“ทำไมนักเรียนอ่านหนังสือไม่ออก” คิดหาสาเหตุได้มากมายบ้างก็ว่าเพราะบกพร่องทางการเรียนรู้ ถามต่อว่าทำไมบกพร่องทางการเรียนรู้ เพราะพ่อแม่ก็บกพร่องทางการเรียนรู้ เคยสอนมาแล้วทั้งตระกูลบกพร่องเหมือนกันหมด...

         เมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปทัศนศึกษาร่วมกับคณะครูประวัติศาสตร์ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุทัยธานี เขต 1 ของเรา ณ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ระหว่างเส้นทางที่รถบัสของเราผ่านไปนั้นก็ได้เห็นป้ายโฆษณาหน้าบ้านหลังหนึ่ง น่าสนใจมาก นับเป็นป้ายโฆษณาที่ผมยอมรับว่าแปลกใหม่ไม่เคยเห็นมาก่อนทั้งๆ ที่ข้อความหรือสินค้าที่โฆษณานั้นเป็นเรื่องเก่าๆ ที่พบเห็นกันจนคุ้นชินมานานแล้ว

ครับ...ตามที่ท่านเห็นในภาพนี้นั่นแหละครับ เจ้าของบ้านนี้เค้ารับสอนนักเรียนที่อ่านหนังสือไม่ออก แวบแรกที่เห็นป้ายนี้ผมก็นึกชื่นชมในความคิดของผู้ประกอบการรายนี้ว่าช่างมีไอเดียที่บรรเจิดจริงๆ คงจะหาลูกค้าได้มากมายทีเดียว แต่มาคิดอีกทีว่ากลุ่มลูกค้ากลุ่มนี้จะเป็นใครกันนะ อายุเท่าไร กำลังเรียนชั้นอะไรกันบ้างและส่วนใหญ่มีลักษณะของความบกพร่องทางสมอง ที่หลายคนชอบเหมาเอาว่าเป็นพวก LD หรือไม่...ผมสอบถามคนรู้จักก็ได้ทราบว่าผู้ประกอบการมีลูกค้าเป็นนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา เป็นส่วนใหญ่ มีบ้างที่เรียนในระดับมัธยมต้น นักเรียนทุกคนสมองปกติ ทุกคนที่เข้ามารับบริการและจบออกไปจากสถาบันนี้อ่านออกทุกคนรับประกันได้ นับว่ากิจการกำลังไปได้สวยทีเดียว
       ต่อกรณีนี้ เรา (ผมหมายถึงท่านผู้อ่านที่เป็นครูเหมือนผม) ในฐานะของผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงคงต้องหาคำตอบที่อาจจะอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลกับปรากฏการณ์ของปัญหานักเรียนอ่านหนังสือไม่ออก ที่กำลังเป็นประเด็นสำคัญของการจัดการศึกษาของไทยในเวลานี้ เท่าที่ทราบแม้แต่ประเทศเพื่อนบ้านที่หลายคนบอกว่าด้อยพัฒนาก็ไม่มีปรากฏการณ์เช่นว่านี้

การตั้งคำถาม “ทำไม” เพื่อหาคำตอบที่ต้องการสำหรับประเด็นปัญหาเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหา เป็นวิธีการหนึ่งที่หลายหน่วยงานนำมาใช้ แต่คำถาม “ทำไม” เพียงคำถามเดียวอาจไม่นำไปสู่คำตอบ จึงควรจะต้องถามว่า “ทำไม ทำไม ทำไม” เพื่อสืบหาสาเหตุที่เป็นรากเหง้าของปัญหา เราอาจจะต้องถามคำถาม “ทำไม” แตกสาขาออกไปจาก 1 เป็น 2 จาก 2 เป็น 4 ...จนอาจจะถึง 5 ทำไม หรือ 5 Whys (ตามภาพด้านล่าง) หรือจนค้นพบต้นตออันเป็นสาเหตุของปัญหาที่แท้จริง วิธีการนี้บริษัทรถยนต์โตโยต้าคิดค้นและนำมาใช้แก้ปัญหาในกิจการของบริษัทอย่างได้ผลและปัจจุบันได้นำมาใช้ในหลายๆ วงการโดยเฉพาะวงการการศึกษา

 

 เมื่อได้สาเหตุที่คิดว่าเป็นต้นตอของปัญหาแล้วก็ควรนำไปหาวิธีการหรือแนวทางการแก้ปัญหา เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหานั้นๆ ด้วยประเด็น “นักเรียนอ่านหนังสือไม่ออก” เราเพิ่มคำถาม “ทำไม” ไว้ข้างหน้าประเด็นก็จะได้คำถาม “ทำไมนักเรียนอ่านหนังสือไม่ออก” คิดหาสาเหตุได้มากมายบ้างก็ว่าเพราะบกพร่องทางการเรียนรู้ ถามต่อว่าทำไมบกพร่องทางการเรียนรู้ เพราะพ่อแม่ก็บกพร่องทางการเรียนรู้ เคยสอนมาแล้วทั้งตระกูลบกพร่องเหมือนกันหมด...หากใช้การวิเคราะห์สาเหตุแบบนี้ก็จะนำไปสู่ทางตันในการแก้ปัญหาและไม่อาจแก้ปัญหาได้ การหาสาเหตุของปัญหาจึงควรตั้งอยู่บนหลักของเหตุผลตามความเป็นจริง  การโยนบาปให้ผู้อื่นไม่นำไปสู่การแก้ปัญหาได้

        ยังมีปัญหาในการจัดการศึกษาอีกหลายประเด็นที่ต้องการการหาสาเหตุที่แท้จริงของปัญหาและมีลักษณะเฉพาะของแต่ละแห่งแต่ละที่ตามบริบทที่เกี่ยวข้อง เช่น นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ต่ำ, โรงเรียนไม่ผ่านมาตรฐานฯ, นักเรียนคิดวิเคราะห์ไม่เป็น, ครูไม่ใช้หลักสูตรฯ ในการสอน, ครูไม่ยึดมาตรฐานหลักสูตร ตัวชี้วัดในการสอน, โรงเรียนไม่มีการประเมินคุณภาพภายใน, ขาดการนิเทศภายในโรงเรียน, ครูผู้สอนไม่ได้รับการนิเทศ ฯลฯ ลองชักชวนเพื่อนครูในโรงเรียนเพื่อมีส่วนร่วมกัน จับประเด็นมาใส่คำถาม “ทำไม ทำไม ทำไม” ท่านจะพบหนทางที่นำไปสู่การแก้ปัญหา ที่อาจจะมาในรูปของโครงการ กิจกรรมของโรงเรียนหรือหน่วยงาน อันเป็นวิธีการแก้ปัญหาที่มีที่มาที่ไป ไม่ใช่การนั่งเทียนคิดโครงการรายวันออกมากลายเป็นภารกิจที่ไม่ได้นำไปสู่การแก้ปัญหา ทำไปก็ไร้ผล เสียทั้งเงิน เสียทั้งเวลาเปล่าเปล่า...อ้อ! เกือบลืมโจทย์สำคัญสำหรับการศึกษาไทยวันนี้ "ทำไมนักเรียนจึงตีกัน"  บอกข้อมูลเพิ่มเติมอีกนิดก็ได้ว่า นักเรียนไทยเป็นนักเรียนประเทศเดียวในโลกที่ทำร้ายกันเพราะต่างสถาบัน ช่วยระดมสมองหน่อยครับ...ทำไม...ทำไม...ทำไม...