เมื่อไม่นานมานี้ผมมีโอกาสไปป็นกระบวนกรให้โรงพยาบาลบัวใหญ่และเครือข่ายครับ วันนั้นเป็นวันที่สองก่อนกลับบ้านครับ ระหว่างพักเบรกเช้า ผมก็ดื่มกาแฟ คุยกับผู้ประสานงานครับ...แล้วก็เริ่มสังเกตครับ..ว่ามีคนถือถุง "ของฝาก" เป็นปลาส้มครับ...คนที่ถือครับ รีบบอกผมอาจารย์คะ่ รีบไปซื้อนะคะอร่อยมากๆ..คุณคงคิดว่าธรรมดา..ไปไปมามา ผู้เข้าอบมรมแทบจะถือถุงของฝากนี้เข้ามาทุกคน คนนึงไม่ใช่ถุงเดียวด้วย..เพียบ...
..........................
แล้วความสงสัยผมก็เริ่มหมดไปเมื่อลูกศิษย์ผมคนหนึ่งบอกว่า..."อาจารย์น่าตื่นเต้นมากค่ะ..ขณะที่พวกเราจะออกไปกินขนมเบรก..ก็มีป้าคนหนึ่ง..ตะโกนออกมา "..เร๊วเร๊ว ป้ามีข้าวเหนียว ใหม่ๆร้อนๆ พร้อมปลาส้มทอด..มาให้ลองกินกันจ้า กินได้เลย..."
.......
คนก็ฮือฮาไปลองทานกันครับ...
...แล้วก็หอบกลับคนละมากกว่าหนึ่งถุง (ถุงหนึ่งมีห้าห่อ ถุงละร้อยบาท- แจ่มมากเลยคุณป้า..ไม่แยกขายด้วย..ยอดตรึม...) ผมว่าวันนั้นคุณป้า..กลับบ้านฝันดีไปเลย..ส่วนคนซื้อ ก็ได้ความมั่นใจว่า..ของฝากงวดนี้รับรองถูกใจคนที่บ้านแน่นอน
.............
คำถามของผมคือ..คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้ครับ...สำหรับชาว AI ในวันนั้น เราพูดถึง "Model ป้าปล้าสม"กันครับ...เพราะผมกำลังสอนถึงเรื่อง Destiny พอดี
(ในการบริหารโครงการ AI เราจะทำผ่านวงจร 4 D คือ Discovery Dream Design และ Destiny ครับ...Destiny ประกอบด้วยการ "ตั้งคำะามว่า ...จะให้ใครทำ ..จะเปลี่ยนอย่างไร...จะรู้ได้อย่างไรว่าดี")
ตั้งแต่ผมเป็นอาจารย์ เป็นวิทยากรมา คนมักพูด บ่นว่าทำอะไรแล้วมักชอบเจอแรงต้านครับ...
.......
นี่คือสิ่งที่เรา ช่าว AI ต้องตอบกันก่อนว่า "เวลาทำโครงการ AI อาจเจอแรงต้าน" เราทำอย่างไรเหรือครับ...
ที่ทำมาคือ
1. ลองใช้ Model ป้าปลาส้มครับ...ขอโอกาสทดลองก่อนสักนิด..บอกผู้มีอำนาจ ผู้มีส่วนได้เสียของคุณว่า...ขอลองก่อน ถ้าไม่ดีก็ค่อยกลับไปทำอย่างเดิม..วิธีนี้ช่วยลดแรงต้านได้มากมายเลยครับ
2. ตระหนักนิดหนึ่ง..ว่า แรงต้านอาจไม่ได้มาจากนายคุณอย่างเดียวครับ...อาจมาจากเพื่อน..ลูกน้อง..แม้กระทั่งคนที่บ้านก็ได้...ลองใช้เวลาระดมสมองทำ AI อีกรอบ..."โดยให้ช่วยกันลองนึกถึงครั้งที่แต่ละคนเคย "เปลี่ยนใจ" คนที่เราต้องไปเกี่ยวข้องด้วย แล้ว "สำเร็จ"..ตอนนั้นพูดอะไร..ทำอะไร...จากนั้นคุณก็เอาเรื่องนี้ไปขยายผล..งานหรือ AI Project ของคุณจะราบรื่นขึ้นนักแล...
3. อยากให้หลักคิดเรื่องหนึ่งครับ เวลาางแผนอะไรก็ระมัดระวังหน่อย เพราะคุณอาจทำให้คนของคุณรู้สึกว่าต้องทำงานเพิ่ม...เลยต้าน OK รู้ว่าดี แต่ "จะเอาอะไรกับพวกเราอีก" "เหนื่อยพอแล้ว" นี่ครับ...เพราะฉะนั้นลองพิจาณาบูรณาการให้งานที่ทำนี้ ให้สอดคล้องกับสิ่งที่ทำอยู่แล้ว...จะช่วยลดแรงต้านลงเยอะเลยครับ...เช่นบางโครงการเขาทำ Morning Talk อยู่แล้ว เราก็ผสมผสาน AI เข้าไปในกิจกรรมช่วงนี้ ตอนแรกก็บ่น แต่ก็บ่นนิดเดียว...คราวนี้ทำไม่หยุดเลย...แต่ถ้าไปเพิ่มเป็นการประชุมแยกต่างหาก รับรอง วงแตกครับ...
