาก เขาจะดูข้อมูลจากเอกสารที่เราส่งไปมากกว่า”

ในช่วงเวลาไม่ถึง 1 วัน เอข้ามกลับมาประเทศไทยพร้อมหนังสือเดินทางประเภทชั่วคราวที่ระบุว่าเอเป็นคนสัญชาติพม่า (สีแดง) และ ใบอนุญาตทำงานของคนสัญชาติพม่าที่ทำงานในประเทศไทย (สีเขียว) มาถือไว้ด้วยความสับสน

“เอไม่ได้รู้สึกดีใจเลยที่ได้บัตรพวกนี้มา ก็เอไม่ใช่คนพม่านี่นา..!!” เอสารภาพตรงๆ

เหมือนเอก็ไม่แน่ใจในสิ่งที่เกิดอะไรขึ้นและผลกระทบที่อาจจะจะตามมาภายหลัง แต่เอระลึกอยู่เสมอว่าสิ่งที่ทำมันยังไม่ถูกต้อง เพราะเธอไม่ใช่คนพม่า เธออาจจะโกหกใครต่อใครมาได้ แต่เธอไม่สามารถโกหกตัวเองได้

“ถ้ามีหนทางอะไรให้เอเปลี่ยนสิ่งเหล่านี้ได้เอก็จะทำ เอไม่ได้อยากเป็นคนพม่า เอเป็นคนจีน เออยากจะเดินทางได้โดยไม่ถูกจับ เออยากกลับไปเจอหน้าพ่ออีกสักครั้ง”

สมัยที่เอเดินทางออกมาจากประเทศจีน เคยได้ยินแต่เขาเล่ากันว่าหมู่บ้านที่อยู่ในเมืองมีการสำรวจทำบัตรประชาชนกันแล้ว แต่ในหมู่บ้านที่เออยู่นั้นค่อนข้างห่างไกลมากจึงยังไม่มีเจ้าหน้าที่เข้ามาจัดการสำรวจแต่อย่างใด

หากสามารถย้อนเวลากลับไปได้ เอจะไม่ยอมออกจากบ้านเกิดเมืองนอนไม่ยอมจากพ่อมาเด็ดขาด อยู่ที่ประเทศจีนแม้จะต้องลำบากกายทำงานหนักอย่างการทำไร่ทำสวนแต่ก็สบายใจ ที่นั่นเขาดูแลชนเผ่าดีมาก ไม่ว่าจะเป็น อาข่าอย่างเอ หรือ พวกไทใหญ่ ก็ตาม แต่อยู่ที่นี่แม้จะได้ทำงานที่สบายว่าแต่เอไม่เคยอยู่อย่างสบายใจเลยสักวันเดียว”

เอสารภาพทั้งน้ำตา..

น้ำตาของเอสื่อให้เห็นถึงความอัดอั้นตันใจที่เก็บอยู่ในเบื้องลึกที่สุดของความรู้สึกมาตลอดกว่า 18 ปี ไม่เคยมีใครเคยถามเธอ ไม่เคยมีใครรับรู้ความทุกข์ในหัวใจของเธอมาก่อน 

หากขออะไรก็ได้เพียงอย่างเดียว.. เธอตอบอย่างไม่ลังเลว่า “ขอพบหน้าพ่ออีกสักครั้ง”

เรื่องราวของเอยังไม่จบเพียงแค่นี้ เนื่องจากตามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการจ้างแรงงานระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลพม่า ลาว และกัมพูชา แรงงานต่างด้าวที่ผ่านพิสูจน์สัญชาติกับประเทศต้นทางจะสามารถอาศัยอยู่ในประเทศไทยเพื่อทำงานต่อไปได้อีกแค่ 4 ปี เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาจ้างงาน พวกเขาต้องเดินทางกลับประเทศต้นทางทันที และหากถือเอาตามเอกสารพิสูจน์ตนที่เอมีอยู่ซึ่งระบุว่าเอเป็นคนสัญชาติพม่า เอคงต้องแยกกับสามีและถูกผลักดันกลับไปยังประเทศพม่าประเทศซึ่งเธอไม่เคยรู้จักมาก่อนในชีวิต

แล้วเมื่อถึงวันนั้น.. เธอจะทำอย่างไร เพราะเธอพูดเสมอว่า “เธอไม่ใช่พม่า” !?!

 

 

..............................................................

-- บันทึกข้อความถึงทางออก -- 

เอต้องพิสูจน์สัญชาติกับประเทศจีน..!!

