นอกจากผัดกระเพราแล้ว ดิฉันก็พยายามสรรหาวัตถุดิบมาทำอาหารไทยชนิดอื่น ๆ อีกหลายอย่าง เช่น ก๋วยเตี๋ยวน่องไก่ ที่พยายามหาบะหมี่สำเร็จรูปรสชาติถูกใจมาใส่แทนเส้นก๋วยเตี๋ยว (เพราะ ที่บาโรดาไม่มีขาย) อยู่นานก็หาไม่เจอสักที บะหมี่สำเร็จรูปแบบอินเดียที่ขายกันทั่วไปก็เส้นนุ่มเละรสชาติเลี่ยนจนกินไม่ได้ จนเกือบล้มเลิกความคิด แล้ววันหนึ่งเพื่อนเกาหลีที่เรียนอยู่ด้วยกัน มาบอกว่ามีบะหมี่สำเร็จรูปอร่อยขาย ก็เลยไปซื้อมาดู ปรากฏว่าเป็นยี่ห้อยำยำของบ้านเราที่ส่งไปขายยังเนปาลและเอาเข้ามาขายที่อินเดียด้วย จึงได้ฤกษ์ทำก๋วยเตี๋ยวน่องไก่กินซะที แต่จะทำก๋วยเตี๋ยวทั้งทีไม่มีถั่วงอกก็ออกจะไม่ครบสูตร แล้วฤทธิเดชของความอยากมันก็มากพอที่จะทำให้ตัดสินใจเพาะถั่วงอกกินเอง โดยไปซื้อกระสอบปอ ( jute ) แบบที่ใช้ใส่ข้าวสารมาใบหนึ่ง เอาชุปน้ำจนชุ่ม พับเป็นชั้น ๆ แล้วโรยเม็ดถั่วเขียวลงไปในแต่ละชั้นวางไว้ในกระบะไม้ รอสักวันสองวันก็ได้ถั่วงอกมากินกับบะหมี่น่องไก่สมใจ โดยมีเพื่อนเกาหลีมาร่วมวงเพื่อขอบคุณที่แนะนำบะหมี่ดี ๆ ให้ด้วย
นอกจากการปลูกถั่วงอกจะได้สนองตอบความอยากกินของตัวเองแล้ว ถั่วงอกยังทำให้ดิฉันได้เรียนรู้วัฒนธรรมการกินถั่วเขียวงอกที่แตกต่างกันของคน 3 วัฒนธรรมอีกด้วย คือ ในตลาดขายผักที่บาโรดาจะมีถั่วเขียวที่แช่ให้งอกเพียงเล็กน้อยมาวางขายใช้ผัดกับเครื่องเทศกินกับจาปาตี ส่วนเพื่อนเกาหลีก็เพาะถั่วเขียวในกระบอกจนยาวราว 20 ซม.เพื่อเอาไปทำกิมจิ แต่คนไทยเราซึ่งคงได้อิทธิพลมาจากจีนเพาะเป็นถั่วงอกขนาดปานกลางเพื่อใช้ปรุงกับก๋วยเตี๋ยวแบบต่าง ๆ นี่ถ้าอยู่ในเมืองไทยที่ถั่วงอกหากินได้ทั่วไป ดิฉันก็คงไม่รู้ว่า เม็ดถั่วเขียวชนิดเดียวกันจะถูกสร้างสรรค์ให้งอกมาเป็นอาหารการกินได้ตั้งหลายอย่าง