ความยากจนกับการเข้าถึงความยุติธรรม

ความยากจนกับการเข้าถึงความยุติธรรม

ความไม่เสมอภาคในการเข้าถึงความยุติธรรม
จากการศึกษาสำรวจในงานวิจัยทางด้านอาชญาวิทยาหลายชิ้น พบว่าผู้กระทำผิดคดีประเภทอาชญากรรมพื้นฐาน ที่ถูกดำเนินกระบวนพิจารณาคดีในศาลส่วนใหญ่เป็นคนยากจน ตกงาน หรือไม่ก็ประกอบอาชีพเป็นกรรมกรผู้ใช้แรงงาน ซึ่งสามารถอธิบายความสัมพันธ์ของการที่ชนชั้นต่ำกระทำผิดมากนี้ได้ว่า

ประการแรก การเก็บสถิติคดีอาชญากรรมเน้นการจำแนกประเภทคดีอาชญากรรมพื้นฐาน ที่เกี่ยวข้องกับผู้กระทำผิดที่เป็นชนชั้นต่ำอยู่แล้ว ส่วนคดีอาชญากรรมคอเชิ้ตขาว ซึ่งกระทำผิดโดยชั้นสูงทั้งหลายไม่ปรากฏชัดเจนในสาระบบความ

ประการที่สอง ตำรวจและผู้เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรมทั้งกระบวนการเชื่อว่า หรือตั้งสมมติฐานว่า ชนชั้นต่ำมักจะเป็นอาชญากรมากกว่า หรือ
ประการที่สาม ความยากลำบากในการครองชีพของคนจน อาจกดดันให้คนเหล่านี้ประกอบอาชญากรรม

ขณะเดียวกันชนชั้นสูงก็ประกอบอาชญากรรมอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งแตกต่างออกไปตามระบบการจัดจำแนกชนชั้นทางสังคม คือ อาชญากรรมคอเชิ้ตขาว ซึ่งผู้ประกอบอาชญากรรมชนิดนี้มักเป็นผู้มีตำแหน่งหน้าที่การงาน มีบทบาททางการเมืองและอยู่ในวงสังคมชั้นสูง รวมทั้งคดี ยักยอกทรัพย์ อาชญากรรมคอมพิวเตอร์ เรียกรับสินบน ปั่นหุ้น โกงที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ และเกี่ยวข้องกับผู้คนที่อยู่อีกด้านหนึ่งของชนชั้นทางสังคม

ความรู้สึกของสังคมมักจะมองว่าอาชญากรรมคอเชิ้ตขาว และผู้มีส่วนร่วมเหล่านี้ไม่ได้ประกอบอาชญากรรมร้ายแรง ที่เป็นอันตรายแก่สังคมเท่ากับอาชญากรรมที่กระทำโดยคนจน ดังนั้นเมื่อชนชั้นต่ำกระทำผิดจึงรู้สึกว่านั่นคือ เขากำลังก่อปัญหาอาชญากรรมให้แก่สังคม

นอกจากนี้ยังมีความเป็นไปได้ว่า เมื่อประกอบอาชญากรรมแล้วชนชั้นสูงสามารถ ปกปิดความผิดที่ได้กระทำ โดยใช้อำนาจอิทธิพลจากตำแหน่งหน้าที่ได้มากกว่าชนชั้นต่ำ รวมทั้งภาพลักษณ์ในการติดต่อประสานงานกับบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมของชนชั้นสูง ก็มีผลแตกต่างไปจากภาพลักษณ์ของชนชั้นต่ำ เช่น การแต่งกาย ความสุภาพ การขับขี่รถยนต์ราคาแพง ฯลฯ เป็นต้น

คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยตระหนักถึงความเสียหายที่เกิดจากอาชญากรรมคอเชิ้ตขาวซึ่งความจริงแล้วมีผลเสียหายอย่างมากมายมหาศาล ตัวอย่างเช่น บริษัทที่ทำธุรกิจการสื่อสาร สามารถเก็บเงินค่าใช้โทรศัพท์จากผู้ใช้ได้ประมาณ 15 พันล้านเหรียญอเมริกันต่อปี แต่แก๊งที่ทำงานใต้ดินสามารถหลีกเลี่ยงที่จะจ่ายค่าโทรศัพท์ถึงประมาณ 300 พันล้านเหรียญต่อปี หรือเช่น ในรัฐเท็กซัส มีลูกจ้างโกงแรงงานนายจ้าง เช่น ลาป่วยไม่จริง อู้งาน รับประทานอาหารกลางวันนานกว่าเวลากำหนด ฯลฯ คิดแล้วประมาณ 200 พันล้านเหรียญต่อปี เป็นต้น

ตัวเลขเหล่านี้เป็นเพียงการประมาณมูลค่าความเสียหาย ที่เกิดจากอาชญากรรมคอเชิ้ตขาวเท่าที่ปรากฏให้เห็นเท่านั้น เช่นเดียวกับอาชญากรรมพื้นฐานที่ยังมีคดีความอีกส่วนหนึ่งที่ไม่มีการรายงาน และยากที่จะตรวจตราป้องกัน รวมทั้งความเชื่อที่ผู้คนถูกสอนต่อๆกันมาว่า ถ้าตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมแล้วไม่ควรจะเรียกร้องค่าเสียหายหรือการชดใช้ใดๆ ให้ถือว่าเป็นเคราะห์กรรมของตนที่ต้องประสบชะตากรรมเช่นนั้น

ดังนั้น แม้จะทราบว่าอาชญากรรมคอเชิ้ตขาวก่อให้เกิดความเสียหายมากมาย แต่ไม่ทราบถึงวงเงินค่าเสียหายชัดเจนนัก รู้เพียงว่ามีผู้กระทำผิดกี่คนที่กระทำผิดจากการโกงภาษี โดยจะทราบข้อมูลดังกล่าวต่อเมื่อค้นพบแล้วว่ามีการกระทำผิดเกิดขึ้น รู้เพียงว่ามีการลักทรัพย์ ยักยอกทรัพย์ของนายจ้างจำนวนเท่าไร มีเซลแมนกี่คนที่ใช้เล่ห์หลอกลวงทางการค้า เจ้าของบริษัทคอมพิวเตอร์โกงซ็อฟแวร์โดยผิดกฎหมายเท่าไร และถ้าทราบถึงมูลค่าความเสียหายเหล่านั้น อาจทำให้เข้าใจมากขึ้นว่าทำไมผู้คนจึงพากันประกอบอาชญากรรมคอเชิ้ตขาวกันมากมาย และเมื่อพิจารณาอย่างแท้จริงแล้วเราจะเห็นถึงความไม่สอดคล้องเหมาะสมของการที่ใช้กระบวนการยุติธรรม ซึ่งมีราคาแพงไปพิจารณาคดีที่ไม่สมควรและทำให้นักโทษล้นคุกแทนที่จะพิจารณาคดีอาชญากรรมคอเชิ้ตขาวเหล่านี้ ซึ่งยังให้เกิดความเสียหายมากกว่าหลายร้อยเท่า

ปรากฏการณ์ทางสังคมในวงการยุติธรรมที่เกิดขึ้นในลักษณะนี้เป็นรูปธรรมของ "ความไม่เสมอภาคในการเข้าถึงความยุติธรรม" ที่เกิดขึ้นอันเนื่องมาจาก ความยากจนกับความไม่ยากจน เพราะเหตุแห่งการมีอคติของสังคมและบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมในการเลือกปฏิบัติต่อคนจนของสังคมนั่นเอง