เมื่อประเทศจีนเป็นประเทศต้นทางที่เอจากมาและเป็นประเทศที่เอมีจุดเกาะเกี่ยวอย่างแท้จริง กล่าวคือ เป็นสถานที่ที่เอเกิด และ เป็นประเทศเจ้าของสัญชาติของพ่อแม่ โดยหลักการแล้ว การร้องขอให้มีการพิสูจน์สัญชาติของเอกับประเทศจีนก็ย่อมน่าจะเป็นไปได้ ซึ่งการพิสูจน์สัญชาติกับประเทศจีน ก็คือ การที่เอจะต้องหาพยานหลักฐานซึ่งอาจจะเป็นพยานเอกสาร พยานบุคคล หรือพยานวัตถุ มายืนยันจุดเกาะเกี่ยวของเอดังกล่าวกับประเทศจีน พยานหลักฐานอะไรก็ได้ที่จะแสดงว่าเอเกิดที่ประเทศจีนหรือเป็นลูกของคนสัญชาติจีน แต่โดยวิธีปฏิบัติแล้ว การร้องขอให้มีการพิสูจน์สัญชาติคนจีนโดยผ่านทางการจีนในประเทศไทยนั้นยังไม่เคยมีการดำเนินการมาก่อน

 อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยเคยประสบความสำเร็จในการพาคนลาวกลับบ้านโดยการพิสูจน์สัญชาติคนลาวตามวิธีทางการทูตผ่านการเจรจากับสถานทูตลาวประจำประเทศไทย เพื่อให้ช่วยอำนวยความสะดวกในการติดต่อกลับไปยังประเทศลาวและพิสูจน์ความเป็นคนลาวมาแล้ว ซึ่งนี่ไม่ใช่วิธีการปกติที่ประเทศไทยดำเนินการพิสูจน์สัญชาติตาม MOU ให้แก่กลุ่มแรงงานต่างด้าวจากประเทศพม่า ลาว และกัมพูชา ที่ขึ้นทะเบียนและขออนุญาตทำงานในประเทศไทย แต่เป็นช่องทางพิเศษโดยภูมิปัญญาและความร่วมมือของนักวิชาการไทย-ลาวและสถานทูตลาว

ดังนั้น เมื่อย้อนดูประสบการณ์ดังกล่าวของประเทศไทย คนจีนในประเทศไทยอย่างเอก็น่าจะยังมีความหวัง หากแต่การเจรจาจะต้องเริ่มขึ้นในทันทีก่อนที่เอจะถูกผลักดันให้กลับไปยังประเทศพม่าประเทศเจ้าของสัญชาติเทียมที่เธอได้มาอย่างไม่เต็มใจ..!!

หมายเลขบันทึก: 398688เขียนเมื่อ 27 กันยายน 2010 03:43 น. ()แก้ไขเมื่อ 4 มิถุนายน 2012 03:31 น. ()สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการจำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (5)

ในประการแรก ก็ต้องยืนยันว่า เตือนเขียนหนังสือดีขึ้นเรื่อยๆ แต่อันนี้ อาจจะเป็น draft แรก ยังมีข้อมูลต้องเติมอีกนะคะ ซึ่ง อ.แหวว ยังสงสัยต่ออย่างนี้

เอาว่าเป็นประการที่สองแล้วกัน ไม่มีการให้ข้อมูลของสามี อยู่ๆ สามีก็ปรากฏตัวในเรื่องราว เอพบสามีอย่างไร สามีมีสัญชาติไทย เพราะถ้าสามีมีสัญชาติไทย จุดเกาะเกี่ยวกับประเทศไทยอันนี้ก็จะเป็นทางออกของเอ

ในประการที่สาม ที่สงสัยมาก ก็คือ เอมีชื่อในทะเบียนราษฎรจีนไหมคะ มีบัตรประชาชนจีนไหมคะ เอคิดอย่างไรกับการกลับไปพิสูจน์ตนในทะเบียนราษฎรจีน และหากเอไม่คิด เตือนได้ให้ข้อมูลของการแก้ไขปัญหาที่สาเหตุให้เอหรือไม่

