แต่ก่อนหน้านี้ ผมไม่กล้าแม่แต่จะไปเยี่ยมญาติพี่น้อง

ความคิดเรื่องนี้ผมมีปัญหาและประสบการณ์มาตั้งแต่ทำงานใหม่ๆ

ที่เกิดจากความคาดหวังของสังคม เครือญาติ และญาติพี่น้อง ที่ไม่ทราบความเป็นจริง และขีดจำกัดของตัวเรา ทำให้มีความคาดหวังในตัวเราค่อนข้างสูงกว่าความสามารถที่เราจะทำได้

ท่านที่ติดตามอ่านบันทึกของผม จะทราบได้ดีว่า

ผมมาจากครอบครัวชาวนายากจน ที่ผมต้องไปอยู่วัดทั้งหมด ๗ ปี เพื่อลดค่าใช้จ่าย แต่ทางครอบครัวก็ได้รวมทุนกัน แล้วแต่ใครจะช่วยได้ ช่วยส่งผมเรียนจนจบปริญญาตรี

หลังจากจบปริญญาตรี ผมก็ไม่เคยได้รับเงินใดๆจากครอบครัวแม้แต่บาทเดียว

(มีแต่ว่าเมื่อไหร่ ผมจะจ่ายคืนให้ครอบครัวบ้าง)

ที่ต่อมา ผมก็ได้รับทุนการศึกษาระดับปริญญาโทจากทบวงมหาวิทยาลัย ที่มีตำแหน่งติดตัวมาตั้งแต่สมัยเรียน ได้รับเงินค่าใช้จ่ายเดือนละ ๑๔๐๐ บาท ที่ใช้พอดีๆ และต้องเสียเงินค่าจัดทำวิทยานิพนธ์ และการสอบ

พอจบการศึกษา ก็มาเข้าทำงานที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นแบบไม่ต้องสอบแข่งกับใคร

วันเริ่มทำงานวันแรก ในมหาวิทยาลัยขอนแก่น เมื่อเดือนมกราคม ๒๕๒๐

  • ผมไม่มีเงินหรือทุนใดๆ เหลือเลย
  • มีเพียงเสื้อผ้าไม่กี่ชุด
  • หม้อหุงข้าว ๑ ใบ
  • โคมไฟดูหนังสือ ๑ ดวง
  • จาน ถ้วย ช้อน ๒-๓ ชิ้น
  • มีจักรยานถีบเก่าๆ หนึ่งคัน ที่มีมาตั้งแต่สมัยเรียน

ผมไม่มีแม้เงินซื้อข้าว อาหาร หรือ ของใช้ใดๆ

เพราะผมมีเงินติดตัวเหลือจากค่ารถเดินทางมาขอนแก่น เพียง ๑๗ บาท

ที่ผมไม่กล้าใช้ แม้แต่ซื้ออาหารที่โรงอาหารมหาวิทยาลัยจานละ ๒ บาท ก็แพงมากสำหรับผมในขณะนั้น

ผมคิดว่าเงิน ๑๗ บาท ผมต้องเก็บไว้ใช้เวลาฉุกเฉินจริงๆเท่านั้น

บังเอิญโชคดี ทางมหาวิทยาลัยจัดให้พักในหอนักศึกษา (หอ ๑๗) ที่ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ

แผนการเอาตัวรอดให้ได้ อย่างน้อยก็เดือนแรก ก่อนที่เงินเดือนจะออก หรือยืมเงินแทนเงินเดือนได้

ผมต้องจัดการชีวิตที่รัดกุมมาก

โดยไปซื้อข้าวสาร ๑ ถัง ไข่ไก่ ๙๐ ฟอง (แบบจ่ายเงินทีหลัง) มาหุงรับประทานเอง ๓ มื้อ ไข่มื้อละฟอง

ทำอย่างนี้เป็นเวลา ๑ เดือน เรียกได้ว่า “เบื่อไข่ไปหลายปี”