................................................
คุณล่ะ คิดอย่างไร...



อ.โยครับ เรื่องโมเดลปลาส้ม ผมขออนุญาตมองอย่างนี้ครับ
จากประสบการณ์จริง เวลาผมคิดงานเรื่องใดขึ้นมา ถ้าคิดงานเพื่อตัวเอง มักจะเจอแรงต้านครับ ถ้าคิดเพื่อผู้อื่น มักจะผ่านฉลุย
แยกยากอยู่เหมือนกันนะครับ ว่าคิดเพื่อตัวเอง หรือ คืดเพื่อผู้อื่น
บางครั้ง ผมก็คิดว่างานนี้ คิดเพื่อส่วนร่วม คิดเพื่อพัฒนางานให้ดีขึ้น แต่ลึกๆแล้ว คิดเพื่อตัวเองครับ คิดเพื่อให้ตัวเองได้งาน ได้ผลประโยชน์ อาการมันจะฟ้อง
แต่ถ้าคิดเพื่อส่วนร่วม เราจะมีมุมมองหลายๆอย่างครับ มุมมองที่กว้าง และ เน้นการมีส่วนร่วม โดยมองว่าคนอื่นเขาจะได้อะไร เสียอะไร มุ่งที่คนอื่นเป็นหลัก
จะผ่านฉลุยครับ
เรียนท่านอาจารย์ Small Man ครับ
เรื่องนี้มีประเด็นต้องสำรวจกันอีกครับ..
ขอบคุณมากๆครับ...ผมจะต่อยอดไปเรื่อง "ทำเพื่อคนอื่นแล้วฉลุย" ครับ
ตรงนี้ทาง OD เรียกว่า Inclusion ครับ
หรือ ถ้าจะจบโครงการ เราเรียกว่า Institutionalization ครับ
ขอบพระคุณท่านอาจารย์ สำหรับการจุดประกายให้ผมได้คิด เขียนต่อครับ
เรียนอ.โญครับ,
สว.อย่างผมชอบใจคำInstitutionalizationของอาจารย์จังเลย ขออนุญาตshare ประสบการณ์นะครับ
1. อาจมาจากผลของการสื่อข้อความที่เขาว่า" พูดให้ฟัง " ส่วนผู้ฟังจะเข้าใจ, หรือเชื่อ,หรือศรัทธาเป็นกระบวนการต่อไปที่จะมีตัวแปรของเรามาร่วม หลายเรื่องเราอาจต้องพูดซ้ำครับ อย่างอ.พระพยอมท่านว่าถ้าจะพูดให้คนทำต้อง"ย้ำหัวตาปู"ครับ
2. จริงครับ คนต่อต้านสิ่งใหม่ๆหรือต่อต้านการเปลี่ยนแปลงมีหลายระดับ และน่าจะมีหลายมูลเหตุด้วย รวมทั้งตัวnuero transmitter ที่ชื่อ Dopamine ของอาจารย์ด้วยหรือเปล่านะ? ผมเข้าใจเอาเองนะครับว่าคนต่อต้านการเปลี่ยนแปลงจากสันชาตญาณความกลัวในสิ่งที่ยังมาไม่ถึง ซึ่งถ้าเขารู้และเข้าใจว่าดีไม่มีภัยเขาคลายความกลัวเขาก็อาจรับสิ่งใหม่ๆนั้นได้ครับ
3.เรื่องความเข้าใจว่างานโครงการใหม่ๆเป็นภาระที่เพิ่มขึ้นนั้นเป็นสิ่งที่พวกเขาคิดก่อนเลย พวกผมที่เคยแนะนำให้เขาทำQCC,Productivity Improvement หรือ TPM ล้วนแต่มีคนไม่เอาด้วย มีความรู้สึกเดียวกันว่าเขาทำงานมากอยู่แล้ว ทำไมหางานมาเพิ่มให้พวกเขาอีก ผมได้พยายามอธิบายจนเขาเข้าใจและแยกแยะออกได้ว่า สิ่งใหม่ๆที่เราหามาให้เขาไม่ใช "Job " แต่เป็น " Management Tools " เหมือนช่างไม้ต้องแบกขน เลื่อย สิ่ว ขวาน ไปทำงาน และเป็น ความรู้ที่จะช่วยให้พวกเขาทำงานได้เก่งขึ้น แต่เมื่อเขาเข้าใจและเริ่มกระบวนการเปลี่ยนแปลงเราต้องติดตามส่งเสริมให้กำลังใจ หรืออาจจำเป็นต้องเสริม Intervention ถ้า Direction เกิดเพี้ยนไปก็ต้องรีบทำ เรื่องของคนยุ่งจริงนะจนบางทีผมรำคาญตัวเองเหมือนกันครับ ขอให้กำลังใจอ.โญแบ่งปันความรู้ที่มีประโยชน์มากมายต่อไปนะครับ
ขอบคุณมากๆครับ คุณลุง ผมจะต่อยอดเรื่องนี้อีกครับ..ในบทความถัดๆไป..
คุณลุงใช้ "Metaphor" ดีมากๆครับ...น่าจะเรียกว่าเป็นอีกแนวหนึ่ง...ผมจะค้นคว้า และเขียนมาเล่าอีกครับ...