ประวัติทั่วไปของตำบลสะดาวา

ประวัติความเป็นมาของตำบล

     คำว่า  “  สะดาวา  มาจากภาษามาลายูว่า  “สะดาวอ    ซึ่งมีความหมายว่า   ดินปืนเพราะสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1      มีผู้นำหมู่บ้านผู้หนึ่งเป็นผู้ที่อำนาจมากในพื้นที่     และได้รวบรวมผู้คนเพื่อก่อตั้งเป็นชุมชนขึ้นมา  เมื่อก่อตั้งชุมชนขึ้นมาได้แล้ว   จึงได้ทำการผลิตกระสุนปืนขึ้นเพื่อใช้ในยามสงครามโลกครั้งที่ 1 กระสุนปืนที่ผลิตขึ้นมานั้นได้ใช้ผงสะดาวอ ซึ่งเป็นผงที่มีประสิทธิภาพสูงพอสงครามสงบลง  ชาวบ้านในที่นี้ยังคงยึดอาชีพทำดินปืนขาย จากนั้นก็ได้ตั้งเป็นตำบลสะดาวอขึ้นมา     และชาวบ้านได้เรียกเพี้ยนเป็น    “สะดาวา    มาจนถึงบัดนี้

                                              ***************************************     

 2.2  ประวัติความเป็นมาของหมู่บ้าน

ประวัติความเป็นมาของหมู่  1   

บ้านลือเมาะ

          คำว่า  “ลือเมาะ”    แปลว่า  ความอ่อนล้า  ความเหนื่อยล้า 

ในสมัยก่อนหมู่บ้านแห่งนี้เป็นคลอง  2  ข้างทาง    เป็นหมู่บ้านที่มีการเดินทางข้ามคลองของพ่อค้าแม่ค้าชาวไทยและต่างชาติในสมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2   ไม่ว่าใครได้ผ่านมาทางหมู่บ้านแห่งนี้ จากคนที่มีความรู้สึกขยันไม่รู้สึกเหนื่อยจะกลายเป็นคนที่อ่อนแอจะมีความรู้สึกอ่อนล้าในทันทีโดยไม่ทราบสาเหตุ  จึงได้เรียกว่า     บ้านลือเมาะ    หรือหมู่บ้านแห่งความอ่อนล้าจนถึงปัจจุบัน

 สัญลักษณ์ประจำหมู่บ้าน  คือ   ความอ่อนล้า

 ***************************************

ประวัติความเป็นมาของหมู่  2   

บ้านสิเดะ

        คำว่า  “สิเดะ”    แปลว่า  ความซื่อสัตย์สุจริต  

ในสมัยนั้นหมู่บ้านแห่งนี้ ได้มีเพียงชายผู้หนึ่งซึ่งมีนามว่า “ซีดิ๊” อาศัยอยู่  แกเป็นคนมีนิสัยดี ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ตั้ง  เป็นที่เคารพนับถือของคนทั่วไป เพื่อน ๆ จะเรียกชื่อแกว่า  “ ซีดิ๊ ๆ”  พอนาน ๆ   เข้า

ก็เพี้ยนเป็น สิเดะ(ปัจจุบัน)หมู่บ้านแห่งนี้จะรู้จักในนามของนายซีดิ๊  ชายชราผู้ซื่อสัตย์และเป็นหมู่บ้านแห่งความซื่อสัตย์   ใครที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านนี้  จะเป็นคนที่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ตั้ง  พอชายชราซีดิ๊ เสียชีวิตลง  ชาวบ้านได้เรียกหมู่บ้านนี้เพี้ยนเป็นบ้านสิเดะ   ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา   จนถึงปัจจุบัน  และได้นำชื่อหมู่บ้านตั้งเป็นนามสกุลกันอย่างแพร่หลาย