กระบวนการยุติธรรมในความเป็นจริง
บาดหลวงโจเซฟ วเรซินสกี้ (2541, น.49) ได้กล่าวคำสดุดีผู้ตกเป็นเหยื่อของความยากไร้ ไว้เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2530 มีใจความตอนหนึ่งว่า ..."ที่ใดก็ตามที่มนุษย์ทั้งชายและหญิงต้องมีชีวิตอยู่อย่างทุกข์ยากลำเค็ญ ที่นั่นมีการละเมิดสิทธิมนุษยชน"... ซึ่ง วเรซินสกี้ (2541, น.2) เรียกพื้นที่ซึ่งคนยากไร้จากทั่วทุกมุมโลกต้องประสบชะตากรรมร่วมกันคือมีสภาพ "ไร้สิทธิ" และจำต้องแยกตัวเองออกไปอยู่ต่างหากซึ่งแปลกแยกออกจากโลกของคนอื่นที่พวกเขาไม่มีสิทธิจะเข้าไปอยู่ด้วย ว่า "โลกที่สี่" ดังนั้น พื้นที่ของ "โลกที่สี่" จึงครอบครองพื้นที่บางส่วนของกระบวนการยุติธรรมในความเป็นจริงไว้ด้วย โดยเฉพาะเมื่อตัวเลขจากการสำรวจภูมิหลังของผู้ต้องขังในเรือนจำหลายต่อหลายครั้งระบุตรงกันว่า ผู้ต้องขังส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมต่ำ มีรายได้น้อย หนี้สินมาก


ภาพใหญ่ของกระบวนการยุติธรรมในความเป็นจริงที่มี "คนยากจน" "สิทธิที่จะเข้าถึงความยุติธรรม" และ "มีความจำเป็นต้องใช้บริการ" ของกระบวนการยุติธรรมในฐานะใดฐานะหนึ่งภาพของความไม่เสมอภาคเท่าเทียมกันจึงปรากฏแก่สายตาของสังคมตามมา

"กระบวนการยุติธรรมราคาแพง"
แม้ว่า "กระบวนการยุติธรรม" จะเป็นสถาบันทางสังคม เป็นหลักประกันแห่งอำนาจอธิปไตยและเป็นอะไรต่างๆอีกมากมาย รวมทั้งเป็น "บริการของรัฐ" รูปแบบหนึ่งก็ตาม แต่กระบวนการยุติธรรมไทยในปัจจุบันได้ชื่อว่าเป็น "กระบวนการยุติธรรมที่มีราคาแพง" อย่างยิ่ง กล่าวคือ

ประการแรก เป็นกระบวนการยุติธรรมที่ผู้รับบริการต้องเสียค่าใช้จ่าย ได้แก่ ค่าธรรมเนียมศาล ฯลฯ ทั้งๆที่บางครั้งเป็นเรื่องของการร้องขอความเป็นธรรม ก็ตาม

ประการที่สอง เป็นกระบวนการยุติธรรมที่ใช้เวลายาวนานในการดำเนินคดี บางคดีใช้เวลานานถึง 10 ปี กว่าคดีจะสิ้นสุดลง ทำให้คู่กรณีต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมาก เป็นค่าทนายความ ค่าพาหนะเดินทาง และค่าเสียเวลาในการประกอบอาชีพ รวมทั้งรัฐต้องเสียค่าใช้จ่ายสำหรับบุคลากรเพื่อการนี้อย่างมากมายมหาศาล

ประการที่สาม คนยากจนที่ไม่มีเงินหรือหลักทรัพย์ประกันตัวต้องถูกขังระหว่างพิจารณาคดี ซึ่งมีจำนวนมากถึงร้อยละ 40 ของผู้ต้องขังในเรือนจำทั่วประเทศ แม้ว่าส่วนหนึ่งจำเป็นต้องขังไว้เพื่อความปลอดภัยของสังคมก็ตาม แต่ผู้คนเหล่านี้เป็นภาระของรัฐที่ต้องจ่ายค่าอาหารเลี้ยงดูตลอดเวลาอันยาวนานดังกล่าวนี้ ซึ่งเป็นการเพิ่มต้นทุนในการพิจารณาคดีให้สูงยิ่งขึ้น

