การวิเคราะห์ระบบฟาร์มเชิงเศรษฐสังคม (รศ.ดร.เอมอร อังสุรัตน์)

ลักษณะการผลิตหลายอย่างต้องมีระบบการจัดการฟาร์ม ( Farming system ) ซึ่งแบ่งเป็น 4 ประเภท ดังนี้
1. ระบบการทำฟาร์มที่มีข้าวเป็นพืชหลัก ( Rice bare farming system )
       คือ ระบบการทำฟาร์มที่มีการปลูกข้าวเป็นพืชหลัก แล้วตามด้วยพืชอื่น ๆ เช่น การปลูกข้าวในฤดูฝน แล้วจึงปลูกแตงโมหรือถั่วหลังการเก็บเกี่ยวข้างแล้ว เป็นต้น

2. ระบบการทำฟาร์มที่มีพืชไร่เป็นพืชหลัก( Field crup base farming system )
      คือ ระบบการทำฟาร์มที่เริ่มด้วยการปลูกพืชไร่ต่าง ๆ เช่น ถั่วลิสง หรือ ข้าวโพดก่อนแล้วจึงปลูกข้าวบางในบางส่วนของพื้นที่หรือทั้งหมด และหลังการเก็บเกี่ยวข้าวก็อาจปลูกพืชไร่อื่น ๆ อีก เช่น ถั่วเหลืองเป็นต้น

3. ระบบการทำฟาร์มที่มีการปลูกไม้ยืนต้นเป็นพืชหลักและปลูกพืชอื่นแซม
       ระบบการทำฟาร์มที่มีการปลูกไม้ยืนต้นเป็นพืชหลักและปลูกพืชอื่นแซม( Perrenhial crop base farming system ) คือ ระบบการทำฟาร์มที่มีกิจกรรมหลักได้แก่ การปลูกไม้ยืนต้น เช่น ยางพารา ไม้ผลต่าง ๆ แต่ในระหว่างที่พืชหลักยังเก็บเกี่ยวไม่ได้ก็อาจจะปลูกพืชอื่นที่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เร็วกว่าโดยการแซมหรือปลูกคู่กันไป เช่น การปลูกมะพร้าวและแซมด้วยพืชล้มลุก เป็นต้น ทั้งนี้การจะพิจารณาว่ากิจกรรมใดเป็นกิจกรรมหลักให้ดูที่รายได้ของฟาร์มเป็นเกณฑ์ กิจกรรมใดที่ทำรายได้ให้ฟาร์มเป็นจำนวนมากกว่าให้ถือเป็นกิจกรรมหลัก

4. ระบบการทำฟาร์มแบบไร่นาสวนผสมและการเกษตรผสมผสาน
       ระบบการทำฟาร์มแบบไร่นาสวนผสมและการเกษตรผสมผสาน ( Mixed farming and integrated farming ) คือ ระบบการผลิตที่มีการเพาะปลูกหรือมีการเลี้ยงสัตว์หลาย ๆ ชนิด ในพื้นที่ของฟาร์มเพื่อสนองต่อความต้องการบริโภค หรือเพื่อลดความเสี่ยงจากราคาของผลผลิตที่ไม่แน่นอน

4.1 ไร่นาสวนผสม
       เป็นเกษตรที่มีกิจกรรมการผลิตผลิตผลหลาย ๆ อย่างโดย มิได้มีการจัดการให้กิจกรรมการผลิตต่างๆ ผสมผสานเกื้อกูลกันเพื่อลดต้นทุน การผลิตหรือคำนึงถึงสภาพแวดล้อม เช่น การเลี้ยงปลาควบคู่กับการเลี้ยงไก่ โดยทำเล้าไก่ไว้เหนือบ่อปลา หรือ การปลูกไม้ยืนต้นในที่นา ขณะเดียวกันก็ทำนาข้าวไปด้วยเป็นต้น โดยมิใช่เกิดจากความเข้าใจที่มีการวางแผนไว้ล่วงหน้า

