มหาวิทยาลัยไม่ควรยึดถือการหาเงินเป็นเป้าหมายอันดับแรก
นี่คือคำพูดของปูชนียบุคคลท่านหนึ่งของประเทศไทย ศ. ดร. เกษม สุวรรณกุล ในการประชุมสภามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เมื่อวันที่ ๗ ส.ค. ๕๓ ในวาระรับทราบหนังสือจาก สกอ. เรื่องให้สภามหาวิทยาลัยรับรู้และพิจารณาความเหมาะสมเรื่องการเปิดหลักสูตรนอกสถานที่
ผมเห็นด้วยกับความคิดเชิงอุดมคตินี้ แต่มีคำถาม
๑. ทำอย่างไรจึงจะเผยแพร่ความคิดนี้ให้ได้ผลในทางปฏิบัติ
๒. สำหรับมหาวิทยาลัยเอกชน ควรมีวิธีการกำกับดูแลอย่างไร ให้เดินตามอุดมคตินี้
๓. หรือว่าอุดมคตินี้เป็นของล้าสมัยไปแล้ว
โปรดให้คำแนะนำแก่ผมด้วย
วิจารณ์ พานิช
๑๑ ส.ค. ๕๓
เห็นด้วยกับหัวข้อนี้เป็นอย่างยิ่ง แต่มหาวิทยาลัยของรัฐแถวอิสานที่ตนเองสอนอยู่ เวลาทำหลักสูตร กรรมการสภามหาวิทยาลัยให้โจทย์เอาไว้ตอบว่า หลักสูตรนี้เมื่อเปิดจะคุ้มค่าได้กำไรเท่าใด ถ้าขาดทุนก็ไม่อนุมัติ คณะสาขาสังคมศาสตร์ บริหาร บัญชีหรือการเมืองการปกครอง โรงแรม รับนักศึกษาชั้นปีละ 500-1000 คน เรียนเป็นกลุ่ม เรียนวิชาพื้นฐาน เช่น ภาษาอังกฤษห้องละ 100-200 คน ยิ่งสอนนักศึกษามาก อาจารย์ได้เงินมาก ส่วนคณะสาขาวิทยาศาสตร์ ต้องมี lab สอนได้จำนวนไม่มาก เงินทองในการบริหารคณะก็ไม่มี เพราะมหาวิทยาลัยใช้หลักว่าใครหาได้มาก สามารถตั้งเบิกจ่ายทุกอย่างได้มาก เช่น ค่ากรรมการสอบ ค่ากรรมการคุมวิทยานิพนธ์ ค่าสอน ฯลฯ มีเงินจนกระทั่งสามารถพาเจ้าหน้าที่ทุกลำดับชั้นไปเที่ยวทั้งเมืองไทยและเมืองนอกได้ จนกระทั่งหน่วยงานที่ไม่ได้มีหน้าที่สอนแต่เป็นสถาบันวิจัย ยังต้องกระโดดมาทำการสอนไม่ทำแล้ววิจัย ได้เงินเป็นกอบเป็นกำ จนกระทั่งมีการร้องเรียนว่า จ่ายครบจบแน่ สมองทึบปัญญาอ่อนก็จบได้ แต่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยบอกว่าการร้องเรียนเป็นเรื่อง conflict ภายใน เรื่องไร้สาระ มหาวิทยาลัยแห่งนี้มีคุณภาพคับแก้วแน่นอน แล้วทราบหรือไม่ มีการคอปรับชั่นกันถ้วนหน้า ตั้งแต่เจ้าหน้าที่การเงิน พัสดุ ดูแลคอมพิวเตอร์ จนถึงอาจารย์และผู้บริหาร ทั้งๆที่มีระบบควบคุมภายใน ควบคุมความเสี่ยง (เพราะทำแต่ระบบที่เป็นตัวหนังสือที่เขียนอย่างไรก็ได้) เมื่อตรวจสอบพบว่ามีเงิน หรือ ของหลวงหายก็ตั้งกรรมการตามแบบอย่างของราชการ (เจ้าหน้าที่บางคนที่รู้ตัวก็รีบหนีหายไปก่อน) บางคนก็ยังอยู่ให้กรรมการซักถาม เพราะรู้ว่ากรรมการนี้ทำงานราชการทั่วไป จนเกษีรณแล้วก็ยังสอบไม่เสร็จ บางคดีสอบเสร็จรู้แน่ชัดก็ยังให้ทำงานเช่นเดิมไม่เห็นจะเดือนร้อน