ในช่วงนั้นข้าพเจ้ามีความรู้สึกว่า ทุก ๆ นาทีของข้าพเจ้านั้นมีคุณค่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้าพเจ้าได้มีความสำรวมระวังเกี่ยวกับศีลข้อ ๔ ในเรื่องของ "การพูด" มากขึ้น

สำหรับทัศนะของข้าพเจ้าต่อการรับใช้สังคมนั้น ข้าพเจ้ามีทัศนะส่วนตัวว่าเราควรจะรับใช้สังคมในทุก ๆ ลมหายใจ

ไม่ว่าลมหายใจเราจะอยู่ในสังคมใด เราก็พึงที่จะมีใจ "รับใช้" สังคมนั้น

คำว่า "รับใช้" นั้น ข้าพเจ้าขอใช้การตีความว่าคือ "การให้" ซึ่งเป็นการให้ด้วยกายและด้วยใจ

ดังนั้นไม่ว่าจะทำงานใด ๆ หรืออยู่กับสังคมใด ๆ ก็ตาม "การรับใช้สังคม" ก็จะเป็นพื้นฐานแห่งการกระทำ

เพราะถ้าไม่อย่างนั้น เราจะมโนภาพการรับใช้สังคมว่าเป็น "กิจกรรม (Activities)" หนึ่งที่เสริมเพิ่มเติมขึ้นจากงานประจำ ซึ่งนั่นจะทำให้ข้าพเจ้ามีโอกาส "รับใช้" ได้น้อย และจำเป็นที่จะต้องเบียดเบียนเวลาจากสังคมหนึ่งไปให้กับอีกสังคมหนึ่ง

ยกตัวอย่างในเวลาเกือบ ๒ เดือนที่ผ่านมา ข้าพเจ้าได้ใช้เวลาทุ่มเทร่างกายและแรงใจ "พิมพ์หนังสือธรรมะ" เพื่อรับใช้สังคมเล็ก ๆ ใน http://portal.in.th/i-dhamma เพื่อที่จะให้สังคมที่สนใจในคำสอนของ "พระพุทธศาสนา" ได้มีโอกาสเข้ามาศึกษาและค้นคว้าในช่วงเวลาของแต่ละสถานที่แต่ละบุคคล

ในช่วงนั้นข้าพเจ้ามีความรู้สึกว่า ทุก ๆ นาทีของข้าพเจ้านั้นมีคุณค่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้าพเจ้าได้มีความสำรวมระวังเกี่ยวกับศีลข้อ ๔ ในเรื่องของ "การพูด" มากขึ้น เพราะศีลของ "มุสาวาท" นั้น นอกเสียจากจะว่าด้วยเรื่องของ "การพูดปดมดเท็จ" แล้ว ยังรวมไปถึงเรื่องการพูดส่อเสียด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "การพูดเพ้อเจ้อ" ด้วย

ซึ่งในเวลาที่ข้าพเจ้าตั้งใจที่จะใช้แรงกาย แรงใช้ และทุนทรัพย์จากผู้ที่มีความปรารถนาดีต่าง ๆ ที่มอบให้มานั้นพิมพ์หนังสือธรรมะหลาย ๆ เล่มซึ่งหาได้ยากทั้งในร้านและใน Internet นั้น ข้าพเจ้ารู้สึกว่า เป็นการเสียเวลามากที่จะใช้เวลาไปกับการพูดคุย สรวลเส เฮฮา ซึ่งนั่นก็คือ "การพูดเพ้อเจ้อ"

ดังนั้น เมื่อข้าพเจ้าเสร็จจากภาระกิจประจำแล้ว ข้าพเจ้าจะไม่ยอมเสียเวลาไปกับการพูดคุยกับเพื่อนในเรื่องราวที่ไม่จำเป็น เพราะเมื่อข้าพเจ้าตั้งใจที่จะรับใช้สังคมนี้ จิตของข้าพเจ้าจะมีความสำรวมระวังต้อง "ศีล" ข้อนี้มาก ซึ่งนั่นไม่ต้องพูดถึงเรื่องการเสียเวลาไปกับโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ ที่ข้าพเจ้ารู้สึกว่าเป็นใช้เวลาที่ "สิ้นเปลือง" สำหรับชีวิตที่น้อยนี้

ดังนั้น เมื่อข้าพเจ้าสำรวมระวังในศีล ก็จะมีเวลาที่เมื่อก่อนสูญเปล่าไปกับเรื่องที่ไม่ก่อประโยชน์ให้กับสังคมส่วนรวม มีเพียงแต่สร้างความสนุกสนานเพลิดเพลินเป็นการส่วนตัวเท่านั้น และนี่เองทำให้ข้าพเจ้าได้เกิดความ "ปีติ" กับคำว่า "การรับใช้สังคม"

การรับใช้สังคมของข้าพเจ้า ไม่จำเป็นต้องทำงานใด ๆ ที่เป็นพิเศษนอกเหนือจากการใช้ชีวิตประจำวันที่มีอยู่ ขอเพียงมีความสำรวมระวังในศีล ความสำรวมระวังนั้นเองจะจัดแจกเวลาที่มีอยู่เท่าเดิมให้มีคุณค่าขึ้นอย่างเอนกอนันต์...

ที่มาจากบันทึก การรับใช้สังคมไทย ในทัศนะของข้าพเจ้า : 3 ส่วนของชีวิต...