อรรถรสของเรื่องราวต่าง ๆ แสดงออกมาทางรูปธรรมในส่วนของ "มิตรภาพ" ที่มิใช่เป็นเพียง "สังคมเสมือน (Visual Communities)"

การมองถึงอรรถประโยชน์ของชุมชน Gotoknow แห่งนี้ ถ้าหากมองในมิติของ "การจัดการความรู้ (Knowledge Management) แล้ว สิ่งที่ถือว่าโดดเด่นมากคือภาพของ "Story Telling"

การถ่ายทอดเรื่องราวต่าง ๆ ในชีวิตของสมาชิก (Blogger) ในรุ่น วัย สาขาชีพใด ๆ ล้วนแล้วแต่เป็น "เสน่ห์" ที่ทำให้บุคคลทั้งหลายชื่นใจเมื่อได้สัมผัส

การถ่ายทอดเรื่องราวผ่านบล็อค หรือเว็ปไซด์ จะมีข้อดีอยู่อย่างหนึ่งก็คือ "เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม" สำหรับผู้ที่ต้องการจะเล่าเรื่อง

ความพร้อมถือว่าเป็น "จุดแข็ง" ของการนำเสนอ story telling ผ่านทางเว็บไซต์ เพราะบางครั้งสำหรับเรื่องบางเรื่องนั้นเป็นเรื่องที่ฝังลึกอยู่ในจิตในใจ ถ้าเกิดขึ้นมาเมื่อใดก็อยากจะถ่ายทอดออกไปในทันที...

เมื่อก่อนข้าพเจ้าเอง ในครั้งเมื่อที่ทำงานวิจัยและได้มีโอกาสลงพื้นที่ บางครั้งได้พบ ได้เห็นอะไรก็อยากจะถ่ายทอด อยากจะเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ให้ใครสักคนหนึ่งนั้นได้ฟัง

เดิมก็ได้แต่เพียงจดเป็นบันทึกเล็ก ๆ (Short Note) ใส่ไว้ในสมุดบ้าง หรือจดใส่ไดอารี่บ้าง แต่นั่นก็เป็นการ "กระชากความรู้" ได้ในระดับหนึ่ง เพราะเขียนไว้เพื่อกันลืมบ้าง เขียนไว้เพื่ออ่านเองบ้าง

แต่การเขียนเรื่องราวประทับใจต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละวันใน Gotoknow จะมีสิ่งที่คอยกระซิบอยู่ข้าง ๆ หูเราเสมอว่า "มีคนอื่นอ่านนะ" ดังนั้น ความตั้งใจในการเขียนของเรานั้นจะมีมากขึ้น ซึ่งความตั้งใจที่มากขึ้นนี้เอง ทำให้เกิด "กำลังจิต กำลังใจ"

ดังนั้น ถ้าหากจะมองในสายตานักจัดการความรู้แล้ว บันทึกใน Gotoknow ส่วนมากจะเป็นส่วนของ Story telling คือ การถ่ายทอดเรื่องราวต่าง ๆ ที่สมาชิกได้ถ่ายทอดออกมาจากการดำเนินชีวิตในประจำวัน

สิ่งที่ถ่ายทอดออกมานั้นก็จะมีที่มาทั้งจากงานประจำ คือ อาชีพของสมาชิกซึ่งมีอยู่หลากหลายไม่ว่าจะเป็น ครู อาจารย์ หมอ พยาบาล นักการเกษตร นักวิทยาศาสตร์ หรือแม้กระทั่ง "ปราชญ์ท้องถิ่น" ซึ่งแต่ละเรื่องจากแต่ละสาขาอาชีพนั้น สามารถเปิดโลกทัศน์ให้กับมุมมองใหม่ของชีวิต

และข้อสำคัญที่สืบเนื่องให้การเล่าเรื่องมีรสชาติยิ่งขึ้น ก็คือ การเปิดให้แสดงความคิดเห็นอย่างอิสระทั้งในส่วนของผู้ที่เป็นสมาชิกหรือบุคคลภายนอก ซึ่งจะเปิดกว้างในระดับใดก็ขึ้นอยู่กับผู้เขียน (Blogger) จะ "พึงพอใจ"

ทำให้สังคม Gotoknow เป็นสังคมที่เปิดกว้างทางความรู้มาก นอกจากผู้เขียนจะมีโอกาสได้เล่าเรื่องราวอันเป็น "ความรู้ฝังลึก (Tacit knowledge)" ของตนเองแล้ว ยังมีโอกาสที่จะได้รับความเมตตาจาก "คุณอำนวย (Facilitator)" จากทั่วประเทศมาตั้งคำถามชวนให้คิด สะกิดต่อม "เอ๊ะ!!!" อยู่เสมอ

อรรถรสของเรื่องราวต่าง ๆ แสดงออกมาทางรูปธรรมในส่วนของ "มิตรภาพ" ที่มิใช่เป็นเพียง "สังคมเสมือน (Visual Communities)"

ภาพการพบปะกันของบุคคลต่าง ๆ ที่มีจุดเริ่มต้นจากการสนทนากันผ่านทางหน้าจอคอมพิวเตอร์นั้น เป็นจุดสร้างความสัมพันธ์อันดีงามที่กำลังเลือนหายไปจากสังคมไทย

การที่สมาชิกแต่ละคนได้มีโอกาสเดินทางไปในจังหวัดใด แล้วได้มีโอกาสพบกับ "เพื่อน" ที่มีไมตรี รับรอง ดูแล ด้วยจิตใจที่ดีงามนั้น เป็น "พลังในการพัฒนา (Power of Development)"

 Gotoknow จึงเป็นสังคมที่เปิดมิตรภาพของบุคคลในทุกสาขาอาชีพ ซึ่งแต่เดิมถูกกำแพงในหน่วยงานขวางกั้นเรื่องราวที่จะเป็นจุดเชื่อมต่อของ "องค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization : LO)

ในจุดนี้เองถือว่า Gotoknow ได้เป็นตัวอย่างในการสร้าง "สังคมแห่งการเรียนรู้ (Learning Socialization : LS)" อันเป็น Knowledge-base Society ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในสังคมไทย

การปฏิรูปหรือพัฒนาใด ๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศกว่า 5 ปีที่ผ่านมานั้นคงจะปฏิเสธไม่ได้ว่า "ชุมชนแห่งการเรียนรู้ (Learning Community : LC)" แห่งนี้เป็นผู้อยู่เบื้องหลังเป็น "พลังเงียบแห่งการพัฒนา"

จากภาพในอดีตที่ในแต่ละหน่วยงานมีบุคลากรเฉพาะที่ขึ้นชื่ออยู่ในทะเบียนขององค์กรเท่านั้น ภาพในวันนี้แต่ละหน่วยงานมีบุคลากรเพิ่มขึ้นอย่างมากมายเพราะหน่วยงานต่าง ๆ นั้นก็มีสมาชิกจาก Gotoknow เพิ่มเข้าไปในหน่วยงาน

ถึงแม้ว่า URL ของ Gotoknow จะไม่มีตัวย่อของ World wide Web (WWW) แต่ข้าพเจ้าก็เห็นว่า Gotoknow สามารถสร้างเครือข่ายพื้นที่แห่งการเรียนรู้ (Learning Area Network : LAN) ให้เกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง...