ที่จริงยุคพระศรีอาริย์ มาถึงแล้ว คือปัจจุบันนี้เอง แต่เสียอย่างเดียวเท่านั้น คือมนุษย์มันโง่ "ไม่รู้จักรักกัน"

    พระอาจารย์จรูญจากสวนโมกขพลารามสนิทสนม คุ้นเคยกับผมมาตั้งแต่สมัยผมยังเรียนชั้นประถมปลาย เป็นพระที่เก่งมากในเชิงช่างโดยเฉพาะด้านไฟฟ้า-อิเล็กทรอนิกส์

    ท่านเป็ครูช่างคนแรกที่รักเมตตาผม ทำหัวแร้งอันเล็กๆอันแรกให้ผม จำได้ว่าท่านตีแผ่นเหล็กแบนให้เป็นฉากรูปตัว L เจาะรู 2 รู ด้วยสว่านมือเพื่อยึดหัวแร้งที่ทำด้วยโลหะทองแดงด้วยสกรู 2 ตัว และกว่าจะเรียบร้อย ดอกสว่านหักไปถึงสองดอก  มันเป็นแบบเผาถ่าน และผมได้ใช้ฝึกบัดกรี จนทำวิทยุขายได้หลายเครื่องตั้งแต่เรียนชั้นมัธยมต้น

    ท่านได้ย้ายไปอยู่วัดดอกไม้ในกทม.และผมเคยไปเยี่ยมท่านเพียงครั้งเดียว  แล้วก็ห่างหายกันไป ไม่ได้พบเจอร่วม 30 ปี เพิ่งทราบข่าวเมื่อไม่กี่วันนี้ว่าท่านออกจาก กทม.มาจำพรรษาเดี่ยวอยู่บนยอดเขาน้ำผุด จึงรีบรุดไปกราบ และคุยอะไรกันยืดยาวหลายเรื่อง

       แง่คิดสองเรื่องสำคัญที่ได้มา และต้องนำไปคิดสานต่อและขยายผล

ทุกย่างก้าวของคนเรา มีพลังงานที่เกิดจากการเดินการวิ่ง น่าจะได้พลังงานไฟฟ้าออกมาใช้ได้ทุกครั้งที่เราเดินหรือวิ่ง

ที่จริงยุคพระศรีอาริย์ มาถึงแล้ว คือปัจจุบันนี้เอง แต่เสียอย่างเดียวเท่านั้น คือมนุษย์มันโง่ "ไม่รู้จักรักกัน"

 

อาหารเช้าง่ายๆไปถวายท่าน .. อยากอวดผักปลอดสารพิษที่ปลูกเองเลยให้เห็นรูปใหญ่ๆหน่อย

 

       ท่านอาจารย์จรูญ .. พ่อไก่แจ้ตาบอดเพราะลูกทำร้าย .. ไก่แจ้คู่ที่มอบให้ผมไปเลี้ยง และ กล้าจำปาดะที่ฝากให้ผมไปปลูก