อวตาร

อวตารลงมาเป็น (นรสิงหาวตาร)

ยักษ์ที่ชื่อ หิรัณยกศิปุ ซึ่งเป็นน้องชายฝาแฝดกับยักษ์ ที่ชื่อ หิรัณยกษะ(อยู่ในปางที่1)ได้ขึ้นมาเป็นใหญ่แทนผู้พี่ที่ถูกพระนารายณ์ฆ่าตาย เมื่อครั้งที่พระนารายณ์ทรงอวตารลงมาเป็น หมูป่า ชื่อ วราห์ ยักษ์ตนนี้มีจิตใจหยาบช้ากว่าผู้พี่ยิ่งนัก ได้นั่งบำเพ็ญตบะขอพรต่อพระพรหมธาดาว่า ขออย่าให้ตายกลางวัน ขออย่าให้ตายกลางคืน ขออย่าให้ตายนอกบ้าน ขออย่าให้ตายในบ้าน ขออย่าให้ตายด้วยเทวดา มนุษย์ สัตว์เดรัจฉาน และอย่าให้ตายด้วยอาวุธใดๆในสากลโลก เมื่อได้พรตามที่ต่อการพญายักษ์ตนนี้ก็เกิดความหึกเหิมไม่เกรงกลัวผู้ใดแม้แต่พระผู้เป็นเจ้า จึงทำให้พระนารายณ์ต้องอวตารลงมาเป็นนรสิงห์ ซึ่งมีร่างครึ่งคนครึ่งสิงห์ และได้มาดักรอ พญายักษ์ตนนี้ที่ทางเข้าหน้าท้องพระโรงของตน ระหว่างที่พญายักษ์ หิรัณยกศิปุกำลังจะก้าวขาออกมา นรสิงห์ก็ได้ถามว่า ตอนนี้ท่านอยู่ในบ้านหรือนอกบ้าน พญายักษ์ก็ได้ตอบไปว่า ไม่ใช้ทั้งในบ้านและนอกบ้าน นรสิงห์ก็ได้ถามต่อไปอีกว่าเวลานี้เป็นเวลากลางคืนหรือกลางวัน พญายักษ์ก็ตอบว่า ไม่ ใช้กลางคืนและกลางวันแต่เป็นเวลาโพล้เพล้ นรสิงห์ถามต่อว่าอันตัวข้าคือ เทวดา มนุษย์ หรือสัตว์ พญายักษ์ตอบว่า ไม่ใช้ทั้งเทวดา มนุษย์และสัตว์ นรสิงห์ได้ยกกรงเล็บขึ้นมาแล้วถามว่าที่เห็นอยู่ใช้อาวุธหรือไม่ พญายักษ์ตอบว่าไม่ใช้ นรสิงห์จึงได้พูดขึ้นมาว่า บัตินี้พรของเจ้าได้เสื่อมแล้ว และตัวของเจ้าก็ตกอยู่ในภาวะอันนอกเหนือจากพรหมประกายศิตทุกประการแล้ว กล่าวจบ นรสิงห์ก็ได้จัดการ พญายักษ์ที่ชื่อ หิรัณยกศิปุด้วยกรงเล็บ เป็นอันจบ......พิธี