ส่งงานบทความภาวะผู้นำ

ส่งงานสรุปบทความที่อ่าน ๓ บทความ

บทความที่ 1   ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรม (Ethical Leadership)   

 โดย สุเทพ  พงศ์ศรีวัฒน์

                การแก้ปัญหาทางสองแพร่งทางจริยธรรม (How canleaders resolve ethical dilemmas )

  1. ตัวผู้นำเองจะต้องมีมาตรฐานด้านจริยธรรม
  2. เมื่อจำเป็นต้องหาทางออกต่อปัญหาเชิงจริยธรรม มีหลักที่ผู้นำควรพิจารณา ดังนี้   2.1 ดูผลที่เกิดขึ้นตามมาถ้าตัดสินใจเลือกวิธีนั้น 

       2.2 ตัดสินใจเลือกทางเลือกโดยอิงหลักเกณฑ์ทางศีลธรรม

       2.3 พยายามยึดแนวทางเอื้ออาทร

 3.  ปัญหาทางจริยธรรม น่าจะมีตัวเลือกที่เป็นทางออกได้มากกว่าสองทาง

 4.  ผู้นำต้องทำตัวเหมือนปรอทรับรู้และตระหนักถึงปัญหาทางจริยธรรมที่เกิดได้ดีโดยเฉพาะในชุมชน  ซึ่งตนมีบทบาทเป็นผู้นำ

                จริยธรรมของภาวะผู้นำแบบเปลี่ยนสภาพ (The ethics of Transformational leadership)

ผู้นำแบบเปลี่ยนสภาพ (transformational leadership)  มุ่งเปลี่ยนแปลงผู้นำในประเด็น

  1. สร้างความตระหนักถึงการต้องมีมาตรฐานด้านคุณธรรม
  2. ชี้ประเด็นที่ต้องมุ่งเน้นทางจริยธรรมตามลำดับความสำคัญก่อนหลัง
  3. พยายามยกระดับความต้องการของผู้ตาม(follow needs) ให้สูงขึ้นถึงระดับต้องการมุ่งผลสำเร็จ (need for achievement )
  4. ส่งเสริมให้ระดับวุฒิภาวะด้านคุณธรรมของผู้ตามสูงขึ้น
  5. เสริมสร้างบรรยากาศของที่ทำงานหรือองค์การให้มีบรรยากาศของคุณธรรม เช่น  การยึดค่านิยมและการมีมาตรฐานด้านคุณธรรมร่วมกันเป็นต้น
  6.  ปลุกเร้าและส่งเสริมให้ผู้ตามเห็นว่า การทำงานที่ยึดหลักผลประโยชน์ส่วนรวมมาก่อนประโยชน์ส่วนตนนั้น เป็นสิ่งดีงามที่ควรยึดถือร่วมกัน
  7. ส่งเสริมให้ผู้ตามยึดหลักของความร่วมมือ  มากกว่าการแข่งขันและยึดหลักสามัคคีธรรม

สรุปบทความ :    การแสดงออกเชิงศีลธรรมของผู้นำนอกจากสามารถมองเห็นได้จากการประพฤติปฏิบัติปกติประจำวันแล้ว  ผู้นำยังต้องทำให้นโยบายต่างๆ  และโครงสร้างของโรงเรียนแฝงด้วยค่านิยมเชิงจริยธรรม  และฐานะเป็นผู้นำ ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษในการใช้อำนาจหน้าที่ของตนอย่างมีจริยธรรม การแสดงทัศนะหรือการตัดสินใจ จะต้องทำให้ทุกคนเห็นว่าตั้งอยู่บนพื้นฐานของความมีเหตุผลของจริยธรรม

บทความที่ ๒

นิตยสารผู้จัดการ 360 องศา กรกฎาคม 2553

รัสเซีย: Smart Russia

 

 

 

 

 

 

 

 

     

 



 

 

 
 
 
 

 

 

 

 

 

 
 




วิสัยทัศน์ของ Medvedev ในการทำให้รัสเซียกลับมายิ่งใหญ่ในอนาคตไม่ใช่ด้วยระเบิดนิวเคลียร์ ไม่ใช่ด้วยน้ำมัน แต่ด้วยพลังแห่งความรู้