ประการที่สี่ มีคดีความประเภท mala prohibita คือความผิดที่รัฐกำหนดว่าเป็นความผิด ได้แก่ ยาเสพติด (ผู้ติดยา) การพนัน หลบหนีเข้าเมือง ฯลฯ และคดีอาชญากรรมพื้นฐาน (street crime) ได้แก่ ลัก วิ่ง ชิง ปล้นทรัพย์ซึ่งประกอบอาชญากรรมโดยพวกคอเชิ้ตน้ำเงินเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมมากเกินไป และใช้พื้นที่ส่วนใหญ่ รวมทั้งบุคลากรและงบประมาณกว่าครึ่งหนึ่งของกระบวนการยุติธรรมไปกับเรื่องเหล่านี้ พนักงานเจ้าหน้าที่จึงมีความชำนาญงานคดีเหล่านี้มาก และกระบวนการยุติธรรมก็มีความคุ้นเคยกับงานคดีประเภทนี้ที่มักจะไม่มีมิติของความซับซ้อนมากนัก ไม่ยุ่งยากในการตามรอยพิสูจน์ความผิด

ไม่เหมือนกับคดีประเภทอาชญากรรม คอเชิ้ตขาวที่มีความสลับซับซ้อนมีอิทธิพลเบื้องหลัง
และกระบวนการยุติธรรมขาดความรู้ความชำนาญในการดำเนินการเพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ การใช้กระบวนการยุติธรรมจัดการกับคดีความที่ไม่เหมาะสม หรือพฤติกรรมเบี่ยงเบนรูปแบบต่างๆของสังคมที่อาจใช้มาตรการอื่นทดแทนได้นั้น ทำให้กระบวนการยุติธรรมมีราคาแพงขึ้น ผู้ใช้บริการต้องอดทนและคอยคิวของตนยาวนานขึ้นเป็นลำดับ

ประการที่ห้า มีการใช้กระบวนการยุติธรรมทางอาญาจัดการกับคดีแพ่งบางประเภท เช่น คดีเช็ค ที่ดิน เป็นต้น ทำให้พื้นที่ของกระบวนการยุติธรรมบางส่วนต้องเสียไปเพื่อประโยชน์ของเอกชน ซึ่งควรแก้ไขปัญหาด้วยวิธีการอื่นแทนการใช้กระบวนการยุติธรรมเพื่อการนี้

ประการที่หก กระบวนการยุติธรรมมีราคาแพงเฉพาะเมื่อคนยากจนมาใช้บริการ เพราะกระบวนการยุติธรรมมีวิธีคิดที่ผูกติดกับระบบทุนนิยม มีการนำเอาแนวคิดแบบทุนนิยมมาใช้กับกระบวนการยุติธรรม คือ คิดอัตราการต้องโทษเป็นแรงงาน เมื่อกระทำผิดจึงต้องจ่ายคืนให้กับการประกอบอาชญากรรมของตนด้วยการติดคุก คนยากจนไม่มีเงินซื้อตัวเองออกมาจากการจำคุกจึงต้องยินยอมจ่ายคืนให้กับการกระทำผิดของตนด้วยการต้องโทษจำคุกแทน

และถึงแม้ว่าจะมีการใช้วิธีการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดในสังคมหรือปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดโดยไม่ใช้เรือนจำก็ตาม แนวคิดแบบทุนนิยมก็ยังคงติดตามผู้กระทำผิดออกมาจากเรือนจำสู่มาตรการทำงานบริการสังคม แทนการกักขัง แทนค่าปรับที่คิดคำนวณการกักขังแทนค่าปรับไว้ในอัตรา 200 บาทต่อคนต่อวัน และเปลี่ยนเป็นสัดส่วนจำนวนวันที่คนยากจนซึ่งต้องโทษปรับต้องชดใช้เงินค่าปรับให้แก่รัฐเป็นแรงงานแทน ขณะที่คนร่ำรวยมีเงินจ่ายค่าปรับไม่ต้องประสบปัญหาเรื่องนี้แต่อย่างใด (วันที่นำเสนอบทความนี้ กฎหมายกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาขั้นสุดท้ายของรัฐสภา)

วิธีการนี้นับได้ว่าเป็น "กระบวนการยุติธรรมทางเลือก" ที่น่าสนใจวิธีหนึ่งแต่เป็นวิธีการที่มีผลดีอย่างแท้จริงต่อสถานภาพการเป็นคนยากจนที่ไม่มีเงินจ่ายค่าปรับให้แก่รัฐหรือไม่ หรือกระบวนการยุติธรรมได้ช่วยลดช่องว่างระหว่างคนจนกับคนร่ำรวยหรือไม่ หรือยิ่งกลายเป็นการกำหนดมาตรการรองรับความไม่เท่าเทียมกันให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น หรือว่าเป็นการแสดงการยอมรับว่าผู้ที่อยู่ใน "โลกที่สี่" เป็นผู้ไร้สิทธิ และสามารถถูกกระทำได้อย่างแท้จริง


