การป่วยครั้งนั้นทำให้ได้สำนึกในพระคุณแม่ขึ้นอีกมาก ที่ยอมตัดใจปล่อยให้ลูกคนเดียวห่างจากอ้อมอกไปแสวงหาโอกาสและประสบการณ์ชีวิต แล้วดิฉันกลับไม่ดูแลตัวเองให้มากพอ จากนั้นมาจึงระมัดระวังตัวในการใช้ชีวิตมากขึ้นมาก เพราะรู้ว่ามีคนที่รักเรา ห่วงเรา มากกว่าตัวเราเองรออยู่ด้วยใจที่หวาดวิตกว่า เราจะไปล้มลุกคลุกคลานที่ไหน

ระหว่างที่พาเพื่อน ๆที่มาจากเมืองไทยตะลอนทัวร์  ก็พบว่าตัวเองเริ่มป่วยโดยไม่รู้สาเหตุ  มีอาการกินอะไรไม่ได้ และเริ่มผอมลงอย่างมากในเวลา 2 สัปดาห์ของการเดินทาง   ก็พยายามฝืนสังขารตัวเอง จนส่งเพื่อนกลับเมืองไทยแล้ว และได้กลับไปบาโรดา จึงตัดสินใจไปหาหมอ  ซึ่งหมอที่อินเดียนี่ ต่างไปจากบ้านเรา คือ เขาจะต้องเอาผลตรวจเลือดไปให้หมอวินิจฉัยโรค  คนป่วยจึงต้องไปที่ Lab ทางการแพทย์เพื่อตรวจเลือดก่อน   เรื่องแบบนี้เพื่อนเกาหลีรู้ดีกว่าเรา เพราะมีคนเกาหลีไปอยู่แล้วหลายรุ่นและถ่ายทอดประสบการณ์ต่อ ๆกันมา   แต่เราซิเป็นนักเรียนไทยคนเดียวในเมืองนี้เลยไม่ประสา   เพื่อนเกาหลีเลยให้เข็มฉีดยาที่เตรียมมาจากบ้าน และบอกว่าอย่าใช้ของอินเดียเพราะกลัวไม่สะอาด  แต่พอไปถึงทาง Lab บอกว่ามันเล็กไป  ก็เลยต้องใช้ของอินเดียจนได้  ทำให้ดิฉันอดหวาดหวั่นเรื่องการติดเชื้อไม่ได้   แต่จะทำไงได้ล่ะ ชีวิตตอนนั้นไม่มีอะไรให้ต่อรองได้เลย     เมื่อได้ผลจาก Lab ดิฉันจึงไปพบหมอที่วินิจฉัยว่าดิฉันป่วยเป็นโรค Jaundice  ซึ่งเมื่อมาเปิดดิค ฯ ดูจึงรู้ว่ามันคือ โรคดีซ่าน ซึ่งเป็นอาการเกี่ยวกับตับ  ที่เคยรู้มาบ้างว่า จะตัวเหลือง ๆ ตาเหลือง ๆ แต่ไม่รู้ว่าจะร้ายแรงแค่ไหน    เพื่อน ๆอินเดียหลายคนเป็นกังวลกับดิฉันมาก และบอกว่าโรคนี้มี หลายประเภทนะ ตั้งแต่ เอ บี ซี ดี อะไรเต็มไปหมด  บางประเภทก็ร้ายแรงมาก แต่ด้วยความเป็นดิฉันเป็นคนที่ไม่ค่อยกลัวกับอะไรที่ยังไม่รู้แน่ชัด  และเคยเห็นคนเป็นดีซ่านในบ้านเรามาก่อน ก็ดูจะไม่รุนแรงอะไร  ก็เลยตอบไปหน้าตาเฉยว่า ชนิด D นี่หมายถึง death หรือเปล่า จนเพื่อนไม่กล้าพูดต่อ  แต่ก็อดแนะนำเรื่องอาหารไม่ได้ว่าไม่ให้กินน้ำมัน  ซึ่งเรื่องนี้ดิฉันถือว่าไม่เชื่ออย่าลบหลู่   เพราะไม่มีประสบการณ์เลย   ช่วงนั้นก็เลยต้องกินผักต้มกับข้าวต้มอยู่นานพอควร จนอาการดีขึ้นตามลำดับ   

เรื่องป่วยนี้เป็นบทเรียนครั้งสำคัญจริง ๆ ที่สอนให้ดิฉันรู้ว่า การเผลอเลอละเลยคำเตือนเกี่ยวกับเรื่องอาหารและน้ำในอินเดียทำให้ต้องป่วย  จะแก้ตัวว่าเพราะเดินทางไกล เหนื่อย เลยไม่ระวัง เผลอไปดื่มน้ำที่ร้านอาหารเอามาเสิร์ฟที่อาจมีเชื้อไวรัสปนมาด้วยเป็นข้อแก้ตัวในความพลั้งพลาดนี้ไม่ได้เลย    รูปถ่ายของดิฉันตอนที่ยังไม่ฟื้นตัวดี ซึ่งเรียกได้ว่าผอมที่สุดในชีวิตจากการป่วยครั้งนั้น  ส่งมาให้แม่ดู แม่ก็แทบไม่เชื่อว่านี้หรือ คือลูกฉัน   

การป่วยครั้งนั้นทำให้ได้สำนึกในพระคุณแม่ขึ้นอีกมาก ที่ยอมตัดใจปล่อยให้ลูกคนเดียวห่างจากอ้อมอกไปแสวงหาโอกาสและประสบการณ์ชีวิต    แล้วดิฉันกลับไม่ดูแลตัวเองให้มากพอ     จากนั้นมาจึงระมัดระวังตัวในการใช้ชีวิตมากขึ้นมาก  เพราะรู้ว่ามีคนที่รักเรา ห่วงเรา มากกว่าตัวเราเองรออยู่ด้วยใจที่หวาดวิตกว่า  เราจะไปล้มลุกคลุกคลานที่ไหน    หลายครั้งที่ความรู้สึกซนอยากไปไหนต่อไหนตามใจใฝ่รู้ของตัวเอง ต้องถูกนำขึ้นตาชั่งกับความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของตัวเองที่มีแม่เป็นลูกตุ้มหนัก ๆอยู่อีกฟากหนึ่งเสมอ   มันไม่ใช่ภาระหรือเครื่องกีดขวางชีวิต   แต่เป็นสิ่งที่ดิฉันเองอยากให้กับใครคนหนึ่งที่รักเรามากด้วยใจอย่างแท้จริงเป็นที่สุดเช่นกัน