4.2 การเกษตรผสมผสาน
       การเกษตรผสมผสานเป็นระบบการเกษตรที่มีการเพาะปลูกหรือมีการเลี้ยงสัตว์ต่างๆ ในพื้นที่ของฟาร์ม ภายใต้การเกื้อกูลประโยชน์ต่อกัน และกันอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยอาศัยหลักอาหารอยู่ร่วมกัน พืช สัตว์ สิ่แวดล้อม ซึ่งเกิดจากความเข้าใจจากการวางแผนไว้ก่อน การผลิตที่พัฒนาอย่างต่อเนื่องจากไร่นาสวนผสมการทำฟาร์ตามแนวทางทฤษฎีใหม่ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ซึ่งเป็นทฤษฎีที่จะช่วยเหลือให้เกษตรกรสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุขภายใต้คำว่า “ เศรษฐกิจแบบพอเพียง “ ( Self Sufficienc ) ตามแนวทฤษฎีใหม่เกษตรกรที่มีที่ดินถือครองเฉลี่ย 10 – 15 ไร่จะต้องจัดแบ่งการใช้ที่ดินตามสัดส่วนดังนี้
              - 30 % ของเนื้อที่ ให้ขุดสระน้ำที่สามารถบรรจุน้ำได้อย่างน้อย 10,000 ลูกบาศก์เมตร เพื่อเก็บไว้ใช้ในหน้าแล้ง
              - 30 % ของเนื้อที่ ใช้ปลูกพืชผักสวนครัว ผลไม้ หรือไม้ยืนต้นเศรษฐกิจ เพื่อบริโภคในครัวเรือน รักษาสภาพแวดล้อมและเพิ่มรายได้
              - 30 % ของเนื้อที่ ใช้ทำนา
              - 10 % ของเนื้อที่ ใช้เป็นที่อยู่อาศัยและที่อำนวยความสะดวกในการอยู่อาศัย เช่น ทางเดิน ลานบ้าน เป็นต้น
       โดยการทำการเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่เป็นการวางแผนการผลิตหลายอย่างเพื่อให้เกษตรกรได้มีอาหารที่จำเป็นต่อการบริโภคภายในครัวเรือนอย่างเพียงพอ และหากมีเหลือจากการบริโภคก็สามารถนำไปขายเพื่อเป็นรายได้ของครัวเรือนต่อไป เพื่อให้เกษตรกรสามารถดำรงชีพอยู่ได้อย่างยังยืน ซึ่งเป็นการทำฟาร์มแบบไร่นาสวนผสม

                นอกจากระบบการผลิตทั้ง 4 ระบบที่กล่าวมาแล้ว ประเทศไทยมีระบบการผลิตแบบเกษตรทฤษฎีใหม่  เป็นแนวทางหนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานให้เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจในการพึ่งพาตนเอง

ความเสี่ยงและความไม่แน่นอนทางการเกษตร
         Frank H. Knight นักเศรษฐศาสตร์ในสมัย คศ. 1921 ได้ให้คำนิยามของคำว่าความเสี่ยง ( Risk ) และความไม่แน่นอน ( Uncertainty ) ไว้ว่า ความเสี่ยงหมายถึง ปรากฎการที่ผู้ผลิตทราบถึงความน่าจะเป็น ( Probability ) ว่าเหตุการณ์น่าจะเกิดขึ้นอย่างไร เช่น โอกาสที่จะเกิดฝนแล้งมีประมาณ 1 ใน 3 นอกจากนั้นเขายังทราบถึงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น เช่น ถ้าเกิดฝนแล้งผลผลิตข้าวโพดจะได้รับไม่เกิน 200 กิโลกรัมต่อไร่ เป็นต้น ส่วนความไม่แน่นอน หมายถึง ผู้ผลิตไม่ทราบถึงความน่าจะเป็นและผลลัพธ์จึงอาจกล่าวได้ว่า การตัดสินใจภายใต้กระบวกการการผลิตที่ไม่แน่นอนนั้น เป็นเรื่องยากที่ผู้ผลิตจะต้องเสี่ยง เพราะไม่อาจคาดเดาเหตุการณ์ในอนาคตได้

การผลิตภายใต้ความเสี่ยงและความไม่แน่นอน
         ความเสี่ยงและความไม่แน่นอนมีผลต่อการตัดสินใจต่าง ๆ ในด้านการผลิต ซึ่งสรุปได้ดังนี้
                1. ทำให้ผู้ผลิตใช้ปัจจัยการผลิตอย่างไม่เหมาะสมและได้รับผลผลิตน้อยกว่าที่ควร
                2. ทำให้การลงทุนน้อยกว่าที่ควร เนื่องจากไม่แน่ใจต่อผลผลิตที่จะได้รับ
                3. ทำให้การยอมรับเทคนิคใหม่ ๆ เป็นไปอย่งล้าช้า
                4. ทำให้ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยสูง
                5. ทำให้โอกาสจะล้มละลายมีมากขึ้น