ด้วยเหตุนี้ ต้นทุนในการจัดบริการด้านงานยุติธรรมจึงสูงกว่าที่ควรจะเป็น ส่งผลให้กระบวนการยุติธรรมเหมาะสมกับการให้บริการแก่ผู้ที่สามารถจับจ่ายทรัพย์สินเงินทองเพื่อการนี้ ได้มากกว่าที่จะเป็นกระบวนการยุติธรรมซึ่งเหมาะสมกับการเข้ารับบริการสำหรับผู้คนในสังคมทุกชนชั้น ที่มีสถานภาพทางเศรษฐกิจและสังคมแตกต่างกัน จนทำให้ประชาชนรู้สึกได้อย่างสนิทใจว่าเป็น "กระบวนการยุติธรรมของประชาชน" อย่างแท้จริง มิใช่ "กระบวนการยุติธรรมของรัฐ" ที่ยากแก่การเข้าถึงและเข้าใช้บริการ

กระบวนการยุติธรรมกับการใช้วิธีการนอกระบบ

เป็นความจริงที่น่าตระหนกหากทราบว่า "รัฐ" กับ "องค์การอาชญากรรม" ต่างก็ทำงานสองอย่างเช่นเดียวกัน คือ การเก็บภาษีสำหรับรัฐ หรือ เก็บค่าคุ้มครองสำหรับองค์การอาชญากรรม และ การรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองภายใต้กฎหมายของรัฐ หรือ การให้ความคุ้มครองแก่ผู้จ่ายค่าคุ้มครองภายใต้กฎกติกาที่องค์การอาชญากรรมกำหนดขึ้นขององค์การอาชญากรรม ดังนั้นบนพื้นฐานข้อมูลเชิงเปรียบเทียบสองชุดดังกล่าว "กระบวนการยุติธรรม" กับ "วิธีการนอกระบบ" จึงต่างก็ทำหน้าที่เป็นกลไกในการรักษากฎเกณฑ์ที่ "ผู้มีอำนาจ" กำหนดขึ้นเช่นเดียวกัน

แตกต่างกันตรงที่ รัฐสามารถอ้างถึงความถูกต้องชอบธรรมในการจัดการกับองค์การอาชญากรรมได้อย่างชัดเจน และเคยชินต่อการที่ทึกทักว่าจะจัดกระบวนการยุติธรรมอย่างไรก็ได้ ผู้ใช้บริการก็จำต้องใช้ เพราะเป็นสินค้าผูกขาดที่ผู้ใช้บริการจะอย่างไรก็ต้องใช้ช่องทางนี้

แต่อย่างไรก็ตาม วิธีคิดดังกล่าวเริ่มถูกตั้งคำถามจากประชาชนที่มีศักยภาพ และความพร้อมที่เริ่มเข้ามามีบทบาทตรวจสอบการทำงานของภาครัฐในทุกภาคส่วน โดยเฉพาะหลังจากที่มีการใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 เป็นต้นมา ว่าบริการของกระบวนการยุติธรรมนั้น ได้คำนึงถึงความต้องการของผู้รับบริการเพียงใด มีบริการที่เหมาะสมกับความหลากหลายของกลุ่มผู้รับบริการมากน้อยเพียงใด ฯลฯ

อย่างไรก็ตาม การเดินทางสู่ "ความยุติธรรม" ของ "คนยากจน" ด้วย "กระบวนการยุติธรรมราคาแพง" เมื่อเกิดคดีความขึ้นนั้น เป็นปัญหาที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกทั้งของผู้ให้บริการซึ่งก็คือ "รัฐ" และผู้รับบริการ ซึ่งได้แก่ ผู้กระทำผิด เหยื่ออาชญากรรม หรือผู้เสียหาย พยาน ตลอดจนคู่กรณีที่มีความขัดแย้งกันหรือกระทำการล่วงละเมิดแก่กันด้วยความผิดฐานใดฐานหนึ่ง ทั้งๆที่ การอำนวยความยุติธรรมจัดว่าเป็น "บริการขั้นพื้นฐาน" อย่างหนึ่งของสังคม