เมื่อกล่าวถึงการฟื้นความยิ่งใหญ่ของรัสเซีย ประธานาธิบดี Dmitry Medvedev ของรัสเซีย จะกล่าวถึงการสร้าง “เมืองแห่ง นวัตกรรม” Skolkovo สถานที่ที่จะรวมเอาคนฉลาดที่สุดของรัสเซียมาไว้ด้วยกัน และปล่อยให้มีอิสระในการคิดค้นความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างเต็มที่ ซึ่งจะนับเป็นการวางรากฐานของ “เศรษฐกิจบนฐานความรู้” แห่งศตวรรษที่ 21 วิสัยทัศน์ของ Medvedev ที่มีต่ออนาคตของรัสเซียดังกล่าว คือการปลดปล่อยรัสเซียออกจากสิ่งที่เขาเรียกว่า การพึ่งพาการส่งออกน้ำมันและก๊าซ “ที่น่าละอาย” และจะฟื้นความยิ่งใหญ่ของรัสเซีย ให้กลับไปมีชื่อเสียงในฐานะประเทศที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอีกครั้ง

“ความเป็นความตายของรัสเซียขึ้นอยู่กับความสำเร็จของยุทธศาสตร์ Smart Russia” คือคำกล่าวของ Zhores Alferov ผู้ชนะรางวัลโนเบลเพียงคนเดียวที่ยังอาศัยอยู่ในรัสเซีย และเพิ่งได้รับเลือกจาก Medvedev ให้เป็นหัวหน้าโครงการเมืองนวัตกรรม Skolkovo “แนวคิดการสร้างเมืองใหม่ Skolkovo คล้ายกับการสร้างเรือของ Noah เพราะความหวังทั้งหมดและความอยู่รอดของเรา ขึ้นอยู่กับมัน” Alferov กล่าว

รัสเซียจะกลับมาเป็นมหาอำนาจได้อีกหรือไม่ อาจขึ้นอยู่กับแผนการดังกล่าวของ Medvedev ที่พยายามจะฟื้นด้านที่เป็นความฉลาดของรัสเซีย

Skolkovo จะเป็นจุดศูนย์กลางของแผนการสร้างเศรษฐกิจแบบใหม่ของ Medvedev เมืองนี้ตั้งอยู่ห่างจากกรุงมอสโก 40 กิโลเมตร เป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยธุรกิจชั้นนำของรัสเซีย การมีมหาวิทยาลัยอยู่ในเมืองแห่งนวัตกรรมนี้คงจะได้แรงบันดาลใจมาจากการที่ Silicon Valley มีมหาวิทยาลัย Stanford เมือง Skolkovo จะเป็นสถานที่ที่คนเก่งทางวิชาการจะได้รับเงินสนับสนุนจากทั้งภาครัฐและเอกชน ในการก่อตั้งบริษัทใหม่ Viktor Vekselberg มหาเศรษฐีน้ำมันผู้ร่ำรวยเป็นอันดับ 10 ของรัสเซีย บอกว่า Skolkovo จะเป็นเมืองแห่งอนาคตที่แท้จริงของรัสเซีย Medvedev เลือก Vekselberg ให้เป็นผู้ดูแลด้านที่เกี่ยวกับธุรกิจของ Skolkovo โดยเขามอบหมายให้ Vekselberg จะเป็นผู้คัดสรรความคิดใหม่ๆ ที่ดีที่สุด ซึ่งรัฐบาลรัสเซียสมควรสนับสนุนให้ก่อตั้งเป็นบริษัทใหม่ หากทุกอย่างเป็นไปตามแผนของ Medvedev ภายในปี 2014 เมืองแห่งนวัตกรรมแห่งนี้จะมีประชากร 30,000-40,000 คน และจะกลายเป็น Silicon Valley แห่งรัสเซีย ซึ่งจะอุทิศให้แก่การสร้างสรรค์นวัตกรรมการสื่อสาร ชีวเวช (biomedicine) อวกาศ นิวเคลียร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศ

Medvedev ประกาศว่าโครงการ Skolkovo คือความหวัง สุดท้ายของรัสเซีย ในพิมพ์เขียวเศรษฐกิจรัสเซียปี 2008 ของเขา ที่เรียกว่า Strategy 2020 Medvedev เขียนไว้ว่า ต้องการเห็นภาคเทคโนโลยีมีสัดส่วน 15% ของสินค้าส่งออกของรัสเซียหรือ 8-10% ของ GDP จากระดับปัจจุบันซึ่งอยู่ที่เพียง 1.1% ของ GDP แถมส่วนใหญ่ยังเป็นสินค้าเทคโนโลยีด้านการทหาร Medvedev อัดฉีดเงินเข้าสู่โครงการใหม่ๆ ซึ่งนอกจาก Skolkovo แล้ว ก็ยังอัดฉีดเงินเข้ากองทุน เพื่อการลงทุนในนาโนเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในโลก และโครงการดึงสมองไหลกลับประเทศ เขาส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงไประดมทุนผ่านการขายพันธบัตร โดยตั้งเป้าจะลงทุนมากกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์ในภาคเทคโนโลยี (แต่ก็ยังน้อยกว่าจีนที่ลงทุนในภาคเทคโนโลยี 26,000 ล้านดอลลาร์เฉพาะปีนี้เพียงปีเดียว)

อุปสรรคของแผนการสร้าง Smart Russia คือปัญหาสมองไหล สถาบันวิจัยต่างๆ ของรัสเซียสูญเสียคนที่เก่งที่สุดไปให้กับโลกตะวันตกมาตั้งแต่หลังโซเวียตล่ม ขณะนี้ไม่มีมหาวิทยาลัยในรัสเซียแม้แต่แห่งเดียว ที่ติดอันดับ 100 มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลก ใน ปี 2009 รัสเซียผลิตผลงานและวารสารทางวิชาการน้อยกว่าอินเดียหรือจีน รัสเซียได้รางวัลโนเบลเพียง 4 คนในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เทียบกับสหรัฐฯ ที่ได้ถึง 67 คน ในการจัดอันดับประเทศ ที่มีความสามารถในการแข่งขันมากที่สุดในโลกของ World Economic Forum รัสเซียตกลง 12 อันดับ ไปอยู่ที่อันดับที่ 63 ส่วนภาคเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสารของรัสเซียตกลง 4 อันดับ ไปอยู่ที่อันดับ 74 จากทั้งหมด 134 ประเทศ

อย่างไรก็ตาม การดึงสมองให้ไหลกลับประเทศเริ่มเห็นผลบ้างแล้ว Alexei Kovsh อดีตลูกศิษย์ของ Alferov (ผู้ดูแลโครงการเมืองนวัตกรรม Skolkovo) ยอมย้ายบริษัทผลิตหลอดไฟประหยัดพลังงานของเขา จากเยอรมนีกลับไปอยู่ที่เมือง St. Petersburg ของรัสเซีย หลังจาก Alferov ให้คำมั่นสัญญาว่า Kovsh จะได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล และจะมีค่าใช้จ่ายต่ำกว่าในเยอรมนี รวมทั้งจะได้รับการปกป้องทางด้านทรัพย์สินทางปัญญาที่ดีกว่าในจีน Kovsh เพิ่งขายหุ้นในบริษัทของเขาคือ Optogan ให้แก่ Rusnanotech รัฐวิสาหกิจของรัสเซีย และ Mikhail Prokhorov มหาเศรษฐีธุรกิจโลหะของรัสเซีย Alferov หวังว่าจะสามารถดึงคนเก่งของรัสเซียที่อยู่นอกประเทศ ให้กลับมาก่อตั้งธุรกิจใน Skolkovo แบบนี้ได้อีกมากๆ

Medvedev มองว่าระบบราชการที่เต็มไปด้วยการโกงกินคอร์รัปชั่นของรัสเซีย คืออุปสรรคใหญ่ของแผนการสร้างเศรษฐกิจ รัสเซียใหม่ของเขา ที่ต้องการให้รัสเซียเลิกพึ่งพิงน้ำมันและหันมาสร้างความยิ่งใหญ่ด้วยเทคโนโลยี จากการสำรวจของ Pricewaterhouse-Coopers พบว่า 71% ของเงินอุดหนุนและอภิสิทธิ์พิเศษต่างๆ ที่รัฐบาลรัสเซียจัดให้แก่โครงการด้านวิทยาศาสตร์และธุรกิจในปี 2009 ถูกเบียดบังไปโดยข้าราชการและตำรวจรัสเซียที่คอร์รัปชั่น ซึ่งนับว่าเลวร้ายที่สุดในบรรดา 33 ประเทศที่ได้รับการสำรวจในคราวเดียวกัน Medvedev จึงพยายามจะปกป้อง Skolkovo จากระบบราชการและตำรวจ ระบบต่างๆ ภายใน Skolkovo จะถูกปรับปรุงใหม่ทั้งระบบกฎหมายและระบบราชการ