ในคำพิพากษาศาลฎีกาไทยคดีหนึ่ง คนเชื้อชาติจีนที่เกิดในประเทศไทยคนหนึ่งเคยเดินทางออกไปเรียนหนังสือในประเทศจีน และไปขอแปลงสัญชาติเป็นโปรตุเกส แล้วเดินทางกลับมาในประเทศไทยโดยหนังสือเดินทางโปรตุเกส แล้วมาร้องขอพิสูจน์สัญชาติไทย ศาลไทยก็รับฟังว่า ไม่เสียสัญชาติไทยและยังคงมีสถานะคนสัญชาติไทย เพราะศาลไทยฟังว่า ไม่มีเจตนาแปลงสัญชาติเป็นโปรตุเกส การแปลงสัญชาติเป็นต่างด้าวนั้น ทำเพื่อแสวงหาหนทางที่จะกลับมาในประเทศไทย ในยุคนั้น ไทยและจีนไม่มีความสัมพันธ์ทางทูตกันเนื่องจากไทยรับรองรัฐบาลจีนขาวไต้หวัน มิใช่จีนแดงปักกิ่ง

กรณีของเอนี้เสน่ห์ของเรื่องอยู่ที่การมึจุดเกาะเกี่ยวกับประเทศที่สาม

และที่ท้าทายไปยิ่งกว่า ก็คือ ทั้งสภาความมั่นคงแห่งชาติไทยและพม่าตระหนักในการพิสูจน์สัญชาติที่ไม่มีประสิทธิภาพนี้หรือไม่

สรุป งานเขียนฉบับนี้คงเป็นคนเขียนที่เริ่มต้นท้าทายเรื่องของการพิสูจน์สัญชาติกับประเทศต้นทางของแรงงานที่นำไปสู่ "สัญชาติพม่าเทียม" ประเด็นใหม่ในการจัดการประชากีอาเซียน

คงต้องขออนุญาตให้นักศึกษา สสสส.๒ อ่านค่ะ

สำหรับ อ.แหวว บันทึกนี้นาจะชื่อ "กรณีศึกษานางสาวเอ : การพิสูจน์สัญชาติพม่าตาม MOU อาจนำไปสู่คนสัญชาติพม่าเทียม

อีกข้อสังเกตที่คิดได้

ความมั่นคงของเอในสถานะคนสัญชาติพม่าจึงมีระยะเวลา ๔ ปี

การจัดการประชากรครั้งนี้ของรัฐไทยและรัฐพม่าจึงมีช่องว่าง

และความจำเป็นที่จะต้องดึงรัฐจีนมาร่วมแก้ไขปัญหา จึงเป็นความท้าทายของรัฐที่เกี่ยวข้อง

ขอเตือนอย่าลืมที่จะเก็บประเด็นเพื่อข้อสรุปของวิทยานิพนธ์

ข้อมูลขาดหายไปครับ เนื่องจากการกรอกที่อยู่ของเพื่อนที่เชียงตุงนั้น ก็จะต้องกรอกตามชื่อที่อยู่ซึ่งจะปรากฏในทะเบียนบ้านพม่า แล้วเอ "กรอกชื่อใคร" หากกรอกชื่อเอเอง ก็จะไม่ปรากฏว่ามีชื่อของตนในทะเบียนบ้านของเพื่อน แม้จะกรอกชื่อพ่อแม่ที่ถูกต้องก็ตาม

หากกรอกชื่อญาติของเพื่อน ญาติคนนั้นจะเข้ามาทำงานในประเทศไทยหรือไม่ หากเข้ามาเขามีท.ร.๓๘/๑ ที่ต้องพิสูจน์สัญชาติด้วยหรือไม่ หรือมีหนังสือเดินทางชั่วคราวแล้ว หรือญาติคนนั้นมีชีวิตอยู่ในพม่า หรือเสียชีวิตไปแล้ว หรือว่ามีหนังสือเดินทางที่ใช้ข้อมูลเดียวกันสำหรับคน ๒ คน

แล้วตอนพิสูจน์สัญชาติน่าจะไม่มีการเรียกบัตรประจำตัวประชาชนพม่ามาตรวจสอบว่าเป็นคนเดียวกันหรือ

คำถาม ส่งต่อถึงคุณเตือนด้วยครับ

อาจารย์แหวว -- ขอบคุณค่ะ เดี๋ยวเตือนจะเพิ่มเติมรายละเอียดใน draft ที่ 2 ค่ะ

พี่เพ้ง -- นั่นแหละค่ะที่แปลก เอใช้ชื่อตัวเอง (เตือนได้เห็นจากเอกสาร) แต่ใช้ชื่อพ่อแม่และที่อยู่ของเพื่อนที่อยู่ที่เชียงตุง ซึ่งเพื่อนคนนั้นก็ไปพิสูจน์สัญชาติพม่าพร้อมๆ กับเอนี่แหละค่ะ แล้วก็ผ่านซะด้วย เตือนถามซ้ำไปซ้ำมาอยู่หลายครั้ง เป็นเรื่องแปลกจริงๆ นะคะ เลยต้องเอามาแชร์ค่ะ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี