รัตนศักดิ์ สันติธาดากุล นักจิตวิทยาคลินิกชำนาญการ

เมื่อลูกวัยประถมเริ่มสนใจความรัก (แบบโตเกินวัย)

                เนื่องจากปัจจุบันนี้ มีพ่อ แม่ ผู้ปกครองมาขอคำปรึกษาทั้งมาด้วยตนเองและขอคำปรึกษาทางโทรศัพท์ เกี่ยวกับพฤติกรรมของบุตรหลานที่อยู่ในระดับประถมปลายในช่วง ป.4 – ป.6 เริ่มให้ความสนใจเพศตรงข้าม และแสดงออกทางพฤติกรรมที่เรียกได้ว่ามีความรัก โดยพ่อแม่จะได้ข้อมูลจากการสังเกตการคุยโทรศัพท์ หรือการแอบอ่านไดอารี่ , อีเมล์ ,ข้อความในโทรศัพท์ของบุตรหลาน ซึ่ง เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดความวิตกกังวลของพ่อแม่ ผู้ปกครองอย่างยิ่งและเกิดข้อสงสัยว่าเพราะอะไร      หรือบุตรหลานเรานั้นมีความผิดปกติหรืออย่างไร   ก่อนอื่นคงต้องบอกว่า มีความเป็นไปได้ที่อาจจะเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวนี้ โดยถ้าพิจารณาจากหลักของพัฒนาการนั้น      เด็กอาจเริ่มเข้าสู่วัยรุ่นได้เร็วตั้งแต่อายุ  8 – 13 ปี ซึ่งในเด็กผู้หญิงจะเข้าสู่วัยรุ่นได้เร็วกว่าเด็กผู้ชาย ร่วมกับสถานการณ์ในปัจจุบันที่มี สิ่งที่กระตุ้นทางด้านจิตใจ อารมณ์       จากสังคมรอบตัว  อาทิเช่น การเข้าถึงอินเตอร์เนต หนังสือการ์ตูน ซีรีสหนังเกาหลี  หรือญี่ปุ่น ที่มักจะมีเรื่องราวทำนองว่า รุ่นน้องผู้หญิง แอบรักรุ่นพี่ผู้ชายและมีพฤติกรรมแสดงความรัก ด้วยวิธีต่างๆ ที่เด็กอาจรับรู้โดยที่ผู้ปกครองอาจจะไม่ทราบ และมีอิทธิพลต่อจิตใจส่งผลต่อ พฤติกรรม ที่ทำให้เข้าสู่วัยรุ่นเร็วยิ่งขึ้น ส่งผลให้เด็กบางคนเริ่มมีจินตนาการทางเพศ  มีความสนใจเพศตรงข้าม และมีพฤติกรรมเรียกร้องให้เพศตรงข้ามสนใจในรูปแบบต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้น  สิ่งเหล่านี้เป็นแรงขับพื้นฐานธรรมชาติของมนุษย์ที่อาจเกิดขึ้นได้  ถ้าปัจจัยต่างๆทั้งร่างกาย จิตใจ สังคม  ถูกกระตุ้นมากขึ้น      ดังกล่าวนี้อาจพูดได้ว่าพฤติกรรมที่เริ่มแสดงความสนใจเพศตรงข้าม ในช่วงวัยประถมปลาย ดังกล่าวไม่ได้ผิดปกติตามหลักพัฒนาการของมนุษย์ แต่สิ่งที่สำคัญคือเรื่องของวุฒิภาวะของเด็กซึ่งในสังคมเมืองปัจจุบันอาจนำไปสู่พฤติกรรมเสี่ยงๆต่างที่ไม่เหมาะสม เหตุดังกล่าวเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ พ่อแม่ ผู้ปกครองที่ใกล้ชิดต้องถือโอกาสนี้ที่จะสอนการวางตัวกับเพศตรงข้ามที่เหมาะสมกับทั้งบุตรชาย และบุตรสาวก่อนที่จะเข้าสู่วัยรุ่นซึ่งโดยธรรมชาติเข้าจะเริ่มห่างจากพ่อแม่ไปเข้ากลุ่มเพื่อนมากขึ้น โดยมีแนวทางที่พ่อแม่จะปฏิบัติได้ในเบื้องต้นดังนี้