ข้าราชการรัสเซียก็ไม่ชอบใจในแผนการ Smart Russia ของ Medvedev เพราะรัสเซียที่ “ไม่ฉลาด” สามารถทำเงินให้พวกเขาได้มากกว่าจากการคอร์รัปชั่น แต่ Medvedev กำลังผลักดันให้การสร้างสรรค์นวัตกรรม เป็นหนึ่งในนโยบาย “4 I” ซึ่งจะเป็นเสาหลักของแผนการสร้างความทันสมัยให้แก่รัสเซีย /นั่นคือ innovation (นวัตกรรม) institution (สถาบัน) infrastructure (โครงสร้างพื้นฐาน) และ investment (การลงทุน) แต่อดีต ส.ส. ฝ่ายค้าน Vladimir Ryzhkov เยาะเย้ย 4 I ของ Medvedev ว่า ความจริงแล้วน่าจะเป็น illusion (ภาพลวงตา) inefficiency (ไร้ประสิทธิภาพ) instability (ไร้เสถียรภาพ) และ incompetence (ไร้ความสามารถ) มากกว่า

อย่างไรก็ตาม Yevgeny Gontmakher นักคิดชั้นนำแห่ง Institute of Contemporary Development สถาบัน think tank ที่ Medvedev โปรดปรานที่สุด ชี้ให้เห็นข้อบกพร่องในแผนการ Smart Russia ของประธานาธิบดีว่า คือการที่รัฐบาลรัสเซียคาดหวังว่า นักวิทยาศาสตร์จะมาสร้างอะไรๆ ใหม่ๆ ให้แก่รัฐบาล เพื่อที่รัฐบาลจะได้ไม่ต้องปฏิรูปสถาบันทางการเมือง

Medvedev อาจไม่คิดปฏิรูประบบการเมืองรัสเซียจากบนลงล่าง แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ เขาเข้าใจดีว่า หากรัสเซียยังคงเป็น Dumb Russia หรือรัสเซียที่ไม่ฉลาด คนที่ชอบใจที่สุดก็คือข้าราชการที่คอร์รัปชั่น ซึ่งไม่ต้องการเห็นประเทศพัฒนา แถมยังกลัวด้วยซ้ำที่จะเห็นรัสเซียฉลาดขึ้น Medvedev เขียนไว้ใน Forward Russia คำประกาศนโยบายของเขาในปี 2009 ว่า “แต่อนาคตของเราไม่ได้เป็นของเหล่านั้น อนาคตเป็นของเราทุกคน และเราจะต้องชนะความล้าหลังและคอร์รัปชั่น”

แปล/เรียบเรียง เสาวนีย์ พิสิฐานุสรณ์
เรื่อง นิวสวีค   

 สรุปบทความ

     ประธานาธิบดีของรัสเชียได้แสดงวิสัยทัศน์ในฐานะผู้นำประเทศว่าจะทำให้รัสเซียกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่งในอนาคตด้วยพลังแห่งความรู้ ไม่ใช่ด้วยนิวเคลียร์หรือ น้ำมัน หลังจากการล่มสลายของโซเวียตทำให้เกิดปัญหาสมองใหล บุคคลที่มีความรู้ของรัสเซียได้ไปทำงานให้กับองค์กร สถาบันวิจัยต่างๆ นอกประเทศโดยเฉพาะโลกตะวันตก ประธานาธิบดี Medvedev มีแนวคิดในการสร้างเมืองใหม่ ซึ่งจะเป็นศูนย์กลางของการสร้างเศรษฐกิจแนวใหม่ด้านการสื่อสาร ชีวเวช อวกาศ นิวเคลียร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ แต่แนวคิดนี้ทำให้ข้าราชการของรัสเซียไม่ชอบในแผนการ Smart Russia เพราะรัสเซียที่ไม่ฉลาดสามารถทำเงินให้พวกเขาได้จากการคอร์รัปชั่น ซึ่งเป็นอุปสรรคของแนวคิดนี้ นับว่าเป็นแนวคิดของผู้นำที่ดีต่อประเทศชาติเพราะการปฏิรูปด้านการเมืองยากยิ่งกว่าการสร้างเมืองใหม่เสียอีก และยังเป็นผลดีต่อประเทศรัสเซียในอนาคตที่มีการแข่งขันในด้านเศรษฐกิจจากองค์ความรู้เพราะทรัพยากรนับวันจะหมดไป และรัสเซียยังคงมีขีดความสามารถและยังเคยเป็นหนึ่งในมหาอำนาจของโลกเหมือนกับอเมริกา และจะดีไม่น้อยถ้าประเทศไทยมีแนวคิดแบบนี้กับเขาบ้าง

