เพราะคุณค่าของงานวิจัยคือการได้ความรู้ความจริงเพื่อตอบโจทย์ปัญหาหรือคำถามการวิจัย ซึ่งเป็นสถานการณ์หรือประเด็นปัญหาซึ่งเกิดขึ้นจริงในพื้นที่...

            บันทึกนี้ขอถ่ายทอดอีกแง่มุมหนึ่งของการได้เข้าไปฟังงานวิชาการที่ปัตตานีนะครับ หลังจากได้ถ่ายทอดบันทึกแรกไว้ที่ บันทึกนี้ ครับ งานวิจัยไม่ต้อง "หรูหรา" แต่ต้องมี "คุณค่า" เป็นคำกล่าวของท่านวิทยากรอีกท่านหนึ่งบนเวทีเดียวกันที่ได้สะท้อนไว้เมื่อได้ฟังการนำเสนองานวิชาการหลาย ๆ เรื่องในวันนั้นครับ...

 

             ซึ่งสำหรับผมแล้วรู้สึกเห็นด้วยมาก ๆ ครับ เพราะคุณค่าของงานวิจัยคือการได้ความรู้ความจริงเพื่อตอบโจทย์ปัญหาหรือคำถามการวิจัย ซึ่งเป็นสถานการณ์หรือประเด็นปัญหาซึ่งเกิดขึ้นจริงในพื้นที่ และเป็นประเด็นที่ผู้วิจัยสนใจที่จะตอบคำถามหรืออธิบายสถานการณ์หรือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนะครับ...

 

 

            หลาย ๆ ครั้งที่เราเห็นชื่องานวิจัยที่อ่านแล้วยิ่งใหญ่ แต่พอดูเนื้อหาแล้วกลับไม่มีอะไร หรือบางครั้งก็เป็นเหมือนเรื่องเดิม ๆ ที่นำมาพูดใหม่ อาศัยแค่การนำวาทกรรมใหม่ ๆ ที่กำลังเป็นกระแสอยู่ในสังคมมาใช้นะครับ ไม่เหมือนกับงานวิจัยบางเล่มที่เชื่อเรื่องอาจจะดูธรรมดา แต่พอได้อ่านเนื้อหาข้างในแล้วกลับพบองค์ความรู้ใหม่ ๆ ที่ตอบคำถามหรือปัญหาสังคมที่กำลังเกิดขึ้นได้นะครับ...

 

            อีกประเด็นนะครับที่เกี่ยวข้องกับความ "หรูหรา" และ "คุณค่า" ของงานวิจัย คือการเลือกใช้ระเบียบวิธีวิทยาการวิจัยครับ ซึ่งบางคนมักจะคิดว่าการเลือกใช้วิธีวิทยาการวิจัยขั้นสูงหรือวิธีวิทยาที่ทันสมัยจะทำให้งานวิจัยของตนดูทรงคุณค่ามากกว่างานวิจัยชิ้นอื่น ๆ นะครับ...

 

           ซึ่งความจริงแล้วการเลือกใช้วิธีวิทยาการวิจัยที่สอดคล้องกับ "โจทย์" การวิจัยต่างหากหละครับที่ทำให้งานวิจัยของเรามีค่า เพราะนั่นหมายถึงว่างานวิจัยของเราจะสามารถสะท้อนความรู้ความจริงได้ดีกว่า เปรียบเหมือนกับการเครื่องมือให้เหมาะสมกับงานนะครับ เพราะแม้เครื่องมือของเราจะทันสมัยเพียงใดแต่หากนำมาใช้งานผิดประเภทก็ย่อมไม่ได้เกิดประโยชน์อันใด ยิ่งไปกว่านั้นอาจจะเกิดโทษด้วยซ้ำไปนะครับ...