วิธีการหลีกเลี่ยงและลดความเสี่ยง
       จากภายใต้ความเสี่ยงและความไม่แน่นอนผู้ผลิตต้องหลีกเลี่ยงและลดความเสี่ยง ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธี โดยใช้หลักทางเศรษฐศาสตร์และคณิตศาสตร์เข้ามาช่วยในการตัดสินใจ แต่ในที่นี้จะกล่าวถึงวิธีที่เกษตรกรหรือผู้ผลิตสามารถลดความเสี่ยงและความไม่แน่นอนได้โดยสรุปดังนี้
1. การประกันพืชผล ( Formal Crop Insurance )
       การประกันพืชผลเป็นการประกันทางด้านรายได้ขั้นต่ำที่เกษตรกรจะได้รับ ในกรณีที่พืชผลเสียหายจากภัยธรรมชาติ เช่น ประกันพืชผลเสียหายจากความแห้งแล้ง ไฟป่า หรืออุทกภัย ในการประกันพืชผลนี้เกษตรกรจะต้อง
ประกันภัยกับบริษัทประกันภัย โดยเสียเบี้ยประกันจำนวนหนึ่ง ซึ่งมูลค่าของเบี้ยประกันนั้นจะขึ้นอยู่กับมูลค่าที่จะเอาประกัน กับโอกาสที่จะเกิดความไม่แน่นอนเหล่านั้น

2. การดำเนินกิจกรรมแบบผสมผสาน ( Diversification )
       เป็นการดำเนินกิจกรรมมากกว่า 1 อย่าง เช่น แทนที่จะปลูกข้าวเพียงอย่างดียวเกษตรกรอาจจะขุดบ่อเลี้ยงปลาด้วย นอกจากนี้บริเวณรอบบ่อยังสามารถปลูกพืชยืนต้น เช่น มะพร้าว มะม่วง หรือมะละกอ นำไปสู่การปฏิบัติภายใต้โครงการไร่นาสวนผสม ซึ่งนอกจากเกษตรกรจะสามารถเพิ่มรายได้จากกิจการเสริมหลายอย่างแล้ว ยังเป็นการลดความเสี่ยงภัยได้อีกด้วย

3. การเลือกกิจกรรมที่มีความคล่องตัว ( Flexibility )
       คือ กิจกรรมที่ผู้ผลิตสามารถเปลี่ยนเป็นกิจกรรมอื่นได้ง่ายและเสียค่าใช้จ่ายน้อย ซึ่งอาจเป็นกิจกรรมที่ไม่ได้ให้ผลตอบแทนสูงสุดก็ได้ แบ่งได้เป็น 3 ประเภทก็คือ
              ก. ความคล่องตัวเกี่ยวกับระยะเวลา ได้แก่ การปลูกพืชไร่ประเภทอายุสั้น ซึ่งมีความคล่องตัวสูงกว่าการปลูกพืชสวนซึ่งต้องใช้ระยะเวลานานก่อนเก็นเกี่ยวเป็นต้น
              ข. ความคล่องตัวด้านต้นทุน ได้แก่ การก่อสร้างอาคารถาวรจะมีความคล่องตัวน้อยกว่าการสร้างอาคารชั่วคราวที่ลงทุนน้อย และในทางเศรษฐศาสตร์ การลงทุนที่มีความคล่องตัวสูงอาจมีต้นทุนเฉลี่ยต่ำในช่วงหนึ่ง
              ค. ความคล่องตัวด้านผลผลิต ได้แก่ การปลูกข้าวโพด เพราะถึงแม้ว่าฝนจะทิ้งช่วงยังสามารถทอดยอดและขายเป็นข้าวโพดฟักอ่อน ถึงจะมีความคล่องตัวทางด้านผลผลิตสูงอาจมีรายได้ที่ต่ำกว่ากิจกรรมที่มีความคล่องตัวน้อย ในบางช่วงของผลผลิตแต่ก็สามารถช่วยให้การผลิตมีความเสี่ยงลดลงได้

4. การรักษาสภาพคล่องของธุรกิจ ( Liquidity )
       หมายถึง การถือครองทรัพย์สินที่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ง่ายโดยปราศจากการสูญเสียในมูลค่าของสินทรัพย์นั้น เมื่อคิดออกมาเป็นเงินสดตามราคาท้องตลาด ทั้งนี้เพื่อที่จะได้นำมาใช้ในธุรกิจยามที่เกิดความไม่แน่นอนวิธีการรักษาสภาพคล่องมีอยู่ 3 วิธีด้วยกัน
              ก. รักษาวงเครดิตเงินกู้บางส่วนไว้ ( Unused – Credit ) โดยปกติแล้วในการใช้เงินกู้ผู้ที่กู้เงินจะนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยจะใช้เงินกู้ จนกระทั้งมูลค่าเพิ่มของผลตอบแทนจากเงินกู้เท่ากับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ หรือ VMPi = I แต่เนื่องจากกระบวนการผลิตอยู่ภายใต้ความไม่แน่นอน ผู้ผลิตจึงต้องยอมเสียสละรายได้ที่จะได้รับจากการที่ใช้เงินกู้ โดยการรักษาวงเงินไว้ส่วนหนึ่ง เพื่อใช้จ่ายในกรณีจำเป็นหรือเดือดร้อนจริง ๆ
              ข. การถือสินทรัพย์ในรูปของพันธบัตรรัฐบาลเพื่อนำมาใช้ในกรณีที่มีความจำเป็นรีบด่วน
              ค. รักษาและสำรองผลผลิตบางส่วน หากผลผลิตของฟาร์มมีชนิดที่สามารถเก็บไว้ได้นาน ก็อาจเก็บรักษาไว้บางส่วน เพื่อขายเป็นเงินสดเมื่อคราวจำเป็น