 

 

 

  บทความที่ ๓     

 

นิตยสารผู้จัดการ 360 องศา กรกฎาคม 2553

 

 

สหรัฐอเมริกา: Obama ไม่กร้าวพอ?

 

 

 

 

     

 




Obama กำลังถูกโจมตีว่ามีนโยบายต่างประเทศที่อ่อนแอ แต่การมีนโยบายต่างประเทศที่เข้มแข็ง ต้องการอะไรที่มากกว่าเพียงความแข็งกร้าว

ภาพนายกรัฐมนตรี Recep Tayyip Erdogan ของตุรกี กับประธานาธิบดี Luiz Inacio Lula da Silva ของบราซิล สวมกอดประธานาธิบดี Mahmoud Ahmadinejad ของอิหร่านเมื่อไม่นานมานี้ ทำให้ประธานาธิบดี Obama ของสหรัฐฯ ถูกสื่อภายใน ประเทศรุมตำหนิอย่างเกรี้ยวกราด The Wall Street Journal โจมตีว่า นี่คือภาพแห่งความหายนะที่รัฐบาล Obama ต้องรับผิดชอบไปเต็มๆ Charles Krauthammer คอลัมนิสต์หัวอนุรักษนิยมของ The Washington Post เขียนโจมตีอย่างดุเดือดว่า “ภาพที่เยาะเย้ย และแสดงถึงชัยชนะเหนือสหรัฐฯ นี้ คือคำพิพากษานโยบายต่างประเทศของ Obama ที่ล้มเหลวไม่มีชิ้นดี แสดงให้เห็นว่าบรรดา ประเทศใหม่ๆ ที่เพิ่งขึ้นมามีอำนาจ แม้กระทั่งบรรดาประเทศที่เป็นพันธมิตรของสหรัฐฯ มาแต่เก่าก่อน มองรัฐบาลสหรัฐฯ ในยุคนี้อย่างไร และคิดว่าพวกเขาไม่มีอะไรที่จะต้องสูญเสียกับการที่ไปยืนเคียงข้างกับชาติที่เป็นศัตรูของอเมริกา อีกทั้งไม่มีประโยชน์ อะไรที่พวกเขาจะยืนข้างประธานาธิบดีอเมริกัน ที่เอาแต่พูดขอโทษและโอนอ่อนผ่อนตาม”

นโยบายต่างประเทศของ Obama กำลังตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์หลายคนว่าเขานุ่มนวลเกินไป จนทำให้ประเทศต่างๆ พากันหาประโยชน์จากความอ่อนแอของเขา พวกแรกๆ เลยก็คือรัสเซีย จีน และอิหร่าน ต่อมาแม้กระทั่งบราซิลและตุรกีก็เอากับเขาด้วย “Obama ไม่เห็นมีอะไรน่ากลัวและจะได้ผลประโยชน์มากกว่า ถ้าจะไปเอาใจศัตรูของสหรัฐฯ ที่กำลังเข้มแข็งขึ้น” Krauthammer เขียนวิจารณ์รัฐบาลตัวเองอย่างเจ็บแสบ