 สัญลักษณ์ประจำหมู่บ้าน  คือ   ซื่อสัตย์

 ****************************************

 ประวัติความเป็นมาของหมู่  3 

บ้านอีบุ๊

   คำว่า  “อีบุ๊”   แปลงมาจากคำว่า  “อีบุ”  ซึ่งแปลว่า   เจ้าของ หรือ แม่  

แต่เดิมบ้านอีบุ๊จะเป็นคลอง   2    ข้างทาง   เรียกเป็นภาษายาวีว่า      “กาแลแน” โดยคำนี้แปลงจากคำว่า  อีบุ๊  อีกทีหนึ่ง โดยที่  กาแล  เป็นภาษายาวี  แปลว่า   คลองและ  แต่เดิมหมู่บ้านแห่งนี้    มีเจ้าของคลองชื่อว่า “โต๊ะแน”  เป็นบุคคลคนแรกที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านและเป็นเจ้าของเขตพื้นที่นี้       เรียกคลองนี้ว่า

 “ คลองโต๊ะแน ”หรือ“ กาแลโต๊ะแน ” เจ้าของคลอง โต๊ะแนหรือเจ้าของพื้นที่ ได้เสียชีวิตลงชาวบ้าน

ได้เรียกหมู่บ้านว่า   กาแลโต๊ะแน   แล้วเพี้ยนเป็น  บ้านกาแลแน จนถึงปัจจุบันส่วนคำว่า  อีบุ๊  เดิมจะเป็นชื่อเรียกตามสถานที่อยู่ของผู้ใหญ่บ้านอีบุ๊และเรียกอย่างนี้จนถึงปัจจุบัน ส่วน  กาแลแน  ก็เป็นบ้านหนึ่งที่อยู่ในเขตหมู่บ้านอีบุ๊  และเพี้ยนเรียกเป็น อีบุ๊ จนถึงปัจจุบัน

 สัญลักษณ์ประจำหมู่บ้าน  คือ   คลอง

 **************************************

ประวัติความเป็นมาของหมู่  4 

บ้านศาลาสอง

      คำว่า  “ศาลาสอง”  แปลว่า  วอกะ

บ้านศาลาสองแต่เดิมหมู่บ้านนี้ไม่มีบ้านผู้คนอาศัยอยู่เลยจะมีแต่ศาลาอยู่  2  ลูก อยู่คู่กันและมีบ่อน้ำอยู่ใกล้กับศาลา  2  ลูกนี้  เป็นเอกลักษณ์  ศาลา  2  ลูกนี้จะเป็นที่พักหลบร้อนของผู้คน   ในหมู่บ้านต่าง ๆ ที่เดินทางผ่านมาทางศาลา  2  ลูกนี้   และจะใช้น้ำในบ่อไว้ดื่มแก้ร้อน   แก้เหนื่อย  คนแรกที่มาปักหลักอยู่ที่หมู่บ้านนี้    คือ    นายหะยีมะ    ซึ่งปลูกบ้านเรือนใกล้ศาลา  2  ลูกนี้    และบ่อน้ำโบราณ   ปัจจุบันนายหะยีมะได้เสียชีวิตแล้วต่อมามีชาวบ้านจากหมู่อื่น ตำบลอื่น เช่น ม.5 ,ม.3 ,ม.6 และบ้านบือแนปีแน   ต.ประจัน   มาปักหลักปลูกบ้านเรือนอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากขึ้น       ส่วนใหญ่ที่ย้ายมาอยู่มากคือ   ม.5  บ้านอาโห  และได้เกิดเป็นหมู่บ้านศาลาสองขึ้นมา ปัจจุบันศาลา  2  ลูกนี้ไม่ได้ปรากฏแล้ว   เหลือเพียงที่ดินว่างเปล่า     แต่บ่อร้างโบราณที่อยู่ใกล้ศาลายังคงอยู่จนถึงปัจจุบันและยังใช้ประโยชน์เหมือนสมัย

ก่อนทุกอย่าง ปัจจุบันพื้นดิน    ซึ่งเป็นที่ตั้งศาลา 2  ลูก และบ่อโบราณอยู่ตรงกันข้ามปั๊มน้ำมันและร้านก๋วยเตี๋ยวปัจจุบัน ใน ม.4  บ้านศาลาสอง  ต.สะดาวา