แต่หากสังคมใดสร้างช่องทาง "การเข้าถึงความยุติธรรม" ไว้สูงส่งเกินกว่าผู้คนบางกลุ่มในสังคม (ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการประกอบอาชญากรรม) จะสามารถใช้บริการได้โดยง่ายด้วยแล้ว ย่อมเล็งเห็นผลได้ถึงอันตรายที่เกิดขึ้นจาก "การใช้วิธีการนอกระบบ" จัดการกับความเหลื่อมล้ำและความขัดแย้งที่เกิดขึ้น และทำให้ผู้คนคุ้นเคย เคยชินกับการจัดการกับปัญหาด้วยความรุนแรง ใช้การแก้แค้นแทนการแก้ปัญหาโดยใช้ "คนกลางของรัฐหรือชุมชน" ในรูปของกระบวนการยุติธรรมหรือกระบวนการยุติธรรมทางเลือก (Alternative Dispute Resolutions หรือ ADRs) ด้วยเหตุนี้ จึงมีความจำเป็นต้องปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมของรัฐให้เป็นช่องทางที่ง่ายต่อการเข้ารับบริการ เพื่อประชาชนทุกหมู่เหล่าจะสามารถใช้เป็นช่องทางเรียกร้องหาความเป็นธรรมได้อย่างเสมอภาคกัน

บทสรุป
ตลอดช่วงเวลายาวนานแห่งประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา สัมพันธภาพระหว่าง "คนยากจน" กับ "กระบวนการยุติธรรม" จัดว่าเป็นความสัมพันธ์ที่แนบแน่นเคียงคู่กันตลอดมา โดยผู้คนเหล่านี้ได้เข้ามาเป็นลูกค้าของกระบวนการยุติธรรมในทุกขั้นตอน และบ้างก็ใช้เป็นสถานที่พักพิงยาวนานทั้งชีวิต ซึ่งถ้าหากว่า "รัฐและสังคม" ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงกลุ่มคนยากจนทั้งหมดในสังคม ให้กลายเป็นคนที่ไม่ยากจนโดยทั่วหน้ากันแล้ว "กระบวนการยุติธรรม" ก็ควรจะต้องเป็นหน่วยงานแรกๆที่กำหนดวิสัยทัศน์และพันธกิจ ในการจัดให้มีบริการที่เหมาะสมกับกลุ่มคนเหล่านี้อย่างมีมนุษยธรรมเพื่อรองรับ "ความไม่เสมอภาคเท่าเทียมกัน" และจะต้องตระหนักโดยทั่วกันว่า "กระบวนการยุติธรรม" ทั้งองคาพยพจะไม่แสดงบทบาทเป็นผู้กระทำการละเมิดสิทธิหรือกระทำการอย่างมีอคติต่อคนยากจนเหล่านี้เสียเอง

 

อ้างอิงจาก

มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน

เอกสารอ้างอิง

โจเซฟ วเรชินนสกี้ (เขียน) อมรสิริ สัณห์สุรัติกุล (แปล), 1989: ปัญหาสิทธิมนุษยชน. กรุงเทพมหานคร:
โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. 2541.
อดุลย์ เอี่ยมเกื้อกูล รตท. "การวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจกับปัญหาอาชญากรรม: ศึกษาเฉพาะกรณีประเทศไทย" วิทยานิพนธ์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2519.


Eitzen, Stabley. And Linn, Maxine. 2000. Social Problems. Eight edition. Boston: Allyn and Bacon.
Schmelleger, Frank. 1996. Criminology for Today. Englewood Cliffs, New Jersey: Prentice-Hall, Inc.
Valentine, A. Charls. Culture and Poverty. Chicago: The University of Chicago Press, 1969.