ผู้ที่ตำหนิ Obama กำลังโมโหที่ Obama ไม่ทำให้การปฏิวัติของฝ่ายค้านในอิหร่าน ที่เรียกว่า Green Revolution ได้ชัยชนะ แต่ความจริงแล้ว รัฐบาลอิหร่านไม่ใช่ขี้ไก่ และใช้ทั้งปืนและเงิน จึงสามารถรักษาอำนาจไว้ในมือได้ รัฐบาลอิหร่านได้รับการสนับสนุน จากคนจน คนแก่ และคนชนบท อิหร่าน ไม่เหมือนเกาหลีเหนือ ที่อยู่รอดได้เพราะการใช้ความทารุณโหดร้ายแต่เพียงอย่างเดียว และอิหร่านก็ไม่ได้โดดเดี่ยวเหมือนกับเกาหลีเหนือด้วย ส่วนบราซิลกับตุรกีก็ไม่ได้โดดเดี่ยวในการตัดสิน ใจสนับสนุนอิหร่าน 118 ประเทศของกลุ่มประเทศที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด มักออกมติสนับสนุนอิหร่าน เกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน อยู่เนืองๆ และต่อให้ Obama ใช้วาจาข่มขู่แข็งกร้าวมากกว่านี้ ก็ไม่สามารถที่จะทำให้ระบอบอิหร่านล่มสลายลงได้

ฝ่ายอนุรักษนิยมซึ่งเป็นศัตรูกับ Obama ต้องการให้เขา แข็งกร้าวมากกว่านี้ กดดันประเทศอื่นๆ ให้มากกว่านี้และ “โชว์พาว” ของสหรัฐฯ ให้มากกว่านี้ แต่พวกเขาอาจจะลืมไปว่า นโยบายต่างประเทศที่แข็งกร้าวขนาดนั้น สหรัฐฯ เคยใช้มานานแล้วและประสบความล้มเหลวอย่างน่าเศร้าไปเรียบร้อยแล้ว รัฐบาล สหรัฐฯ ชุดก่อน คือรัฐบาลของอดีตประธานาธิบดี George W. Bush เคยประกาศอย่างชัดเจนว่า นโยบายต่างประเทศของพวกเขา ทั้งดุดันและแข็งกร้าว “การเป็นที่กลัวเกรง ดีกว่าเป็นที่รัก” Dick Cheney อดีตรองประธานาธิบดีสมัย Bush กล่าวโดยอ้างคำพูดของ Machiavelli บิดาแห่งรัฐศาสตร์ ส่วน Donald Rumsfeld อดีตรัฐมนตรีกลาโหมสมัย Bush ชอบอ้างคำพูดของ Al Capone เจ้าพ่อมาเฟียในสหรัฐฯ ที่ว่า “คำพูดดีๆ อาจทำให้ได้สิ่งที่ต้องการ แต่ปืนทำได้มากกว่าคำพูดดีๆ”

แต่ผลของนโยบายต่างประเทศแบบนั้นคืออะไร ยุโรป พันธมิตรที่เก่าแก่ที่สุดของอเมริกา หันหลังให้กับอเมริกาโดยสิ้นเชิง หลายชาติตำหนิสหรัฐฯ อย่างเปิดเผย และไม่ยอมสนับสนุนนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ครั้งแล้วครั้งเล่าในปี 2007 ประชาชนส่วนใหญ่ในหลายประเทศ แม้กระทั่งประเทศที่เคยสนับ สนุนอเมริกามาตลอดประวัติศาสตร์อย่างอังกฤษก็ยังหมางเมินใส่อเมริกา

ตุรกีเป็นตัวอย่างของการไม่รู้จักรักษาน้ำใจชาติพันธมิตร รัฐบาล Bush ปฏิบัติต่อมิตรประเทศนี้อย่างหยิ่งยโส ด้วยการใช้ถ้อยคำข่มขู่ว่าตุรกีจะต้องได้รับผลร้าย หากไม่ยินยอมให้ทหารสหรัฐฯ โจมตีอิรักผ่านทางตุรกีโดยไม่ได้ตระหนัก แม้แต่นิดเดียวว่า ตุรกีกำลังกลายเป็นประเทศที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นและชาวตุรกีเกือบทั้งหมดคือ 95% รังเกียจสงครามอิรัก เมื่อรัฐสภาตุรกีลงมติปฏิเสธความต้องการดังกล่าวของสหรัฐฯ อย่างไม่ไยดี จึงเล่นเอารัฐบาล Bush ถึงกับตกตะลึงเพราะคาดไม่ถึง และแผนการรบของสหรัฐฯ ในครั้งนั้นก็ต้องพับฐานไป

