GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

บทบาทขององค์กรของรัฐเกี่ยวกับการออกกฏหมายพิเศษเพื่อรองรับการค้าระหว่างระหว่างประเทศ

ปัจจุบันแม้ว่าในระบบเศรษฐกิจระหว่างประเทศจะมีกฏหมายเฉพาะเพื่อใช้กับนิติสัมพันธ์ระหว่างประเทศแล้วก็ตามแต่สำหรับในประเทศไทยนั้นดูเหมือนว่าองค์กรของรัฐที่เกี่ยวข้องยังให้ความสำคัญกับเรื่องนี้น้อยกว่าที่ควรจะเป็น

          ปัจจุบันแม้ว่าโลกธุรกิจจะมีการออกกฏหมายเฉพาะที่เป็นบรรทัดฐานในการกำหนดสิทธิหน้าที่และความรับผิดของคู่กรณีในนิติสัมพันธ์ด้านการค้าระหว่างประเทศออกมาแล้วหลายเรื่องแต่สำหรับในประเทศไทยนั้นองค์กรของรัฐที่เกี่ยวข้องนั้นยังให้ความสำคัญกับเรื่องนี้น้อยกว่าที่ควรจะเป็นซึ่งประเด็นนี้เรื่องที่ควรจะให้ความสนใจว่าเพราะเหตุใดองค์กรของรัฐจึงไม่ได้ตื่นตัวที่จะมีการออกกฏหมายพิเศษเพื่อจะมารองรับกับการขยายตัวทางด้านการค้าระหว่างประเทศที่นับวันจะมีอัตราของการขยายตัวเพิ่มมากขึ้น

           ทั้งที่จริงแล้วประเทศไทยก็มีการตื่นตัวกับเรื่องการค้าระหว่างประเทศนี้อยู่มากและประกอบกับในแต่หากจะให้พิจารณาว่าเหตุใดประเทศไทยจึงมีการออกกฏหมายมารองรับในเรื่องนี้น้อยมากปัจจุบันนักธุรกิจของไทยนั้นมีการประกอบธุรกิจที่เป็นนิติสัมพันธ์ระหว่างประเทศมากขึ้นและเมื่อประเทศไทยองค์กรภาครัฐยังไม่มีการตื่นตัวที่จะมีการบัญญัติกฏหมายพิเศษเกี่ยวกับสิทธิหน้าที่และความรับผิดของคู่กรณีในทางการค้าระหว่างประเทศจึงส่งผลให้เมื่อมีนิติสัมพันธ์ในทางการค้าระหว่างประเทศเกิดขึ้นทำให้ต้องมีการตกลงให้นิติสัมพันธ์ระหว่างคู่กรณีนั้นต้องผูกพันตามข้อตกลงทางการค้าระหว่างประเทศที่เป็นข้อตกลงของหอการค้าระหว่างประเทศซึ่งก็เป็นข้อตกลงของกลุ่มพ่อค้าที่เกิดขึ้นในกลุ่มประเทศชาติตะวันตกซึ่งความตกลงเหล่านี้บางครั้งอาจจะไม่เอื้อต่อคนไทย

            ซึ่งปัญหาเหล่านี้ก็อาจจะมีการแก้ไขกันได้โดยการเจรจาต่อรองกันระหว่างคู่กรณีด้วยกันเองซึ่งการที่จะมีการกระทำในลักษณะนี้นั้นคงต้องเป็นพ่อค้าที่มีสถานะทางเศรษฐกิจที่ทัดเทียมกันแต่ถ้าหากเกิดข้อปัญหาในการตกลงกันของพ่อค้าที่มีสถานะทางเศรษฐกิจที่ต่างคงจะเลี่ยงไม่ได้ที่ภาครัฐจะต้องเข้าใช้ธีการแทรกแซงโดยอาศัยหลัการที่รัฐและพ่อค้าเหล่านั้นมีความเกี่ยวพันธ์กันเช่นว่า รัฐอาจอ้างความเป็นรัฐเจ้าของสัญชาติเพื่อเข้าคุ้มครองกิจการของคนชาติ  คุ้มครองเพราะมีสถานประกอบการในรัฐเป็นต้น

             แต่อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าภาครัฐจะยังไม่ตื่นตัวกับเรื่องนี้ทั้งนี้อาจเป็นเพราะรัฐให้ความสำคัญกับการบัญญัติกฏหมายที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางการเมืองมากกว่าเพราะอาจเห็นว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมากกว่าแต่ที่จริงแล้วนั้นถ้าหากเราได้พิจารณาแผนภาพแสดงปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนแล้วจะเห็นได้ว่าไม่ว่าจะเป็นเรื่องนโยบายทางการเมืองกับเรื่องทางด้านเศรษฐกิจนั้นพึงที่จะมีการพัฒานาควบคู่กันไปก่อให้เกิดการพัฒนาที่เป็นไปอย่างบูรณาการและแม้ประเทศไทยจะให้ความสำคัญกับการบัญญัติกฏหมายพิเศษเกี่ยวกับการค้าไม่มากเท่าที่ควรก็ตามแต่ก็ได้มีพ.ร.บ.พิเศษเกี่ยวกับด้านการค้าระหว่างประเทศที่ออกมาก็คือ พ.ร.บ.การรับขนทางทะเล พ.ศ.2534ที่เป็นกฏหมายที่มุ่งกำหนดสิทธิหน้าที่และความรับผิดของคู่สัญญาในสัญญารับขนทางทะเลระหว่างท่าเรือไทยกับท่าเรือนอกประเทศไทยและในทางกลับกันด้วยซึ่งจะเห็นได้ว่ากฏหมายที่มีนั้นมีเพียงเรื่องการขนส่งสินค้าแต่กฏหมายในเรื่องการซื้อขายระหว่างประเทศและสัญญาเพื่อการชำระหนี้ทางการค้าระหว่างประเทศประเทศไทยยังไม่มี

             ทั้งนี้อาจเป็นเพราะรัฐเห็นว่าสิ่งเหล่านี้รัฐยังสามารถให้การคุ้มครองคนชาติโดยหลักการคุ้มครองระหว่างประเทศได้แต่ที่จริงแล้วนั้นบางกรณีก็ไม่อาจอ้างความคุ้มครองได้เพราะในกรณีปัญหาข้อพิพาทในทางการค้าระหว่างประเทศนั้นมีลักษณะที่เป็นนิติสัมพันธ์ของเอกชนที่มีความซับซ้อนและยังมีข้อปัญหาในการเลือกใช้กฏหมายในการปรับกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นอยู่มากและบางกรณีรัฐต้องคำนึงถึงหลักเสรีภาพในการแสดงเจตนาของเอกชนด้วย

            ด้วยเหตุนี้จึงมีการตั้งข้อสังเกตว่าถึงเวลาแล้วหรือยังที่ประเทศไทยจะให้ความตื่นตัวกับเรื่องนี้

             

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 38886
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 1
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (1)

คิดว่าไม่ใช่ประเด็นเรื่ององค์กรรัฐไม่ให้ความสนใจในการออกกฎหมายพิเศษ แต่เป็นประเด็นที่ว่าเรื่องพิเศษ ๆ ใหม่ ๆ นั้นไม่สามารถออกมาเป็นกฎหมายได้รึเปล่า อาทิเช่น กฎหมายทะเล ที่ไม่สามารถออกมาเป็นพระราชบัญญัติได้อาจเป็นเพราะรัฐมนตรีไม่สามารถชี้แจงให้รัฐสภาเข้าใจ รัฐสภาจึงไม่ผ่านร่างพรบ.กฎหมายทะเล