 สัญลักษณ์ประจำหมู่บ้าน  คือ  ศาลา  2  ลูก

 ****************************************

 ประวัติความเป็นมาของหมู่  5 

บ้านอาโห  

        คำว่า  “อาโห”  เป็นชื่อของไม้ไผ่ชนิดหนึ่งที่มีอยู่มากในหมู่บ้านแห่งนี้ชื่อว่า  ไม้ไผ่อาโห

ในปัจจุบันไม้ไผ่อาโหยังมีอยู่มากมาย    2       ข้างทางเข้าหมู่บ้าน               หมู่บ้านอาโหนี้เกิดก่อนสมัย สงครามโลกครั้งที่   2   และในหมู่บ้านนี้สมัยนี้นั้น   ชาวบ้านจะเลี้ยงช้างไว้เป็นจำนวนมากและหมู่บ้าน

นี้จะเป็นทางผ่านของช้างด้วย    ระหว่างที่ช้างผ่าน  2 ข้างทางจะเต็มไปด้วยไม้ไผ่อาโหเต็มไปหมด หรือเรียกอีกนัยหนึ่งว่าเป็น  “ทางผ่านของช้าง”หรือ  “ประตูทางผ่านของช้าง”    และไม้ไผ่อาโหนี้ยังเป็นอาหารของช้างอีกด้วย  รวมถึงเป็นทางผ่านของช้างที่ออกศึกในสมัยสงครามโลกครั้งที่  2    อีกด้วยและ 

ปัจจุบันไม้ไผ่อาโหได้ค่อย ๆหมดไปพร้อมกับช้างที่มีอยู่คู่กันมาและได้เรียกหมู่บ้านนี้ว่า        บ้านอาโห 

       สัญลักษณ์ประจำหมู่บ้าน  คือ  ไม้ไผ่

 ***************************************

ประวัติความเป็นมาของหมู่  6 

บ้านบากง

     คำว่า  “บากง”  แปลว่า  “ตลิ่งทอง

ชาวบ้านบากง  เดิมอยู่ที่บ้านตือบิงหม๊ะ   (ตลิ่งทอง)    ได้แยกย้ายจากหมู่บ้านตือบิงหม๊ะ     ส่วนหนึ่ง

ไปอยู่ที่บ้านยามูเฉลิม และอีกส่วนหนึ่งมาอยู่ที่บ้านบากง    ตือบิงหม๊ะ     ปัจจุบันไม่มีคนอยู่อาศัยเลย  จนกลายเป็นสวนพืชผลต่าง ๆ   เช่น   ยางพารา   เงาะ   ทุเรียน  ลองกอง   มีร่องมัสยิดอยู่บากงเป็นชื่อพืชผักชนิดหนึ่ง  ต้นของมันคล้ายกับผักบุ้ง  และจะขึ้นมาตามบริเวณริมน้ำ ทุ่งนา บึง   ซึ่งได้สูญพันธ์ไป  ชาวบ้านใกล้เคียงในสมัยนั้นเรียกว่า  นาบากง เพราะมีต้นบากงมาก  ถ้าใครต้องการต้นบากง

ไปปรุงอาหาร  ส่วนใหญ่จะมาหาบริเวณนาบากง  ต้นบากงปัจจุบันยังมีอยู่ที่อุทยานทะเลบัน  จังหวัดสตูล   โดยในหมู่บ้านได้สูญพันธ์ไปแล้วเมื่อมีชาวบ้านจากบ้านตือบิงหม๊ะ       ได้ย้ายบ้านมาอาศัยที่

นาบากง  จึงตั้งชื่อหมู่บ้านนาบากงว่าบ้านบากง  คงไม่แปลกใจว่า  ชาวบ้านยามูเฉลิม  และบากงส่วนใหญ่จะนามสกุลตือบิงหม๊ะ  ก็เพราะได้เอาชื่อหมู่บ้านที่เคยอาศัยอยู่ในอดีตนั่นเอง