บางคนก็ให้ย้ายที่ทำงานไปอยู่หน่วยงานอื่น แล้วก็ทำความเดือนร้อนให้หน่วยงานใหม่ก็ตั้งกรรมการสอบอีกรอบ เห็นวัฎจักรของการทำงานในมหาวิทยาลัยแห่งนี้แล้วเหนือยแทน สกอ ก็บอกว่ามหาวิทยาลัยมีความเป็นอิสระ ไม่สามารถเข้าไปเกี่ยวข้องได้ สิ่งที่ตอนนี้อยากเห็นมากที่สุดคือ เมื่อไหร่สกอ จะเอาจริงเอาจังเรื่อง TQF ที่ทำให้การศึกษามีคุณภาพ เพราะอาจเป็นสิ่งที่แรกที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้จะมีคุณภาพขึ่นได้เป็นอย่างน้อย
มันต้องกรองคนครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน แต่มันมีอยู่จริง แม้กระทั่งในหลายสถาบัน ปัญหาเกิดเพราะความอยากของคน ทุกคนมีความอยาก แต่อยากเกินจริยของความเป็นมนุษย์จะทำกัน ผมเองอยู่ในวงการหลากหลายวงการครับ เคยเห็นหลากหลาย แต่บางสิ่งก็พยายามเข้าใจเขาครับ ..คนโต ๆ อยู่บนหัวเรือของหลายสถาบัน มีทั้งดีและไม่ดี ดังที่พระบรมราโชวาทครับ เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงคนไม่ดีให้ดีได้ แต่เราสามารถที่จะเลือกคนดีให้ได้ปกครองบ้านเมือง ผมฟังทีไร ก็น่าจะเป็นวิธีการเดียวครับที่คนในสังคมต้องออกมายอมรับหรือเปลี่ยนแปลงกับสิ่งเหล่านั้น ....สถาบันการศึกษาหลายเป็นสถาบันแห่งความเน่าเฟะทางจริยธรรม ..และการศึกษาไร้ประสิทธิภาพ ..เคยดูหนังเรื่องหนึ่งครับ ครูสอนวิชาภาพยนต์อิจฉาลูกศิษย์ของตัวเอง ขโมยภาพยนต์ไปขาย..ข้อนี้บ่งบอกถึงอะไรบางอย่างครับ..เราต้องยอมรับและเปลี่ยนแปลงทั้งตัวเราเองและคนในสังคม..อาจารย์ในมหาวิทยาลัยไม่น้อย ที่อยู่ในข่ายนี้...แม้กระทั่งสถาบันของผมเอง...เยอะมากครับ ...
ลาภและยศเป็น "เหยื่อของโลก..."
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย….
ลาภและยศนั้นเป็น “เหยื่อของโลก” ที่น้อยคนนักจะสละและวางได้ จึงแย่งลาภแย่งยศกันอยู่เสมอ
เหมือนปลาที่แย่งเหยื่อกันกิน แต่หารู้ไม่ว่า เหยื่อนั้น มีเบ็ดเกี่ยวอยู่ด้วย
หรือเหมือนไก่ ที่แย่งไส้เดือนกัน จิกตีกัน ทำลายกัน จนพินาถกันไปทั้งสองฝ่าย น่าสังเวชสลดจิตยิ่งนัก
ถ้ามนุษย์ในโลกนี้ ลดความโลภลง มีการเผื่อแผ่ เจือจาน โอบอ้อมอารี
ถ้าเขาลดโทสะลง มีความเห็นอกเห็นใจกัน มีความเมตตากรุณาต่อกัน
และลดโมหะลง ไม่หลงงมงาย ใช้เหตุผลในการตัดสินปัญหาและดำเนินชีวิต
“โลกนี้จะน่าอยู่อีกมาก...”
แต่ช่างเขาเถิด...!
หน้าที่โดยตรงและเร่งด่วนของเธอ คือ ลดความโลภ ความโกรธ และความหลงของเธอเอง ให้น้อยลง “แล้วจะประสบความสุข ความเยือกเย็นขึ้นมาก”
เหมือนคนลดไข้ได้มากเท่าใด ความสบายกายก็มีมากขึ้นเท่านั้น... (พุทธโอวาทก่อนปรินิพพาน)