ผู้ที่ตำหนิ Obama อาจจะพลาดมองไม่เห็นแนวโน้มใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นในโลก ประเทศอย่างตุรกีกับบราซิล รวมไปถึงจีนและอินเดีย กำลังมีอำนาจทางเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้นตลอดช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ในปี 1995 ประเทศที่รวมเรียกว่า emerging market ครอบครอง 1 ใน 3 ของเศรษฐกิจโลก แต่ในปีนี้ประเทศเหล่านี้จะครอบครองเศรษฐกิจโลกถึงครึ่งหนึ่งและจะยังไม่หยุดเพียงแค่นั้น ประเทศเหล่านี้สามารถฝ่ามรสุมวิกฤติเศรษฐกิจโลกได้ดีกว่าประเทศตะวันตกเสียอีก นอกจากนี้ยังมีการเมืองที่มีเสถียรภาพ มีฐานะร่ำรวย และมีความมั่นใจมากขึ้น ที่จะขอเล่นบทบาทที่สำคัญมาก ขึ้นบนเวทีโลก

ภายใต้สภาวการณ์อย่างนี้ ความคิดที่ว่า Obama ควรจะแข็งกร้าวต่อประเทศอื่นๆ มากขึ้น จึงเป็นความโง่เขลาและอันตราย ถึงแม้สหรัฐฯ จะใช้การข่มขู่แข็งกร้าวมากกว่านี้ ก็คงจะไม่ทำให้บราซิลกับตุรกียอมให้ความร่วมมือมากขึ้นเป็นแน่

สิ่งที่สหรัฐฯ ควรทำในขณะนี้ จึงน่าจะเป็นการหาวิธีร่วมมือกับประเทศมหาอำนาจเกิดใหม่ และโน้มน้าวจูงใจให้พวกเขาเชื่อว่า โลกที่พวกเขามีผลประโยชน์ร่วมกันอยู่นั้น ควรจะเป็นโลกที่มีเสถียรภาพมากกว่านี้และดียิ่งกว่านี้มากกว่า และโมเดลแบบ Al Capone ก็หาใช่เยี่ยงที่ควรเอาอย่างไม่

แปล/เรียบเรียง เสาวนีย์ พิสิฐานุสรณ์
เรื่อง นิวสวีค   

สรุปบทความ

     ประธานาธิบดี Obama ของสหรัฐฯกำลังถูกโจมตีและเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับนโยบายต่างประเทศที่อ่อนแอและนุ่มนวลเกินไป จนทำให้ประเทศต่างๆ พากันหาผลประโยชน์จากความอ่อนแอสหรัฐฯเช่นรัสเซีย จีน อิหร่าน แม้กระทั่งตุรกีกับบราซิล ฝ่ายอนุรักษ์นิยมและคอลัมนิสต์หัวอนุรักษ์นิยมสื่อภายในประเทศรุมตำหนิอย่างเกรี้ยวกราดและต้องการให้สหรัฐฯแข็งกร้าวมากกว่านี้และโชว์พลังของสหรัฐฯให้มากกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้   แต่ความผิดพลาดในนโยบายแข็งกร้าวของ ประธานาธิบดี Bush ก็ไม่ได้ส่งผลดีต่ออเมริกาเลยประเทศอื่นๆ ที่เคยสนับสนุนอเมริกาที่เป็นพันธมิตรยังหมางเมินใส่อเมริกาอีกด้วย

     สหรัฐฯคิดว่าตนเองเป็นใหญ่เป็นมหาอำนาจของโลก เป็นตำรวจโลก  จะรุกรานใครก็ได้ จะแทรกแซงประเทศใดก็ได้ จะหาผลประโยชน์จากที่ไหนก็ได้ เป็นความคิดที่เข้าข้างตนเองและเห็นแก่ตัวอย่างยิ่ง สหรัฐฯควรจะหาความร่วมมือกับประเทศมหาอำนาจเกิดใหม่และโน้มน้าวใจให้พวกเขาเชื่อว่าโลกที่พวกเขามีผลประโยชน์ร่วมกัน แนวนโยบายของประธานาธิบดีแต่ละคนย่อมได้รับการกลั่นกรองจากหลายฝ่ายมาเป็นอย่างดีแล้ว ก่อนจะประกาศต่อสาธารณชน ต่างก็เห็นประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