  1. ผู้ปกครองไม่ควรวิตกกังวลจนเกินควรจากพฤติกรรมต่างๆ ที่กล่าวมา นอกจากนี้ ควรเริ่มที่จะใกล้ชิดและดูแลแบบห่างๆ  โดยหาโอกาสแนะนำทางอ้อมให้เข้าได้เรียนรู้บทบาทของเพศหญิง หรือ เพศชาย การวางตัวที่เหมาะสม ด้วยตนเอง   เช่น พ่อแม่  อาจแนะนำจากการดูละครทีวีร่วมกัน เมื่อมีฉากที่เหมาะสม หรือไม่เหมาะสม  พ่อแม่คิดเห็นอย่างไร  ก็ลองชวนบุตรหลาน  พูดคุย เสนอแนะความ คิดเห็น โดยไม่ตำหนิ กล่าวร้ายพฤติกรรมดังกล่าวที่ไม่เหมาะสม ในแง่ลบอย่างรุนแรง ต่อหน้าบุตรหลาน ซึ่งอาจจะนำไปสู่ความขัดแย้งมากขึ้น ทำใหโอกาส    ในการพูดคุยเพื่อจะเข้าใจกันและกันมีน้อยลง

  2. อาจเปิดโอกาสให้เขาได้เข้าสังคมกับเพื่อนต่างเพศโดยให้อยู่ในสายตาของเรา เช่น ให้มีการสังสรรค์ในหมู่เพื่อนที่บ้านหรือมีกิจกรรมกับเพื่อนที่โรงเรียนโดยมีผู้ใหญ่ดูแล ดีกว่าบิดกั้นความอยากรู้อย่างเคร่งครัด อาจทำให้เด็กหนีไปทำกิจกรรมกันเองในที่ลับตาผู้ใหญ่

  3. เด็กที่เริ่มเข้าวัยรุ่นไม่ต้องการเปิดเผยเรื่องราวของตนเองให้พ่อแม่รู้หมด เขาอาจเริ่มต้องการเก็บบางสิ่งบางอย่างไว้เป็นความลับ และไม่ต้องการให้ใครๆในบ้านมายุ่งกับเรื่องส่วนตัว เช่นการรื้อข้าวของ ค้น หรือการแอบฟังการคุยโทรศัพท์ ซึ่ง กรณีนี้ พ่อแม่ผู้ปกครองควรระมัดระวัง เพราะถ้าเกิดกรณีนี้ถ้าเขารู้ว่าเราก้าวล้ำ ความเป็นส่วนตัวของเขามากไปอาจทำให้เกิดปัญหาด้านสัมพันธ์ภาพภายใน ครอบครัว และส่งผลให้มีปัญหาพฤติกรรมอื่นๆตามมา

แต่อย่างไรก็ตามนี้เป็นเพียงคำแนะนำในเบื้องต้น ส่วนที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือใน บางกรณี ในเด็กบางคนนั้นอาจจะมีปัญหาซับซ้อนมากกว่าเรื่องปัญหาการเลี้ยงดูทั่วไป     ซึ่งถ้าผู้ปกครองท่านใดได้ลองปฏิบัติตามคำแนะนำ  และประเมินจากความคิดเห็นของตนเองแล้วยังไม่ได้ผล  และมีแนวโน้มของพฤติกรรมที่ทำให้เกิดความกังวลใจของท่านมากขึ้น ก็ควรจะลองปรึกษาผู้เชี่ยวชาญโดยตรงเพื่อค้นหาสาเหตุและวางแผนการดูแลที่เหมาะสมต่อไป