5. การเก็บสำรองปัจจัยการผลิตที่สำคัญ ( Reserved Resources )        

                เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงการเสี่ยงภัย หรือป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้น ผู้ผลิตควรจะสำรองปัจจัยการผลิตที่จำเป็น เช่น อาหารสัตว์ ปุ๋ย และยาฆ่าแมลง ให้เพียงพอต่อความต้องการในยามเกิดวิกฤติการณ์ต่างๆ ซึ่งอาจหาไม่ได้ในท้องตลาด

6. การตกลงทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ( Contractual Arrangment )
        เรื่องการใช้ปัจจัยทางการผลิตและปริมาณการผลิต การหลีกเลี่ยงเสี่ยงภัยประการสุดท้าย คือ การทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าโดยตกลงราคาซื้อขายกันไว้ก่อน เพื่อประกันว่าจะมีตลาดที่แน่นอนสำหรับผลผลิตวิธีเป็นการป้องกันราคาตกต่ำในช่วงขายผลผลิตผู้ผลิตสามารถคาดคะเนรายได้เนื่องจากราคาถูกกำหนด ไว้ล่วงหน้าแต่หากช่วงที่ขายผลผลิต ราคาในท้องตลาดสูงกว่าราคาที่ตกลงไว้เกษตรกรก็จะสูญเสีย โอกาสในการทำกำไรไปบ้าง

การจัดการฟาร์ม ( Farm management )
      ในการดำเนินธุรกิจฟาร์มเกษตรกรหรือผู้ประกอบการผลิตมีหน้าที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจฟาร์ม คือ การจัดการฟาร์ม การจัดการฟาร์มหมายถึง การจัดการทรัพยากรของหน่วยธุรกิจฟาร์มที่มีอยู่จำนวนจำกัดได้แก่ ที่ดิน แรงงาน ทุน ในการผลิตพืชและสัตว์ เพื่อให้ได้มาซึ่งวัตถุประสงค์ที่ฟาร์มต้องการภายใต้ความเสี่ยงและความไม่แน่นอน
โดยการจัดการดังกล่าว ผู้จัดการฟาร์มต้องตัดสินใจแก้ไขปัญหา ในการดำเนินธุรกิจฟาร์ม ซึ่งปัญหาที่ต้องการการตัดสินใจ สามารถแยกได้เป็น 2 ด้านใหญ่ ดังนี้

1. การตัดสินใจทางด้านการผลิต
        การตัดสินใจทางด้านการผลิตได้แก่ การตัดสินใจว่าจะผลิตอะไร ผลิตจำนวนเท่าไร และผลิตอย่างไร ( What to produce ? ) ( How much to produce ?) ( How to produce various products ? ) โดยการผลิตอย่างไรนั้นจะเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจ ฝช้ปัจจัยทางการผลิตและเทคโนโลยีทางการผลิต นอกจากนี้การตัดสินใจทางด้านการผลิตยังรวมถึงการหาแหล่งเงินทุนในการผลิตตลอดจนการใช้เงินทุนในการผลิต

2. การตัดสินใจทางด้านการตลาด
        การตัดสินใจทางด้านการตลาดได้แก่ การตัดสินใจเกี่ยวกับการซื้อปัจจัยการผลิตและการจำหน่ายผลผลิต ว่าควรจะซื้อหรือขายที่ไหน เมื่อไหร และซื้อขายอย่างไร ซึ่งมีความสำคัญต่อกำไร หรือรายได้ที่เกษตรกรได้รับอย่างยิ่งเพราะการซื้อหรือขายปัจจัยการผลิต และผลผลิตในสถานที่ต่างกัน ต่างเวลากันด้วยวิธีที่ต่างกัน จะมีผลให้ราคาที่ได้รับแตกต่างกันด้วย เกษตรกรหรือผู้จัดการฟาร์ม
        นอกจากการตัดสินใจทั้งสองด้านนี้แล้ว ยังอาจมีการตัดสินใจอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของความเสี่ยงและความไม่แน่นอน ซึ่งเกษตรกรหรือผู้จัดการฟาร์มอาจต้องแก้ปัญหาเฉพาะที่โดยหลักใหญ่ๆ แล้ว การตัดสินใจก็จะมีดังกล่าวข้างต้น