ในประการแรก ก็ต้องยืนยันว่า เตือนเขียนหนังสือดีขึ้นเรื่อยๆ แต่อันนี้ อาจจะเป็น draft แรก ยังมีข้อมูลต้องเติมอีกนะคะ ซึ่ง อ.แหวว ยังสงสัยต่ออย่างนี้

เอาว่าเป็นประการที่สองแล้วกัน ไม่มีการให้ข้อมูลของสามี อยู่ๆ สามีก็ปรากฏตัวในเรื่องราว เอพบสามีอย่างไร สามีมีสัญชาติไทย เพราะถ้าสามีมีสัญชาติไทย จุดเกาะเกี่ยวกับประเทศไทยอันนี้ก็จะเป็นทางออกของเอ

ในประการที่สาม ที่สงสัยมาก ก็คือ เอมีชื่อในทะเบียนราษฎรจีนไหมคะ มีบัตรประชาชนจีนไหมคะ เอคิดอย่างไรกับการกลับไปพิสูจน์ตนในทะเบียนราษฎรจีน และหากเอไม่คิด เตือนได้ให้ข้อมูลของการแก้ไขปัญหาที่สาเหตุให้เอหรือไม่

ในคำพิพากษาศาลฎีกาไทยคดีหนึ่ง คนเชื้อชาติจีนที่เกิดในประเทศไทยคนหนึ่งเคยเดินทางออกไปเรียนหนังสือในประเทศจีน และไปขอแปลงสัญชาติเป็นโปรตุเกส แล้วเดินทางกลับมาในประเทศไทยโดยหนังสือเดินทางโปรตุเกส แล้วมาร้องขอพิสูจน์สัญชาติไทย ศาลไทยก็รับฟังว่า ไม่เสียสัญชาติไทยและยังคงมีสถานะคนสัญชาติไทย เพราะศาลไทยฟังว่า ไม่มีเจตนาแปลงสัญชาติเป็นโปรตุเกส การแปลงสัญชาติเป็นต่างด้าวนั้น ทำเพื่อแสวงหาหนทางที่จะกลับมาในประเทศไทย ในยุคนั้น ไทยและจีนไม่มีความสัมพันธ์ทางทูตกันเนื่องจากไทยรับรองรัฐบาลจีนขาวไต้หวัน มิใช่จีนแดงปักกิ่ง

กรณีของเอนี้เสน่ห์ของเรื่องอยู่ที่การมึจุดเกาะเกี่ยวกับประเทศที่สาม

และที่ท้าทายไปยิ่งกว่า ก็คือ ทั้งสภาความมั่นคงแห่งชาติไทยและพม่าตระหนักในการพิสูจน์สัญชาติที่ไม่มีประสิทธิภาพนี้หรือไม่

สรุป งานเขียนฉบับนี้คงเป็นคนเขียนที่เริ่มต้นท้าทายเรื่องของการพิสูจน์สัญชาติกับประเทศต้นทางของแรงงานที่นำไปสู่ "สัญชาติพม่าเทียม" ประเด็นใหม่ในการจัดการประชากีอาเซียน

คงต้องขออนุญาตให้นักศึกษา สสสส.๒ อ่านค่ะ