. . บางท่านก็เปลี่ยนใจกระทันหันมองว่าเรื่องนี้ไม่สำคัญ . . ไม่ต้องมาก็ได้เพราะเคยฟังมาหลายครั้งแล้ว
            การจัด KM Workshop ให้กับผู้บริหารขององค์กรต่างๆ นั้น สิ่งที่เป็นอุปสรรคค่อนข้างจะคล้ายๆ กันคือพอถึงวันจริง มักมากันไม่ค่อยจะครบเท่าไหร่ ส่วนใหญ่มักอ้างว่าติดธุระ ติดประชุมสำคัญ บางท่านก็เปลี่ยนใจกระทันหัน มองว่าเรื่องนี้ไม่สำคัญไม่ต้องมาก็ได้ เพราะเคยฟังมาหลายครั้งแล้ว พวกที่ไม่ได้มานี้เพื่อที่จะให้ “ดูดี” บางทีก็บอกกับคนที่มาว่าเวลาที่กลับไป ช่วยเล่าให้ตนเข้าใจด้วยก็แล้วกัน ผมนั้นอยากจะตะโกนใส่หน้าว่า . . อย่าเสียเวลาเลยดีกว่า เพราะว่า KM Workshop แบบที่ สคส. ทำนั้นไม่ใช่การจัดการความรู้ที่อยู่ “เป็นก้อนๆ” คือไปเรียนมาแล้วก็สามารถหยิบกลับมาป้อนให้พวกที่ไม่มาได้ การพูดเช่นนั้นแสดงว่าท่านที่พูดยังไม่เข้าใจ คิดว่าเรากำลังจะจัดการกับความรู้ที่เป็น “Explicit” เสมอไป ทั้งๆ ที่ KM ในแบบของ สคส. นั้น เน้นไปที่การจัดการกับความรู้ที่เป็น  “Tacit” เป็นส่วนใหญ่


             ผู้บริหารหลายคนข้องใจว่าทำไม Workshop KM ของ สคส. จึงต้องขอเวลาถึง 2-3 วัน ผมอยากบอกสั้นๆ ว่าสิ่งที่เราทำกันนั้นไม่ใช่การบรรยายเพื่อให้เข้าใจว่า KM คืออะไร หากแต่เป็นการใช้กระบวนการเพื่อ “เปิดพื้นที่” ให้ท่านทั้งหลายที่มีประสบการณ์ดีๆ ได้มีโอกาสพูดคุยกัน เป็นการ “เปิดพื้นที่” เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดี เป็นการ “เปิดพื้นที่” ให้มีการรับฟังกันและกัน ให้เป็นการรับฟังอย่าง “เปิดใจ” รับฟังกันได้แม้ความคิดจะแตกต่างกัน เป็นการรับรู้อารมณ์ความรู้สึกในขณะนั้น ในขณะที่กำลังแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันอยู่นั้น แล้วถ้าตัวท่านไม่ได้อยู่ตรงนั้น แล้วท่านจะ “เข้าใจ” ความรู้ (สึก) ในขณะนั้นได้อย่างไร บางท่านถึงแม้จะมาเข้าร่วม Workshop แต่ก็ยังออกอาการ Hyper ไม่หยุดหย่อน มีเรื่องต่างๆ แทรกเข้ามาตลอดเวลา ไม่นิ่งพอที่จะร่วมกระบวนการได้อย่างต่อเนื่อง ผมเห็นแล้วก็อดเสียดายไม่ได้ที่ท่านเหล่านั้นพลาด Moment ที่สำคัญ Moment ที่เขาแชร์กัน ท่านได้พลาด Moment ที่เป็นปัจจุบัน ณ ขณะนั้นไปแล้ว . . .


             ผมอยากเน้นอีกครั้งว่าความรู้ที่พูดกันนี้ไม่ใช่สิ่งที่มาเป็นก้อนๆ ไม่ใช่สิ่งที่ท่านจะหยิบยื่นให้เพื่อนได้ง่ายๆ เพราะต้องอาศัยทักษะที่พัฒนาขึ้นมาในระหว่างการทำกระบวนการ เช่น การฝึกให้เปิดใจ การฝึกให้เห็นคุณค่าของการฟัง การฝึกให้เป็นผู้ให้ การฝึกให้ได้ยินเสียงที่อยู่ภายในหัว (Inner Voice) ของตัวเอง สรุปว่า KM Workshop แบบที่ สคส. ใช้นี้ สิ่งที่เป็น “Body of Knowledge” อาจจะไม่สำคัญเท่ากับ “Process of Learning” อีกเรื่องหนึ่งที่ผมอดแปลกใจไม่ได้ก็คือการที่มีผู้บริหาร comment หลังเสร็จสิ้นกระบวนการของ สคส. ว่า “เคยเข้าร่วมกระบวนการนี้มาเมื่อสี่ห้าปีที่แล้ว แต่ก็เห็นว่า สคส. ยังคงใช้วิธีการเดิมๆ อยู่ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงพัฒนาอะไร” ทำให้ผมเห็นว่านี่ก็เป็นคนอีกประเภทหนึ่ง เป็นประเภทที่ติดกับ Process มากจนเกินไป เวลามาเข้า Workshop ก็มองแต่ว่าวิทยากรกำลังจะใช้ Process ไหน แทนที่จะทำใจให้อยู่กับปัจจุบัน ปล่อยให้ไหลเลื่อนไปกับกระบวนการเรียนรู้นั้น จะได้มีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมกระบวนการ จนตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมต่างๆ แทนที่จะถอยห่างออกมามองว่า Process มีการพัฒนาอะไรไปบ้าง


             สรุปว่าผู้ที่ไม่ค่อยจะได้ประโยชน์จาก KM Workshop ที่ สคส. จัดนั้น มีอยู่สองประเภทหลักๆ ด้วยกัน พวกแรกเป็นพวกที่คิดว่าไม่ต้องมาเข้าร่วมก็ได้ คอยรับฟังจากการบอกเล่าของเพื่อนก็ได้ พวกที่สองมาแต่ว่าทำตัวอยู่ข้างนอก เข้าๆ ออกๆ พูดโทรศัพท์ ไม่เคยหยุดนิ่ง ไม่ได้เข้าร่วมกระบวนการอย่างแท้จริง ไม่ได้อยู่กับปัจจุบัน ไม่ได้เอาตัวเข้าไปอยู่ในกระบวนการเรียนรู้นั้น เอาตัวถอยห่าง วางตัวเองเสมือนผู้สังเกตการณ์ จึงทำให้ท่านเหล่านั้นไม่ได้ประโยชน์จาก KM Workshop อย่างแท้จริง !