 สัญลักษณ์ประจำหมู่บ้าน  คือ  ทองคำแท่ง 

 ****************************************

ประวัติความเป็นมาของหมู่  7 

บ้านกูแบบาเดาะ

 คำว่า  กูแบบาเดาะ แปลว่า หนองแรด โดยคำว่า กูแบ แปลว่าหนอง และคำว่า

บาเดาะ แปลว่า  แรด และเมื่อรวมกันแล้วแปลได้ว่า  หนองแรด

ในสมัยก่อนหมู่บ้านแห่งนี้แต่เดิมเป็นป่าใหญ่      ไม่มีหมู่บ้าน  ไม่มีผู้คนอาศัยอยู่และในป่าแห่งนี้จะมีหนองอยู่แห่งหนึ่งนี้จะมีแรดอาศัยอยู่มากมาย  ปัจจุบันได้มีคนมาอาศัยปักหลักโดยโค่นป่าเพื่อทำที่อยู่อาศัยตั้งถิ่นฐาน  รกรากที่หมู่บ้านนี้  จากที่เป็นป่าทึบปัจจุบันก็ได้     เกิดหมู่บ้านขึ้นและที่หนองแรดก็ไม่ปรากฏแรดอีกเลย     หนองแห่งนี้ปัจจุบันได้กลายเป็นทุ่งนาหมด      และได้เรียก หมู่บ้านแห่งนี้ว่า  

“  กูแบบาเดาะ  ”  หรือแปลเป็นไทยได้ว่า    หนองแรด     จนถึงปัจจุบัน

สัญลักษณ์ประจำหมู่บ้าน  คือ  แรด 

 ****************************************

 

ประวัติความเป็นมาของหมู่  8 

บ้านปูตะ

คำว่า  “ปูตะ”  เป็นภาษายาวี   แปลว่าต้นไม้ชนิดหนึ่งที่ยอดของมันสามารถนำมา

ประกอบอาหาร  ได้มีชื่อภาษาไทยว่า  ต้นจิก

 ในสมัยก่อนแต่เดิมหมู่บ้านปูตะนี้  จะมีต้นปูตะ  (ต้นจิก) ขึ้นมากมายในหมู่บ้านจะเต็มไปด้วยต้นปูตะ

ตลอดทางชาวบ้านจะนำยอดของต้นและใบนำมาประกอบอาหารลักษณะของใบและยอดของต้นปูตะจะมีลักษณะคล้ายต้นมะม่วงหิมพานต์ต้นปูตะมีลักษณะถ้าใบแก่ต้นก็จะมีลักษณะต้นสูงใหญ่ถ้าใบอ่อน

ก็จะมีลักษณะเล็กๆ    ชาวบ้านนำมาประกอบอาหารโดยเอาส่วนยอดและใบ    โดยจะนำมายำ    มาดอง

ทำข้าวยำ(ในปัจจุบัน)  ทำผักขนมจีน  เป็นต้น ลักษณะยอดต้นปูตะจะไม่ขม จะมีลักษณะมัน ๆ   จะมีสี

เขียวๆ แดงๆ จะมีอยู่  2 สี  ปัจจุบัน ชาวบ้านยังคงใช้ใบมาประกอบอาหารตามปกติ    ปัจจุบันนี้ต้นปูตะ

ได้ลดจำนวนลง           เนื่องจากชาวบ้านเข้ามาอาศัยอยู่มากแต่ยังคงพบเห็นอยู่ประปรายในปัจจุบันและ

ได้เรียกว่า  “บ้านปูตะ”   เป็นต้นมา  และได้ใช้ชื่อหมู่บ้านเป็นนามสกุลกันอย่างถ้วนหน้า

สัญลักษณ์ประจำหมู่บ้าน  คือ  ต้นจิก  

 ***************************************