ผมก็ได้รับเงินเดือนเดือนแรก ๒๒๓๐ บาท ทุกอย่างก็เริ่มคลี่คลายไปได้ และผมก็ใช้เงินเดือนเดือนแรกซื้อพัดลมไฟฟ้าตั้งโต๊ะ ๑ ตัว เพราะอากาศร้อนมาก ในห้องพักไม่มีพัดลมจะอบอ้าวมาก

หลังจากนั้นก็ค่อยๆเก็บหอมรอมริบมาเรื่อยๆ จนสามารถ

  • ซื้อรถมอเตอร์ไซค์มือสองคันแรก ประมาณ ๖ เดือนต่อมา
  • ซื้อทีวีขาวดำ เครื่องแรก หลังจากทำงาน ๑๔ เดือน
  • ซื้อที่ดินแปลงแรก ๒ งาน หลังทำงาน ๒ ปี
  • ซื้อรถยนต์มือสองคันแรกหลังจากทำงาน ๘ ปี
  • ซื้อรถยนต์ป้ายแดงคันแรก (กระบะ) หลังจากทำงาน ๑๓ ปี
  • สร้างบ้านไม้ (หลังปัจจุบัน) ที่ออกแบบเอง ควบคุมการก่อสร้างเอง หลังจากทำงาน ๑๕ ปี
  • ซื้อที่นาแปลงแรก ๔ ไร่ ๓ งาน หลังจากทำงาน ๒๘ ปี

จนกระทั่งปัจจุบัน ผมสามารถเอาตัวรอดได้ในทุกมิติของทางโลก มีที่ดิน มีบ้าน มีนา มีสวน มีรถ และของใช้อำนวยความสะดวกทุกอย่างที่ต้องการ โดยไม่มีหนี้

และสามารถรับภาระทางครอบครัว ทำงานให้กับชุมชนและสังคมได้อย่างไม่มีข้อกังวล

แต่ก่อนหน้านี้ ผมไม่กล้าแม่แต่จะไปเยี่ยมญาติพี่น้อง

เพราะผมไม่มีรถของตนเอง ต้องนั่งรถหลายต่อ เดินทางไปมายาก ไม่มีเงินค่าใช้จ่าย ไม่มีเงินซื้อของฝาก

และญาติๆ ก็มักคาดหวังว่าเราจะให้ของ ให้เงิน หรือช่วยเหลือญาติพี่น้องในหมู่บ้าน ทั้งเรื่องการเรียน ที่พักพิง การทำงาน และการสอบแข่งขันใดๆ ที่เกี่ยวกับมหาวิทยาลัยขอนแก่น

ที่ผมพยายามอธิบาย

และพูดอย่างไรเขาก็ไม่เชื่อ ว่าผมช่วยเขาไม่ได้ แต่กลับมองว่าผมเป็นคนไม่มีน้ำใจ

ในช่วงแรกๆ ต่อๆมา ผมจึงต้องทำตัวห่างเหินจากญาติพี่น้อง จากเพื่อน จากสังคม

จนกระทั่งผมเริ่มจะมีแรงพอที่จะช่วยเขาได้ ก็ค่อยๆเปิดตัว จนกระทั่งเปิดตัวเต็มที่ประมาณ ๑๖ ปี หลังจากการทำงาน ที่ผมมีรถ มีทรัพย์สิน มีเงิน พอที่จะใช้จ่ายในการเดินทางโดยทางครอบครัวไม่ถึงกับเดือดร้อน

ในช่วงแรกๆ ก่อนที่ผมจะรอดได้จริงๆ ผมพยายามจะช่วยญาติพี่น้องบางคน แต่ผมกลับพบว่า ผมทำให้เขาลำบากมากกว่าเดิม ที่ผมยังรู้สึกผิดมาจนถึงวันนี้

แต่ก็ทำให้ผมได้บทเรียนและระมัดระวังมากขึ้นในระยะต่อๆมา

สิ่งที่ผมภูมิใจในการช่วยเหลือญาติในระยะประมาณ ๒๐ ปีที่ผ่านมา ก็คือ ให้ยืมเงินแบบไม่มีดอก โดยให้คืนเงินเท่ากับเงินที่เคยจ่ายดอกเป็นรายเดือน ที่ทำให้ญาติๆ ที่มีวินัยการเงินดี สามารถหนีรอดจากการเป็นหนี้ได้ จนในปัจจุบันไม่เป็นหนี้แล้ว

แต่บางคนที่มาขอให้ผมช่วย บางคนก็เป็นหนี้สูญ ที่ส่วนใหญ่ก็ไม่กระทบมากนัก เพราะเงินที่ให้ยืมส่วนใหญ่เป็นเงินเก็บ

แต่บางคนที่ไม่มีระบบการใช้เงินที่ดี แต่พยายามให้ข้อมูลที่ไม่จริงกับผม ยืมแบบไม่คิดจะคืน และไม่ได้คืนเลยก็มีมากพอสมควร

โดยเฉพาะในระยะหลังๆ ที่ผมเริ่มประมาท จากความเชื่อมั่นในความสำเร็จที่ผ่านมา (ที่ผมก็เก็บหลักฐานการยืม แบบไม่เป็นทางการ ไว้เตือนใจตัวเอง) ก็ทำให้ผมลำบากพอสมควร โดยเฉพาะช่วงที่รายได้พิเศษของผมลดลงจากระบบการทำงานที่เปลี่ยนไป

ฉะนั้น ผมจึงได้ข้อสรุปว่า

คนลักษณะใดที่เราควรช่วย และลักษณะใดที่เราไม่ควรช่วย โดยพิจารณาจากวินัยทางการเงิน และการใช้จ่ายเงินของคนเหล่านั้น

และที่สำคัญที่สุดก็คือก่อนจะช่วยใคร เราต้องยืนให้ได้เสียก่อน”

และ การช่วยต้องไม่เกินเลยไปถึง “ทำให้เราเดือดร้อน (ถ้าไม่ได้คืน)”

กว่าจะรู้ เข้าใจ ตระหนัก และซึ้ง จนทำให้ผมรู้ว่าเมื่อไหร่ “ควร” เมื่อไหร่ “ไม่ควร” ผมก็เจ็บตัวมาพอสมควร

จึงอยากจะสะกิดเตือนพรรคพวกรุ่นหลังๆ ที่ยังไม่ตกผลึก และยังเผชิญปัญหาเรื่องนี้ว่า

อย่าใจอ่อน อย่าเห็นแก่คนอื่นมาก จนทำให้เราเดือดร้อน

ช่วยเท่าที่ช่วยได้ ช่วยไม่ได้ก็ต้อง "อุเบกขา" ไปก่อน

แบบที่พรรคพวก ชอบพูดกันเล่นๆ ว่า “เอ็นดูเขา เอ็นเราขาด”

ใครจะว่าเราใจดำ ก็ต้องเอาหูทวนลม

เพราะผมซึ้งมากๆ กับคำที่ว่า

เมื่อเราหัวเราะ (ส่วนใหญ่)ทุกคนจะหัวเราะกับเรา

แต่เมื่อเราลำบากนั้น เราร้องไห้คนเดียวจริงๆ

ผมพยายามช่วยคนอื่น จนผมตกที่นั่งลำบาก

แม้แต่คนที่เอาเงินเราไป แล้วไม่คืน ยังหัวเราะเยาะเย้ย ถากถางว่า "เราโง่เอง"

บางคนท้าให้ไปฟ้องเอา (เพราะเขารู้ว่าเราไม่มีหลักฐานที่เป็นทางการ)

แต่ผมก็ "อโหสิ" และอาจเป็นเพราะบุญเก่าผมยังพอมี ทำให้ผมได้ก้าวผ่านวิกฤตินี้มาได้แล้ว

ผมจึงไม่อยากให้ใครต้องลำบากเหมือนผม

ที่อาจรอดได้ไม่ง่ายเหมือนผม ที่ก้าวผ่านมาแล้ว

ขอให้โชคดีครับ