อาจารย์อนาฮัด โอ'คอนเนอร์ ตีพิมพ์เรื่อง 'The Claim: More Sugar Leads to More Cavities' = "เคลม (คำกล่าวอ้าง): ยิ่งหวาน, ฟันยิ่งผุ (จริงไหม)", ผู้เขียนขอนำมาเล่าสู่กันฟัง พร้อมกับนำคำแนะนำในการป้องกันฟันผุมาฝากครับ [ nytimes ]; [ NIH ]; [ webMD ]; [ dentalresources ] 

----//----

 
 
วิดีโอ (1): แสดงวิธีใ้ช้ไหมขัดฟัน > เริ่มจากการล้างมือด้วยสบู่ 2 ข้างให้สะอาด
 
หลังจากนั้นพันเส้นไหมรอบข้อปลายนิ้วกลางเบาๆ > ค่อยๆ สอดเข้าซอกฟัน, ระวังอย่าสอดแรงและเร็วจนเส้นไหมกระแทกเหงือก ซึ่งอาจทำให้เหงือกบาดเจ็บได้
...
 
หลังจากนั้นให้โอบไหมขัดฟันไปรอบๆ ฟันทีละครึ่งซี่ (เห็นเป็นรูปคล้ายตัว 'C') เพื่อให้เส้นไหมมีโอกาสสัมผัสผิวฟันมากที่สุด > ดึงเส้นไหมขึ้นลงเบาๆ
 
ทำอย่างนี้ทีละซี่จนครบทุกซี่ (ถ้าต้องการชมวิีดีโอภาพใหญ่... ให้คลิกที่ภาพจะชมภาพใหญ่ได้ที่ 'YouTube' ซึ่งชาวพม่าเรียกว่า "ยูจูบ" ครับ)

... 

 

วิดีโอ (2): วิธีใช้ไหมขัดฟัน

...

 

วิดีโอ (3): วิธีใช้ไหมขัดฟัน 

----//----

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ฟันของเราสึกกร่อน ทำให้เคลือบฟันชั้นนอก (enamel) บางลง, เสี่ยงต่อฟันผุ เสียวฟัน และฟันหลอที่สำคัญได้แก่

...

(1). กรด > มาจากการย่อยสลายของอาหารกลุ่มแป้ง-น้ำตาล (โดยแบคทีเรียในช่องปาก), และอาหารที่มีกรด เช่น น้ำอัดลม (ทั้งชนิดมีน้ำตาลและชนิดน้ำตาลเทียม-ไดเอท), ผลไม้ น้ำผลไม้ ลูกอมรสเปรี้ยว วิตามินซี (การอมวิตามินซีไว้ในปาก ทำให้ฟันสึกได้ ทั้งจากกรด และน้ำตาลในเม็ดยา), โยเกิร์ต นมเปรี้ยว ฯลฯ

ยาน้ำหลายชนิด รวมทั้งเครื่องดื่ม เช่น เครื่องกระตุ้นกำลัง ฯลฯ แต่งรสหวานด้วยน้ำตาล และแต่งรสเปรี้ยวด้วยกรดอ่อน, หลังดื่มควรบ้วนปาก หรือดื่มน้ำตามทันที

...

อาหารประเภทแป้ง-น้ำตาลจะทำให้ฟันสึกได้มากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับเวลาที่กินมากกว่าปริมาณที่กิน, แบคทีเรียในช่องปากใช้เวลาย่อยสลายน้ำตาลเป็นกรดนานประมาณ 20 วินาที

กรดเหล่านี้จะตกค้างอยู่ในช่องปากประมาณ 30 นาที ทั้งนี้ขึ้นกับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ถ้าบ้วนปากหรือดื่มน้ำตามทันที... ความเป็นกรดจะลดลงเร็ว, การเคี้ยวหมากฝรั่งที่ไม่มีน้ำตาลช่วยเพิ่มการหลั่งน้ำลาย ซึ่งช่วยลดความเป็นกรดในช่องปากให้น้อยลง

...

ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ความเป็นกรดเกาะหนึบอยู่ที่เคลือบฟันได้นาน คือ คราบจุลินทรีย์บนผิวฟัน (ถ้าทิ้งไว้นานๆ อาจมีหินปูนมาจับได้)

คราบจุลินทรีย์ที่ผิวฟันเป็นที่ซ่องสุมของแบคทีเรียจำนวนมาก จะทำให้น้ำตาลและกรดเกาะติดเคลือบฟันได้นาน และเกิดกรดได้นานขึ้น (เมื่อเทียบกับคนที่ทำความสะอาดฟันดี)  

...

(2). ด่าง > มาจากยาธาตุ ยาลดกรดชนิดน้ำ ซึ่งวิธีป้องกันง่ายๆ คือ หลังกินยาน้ำทุกชนิดแล้ว ให้รีบบ้วนปาก หรือดื่มน้ำตามทันที

ลูกอมรสเปรี้ยวทำให้ฟันสึกได้มากกว่าลูกอมทั่วไป

...

(3). การขัดถู > มาจากการใช้แปรงขนแข็ง (hard), หรือแปรงขนปานกลาง (medium - จริงๆ แล้วส่วนใหญ่จะแข็งเกินไปสำหรับการแปรงฟัน), ควรใช้แปรงขนอ่อน (soft) หรือขนอ่อนพิเศษ (extra soft) แทน

...

การขัดถูอาจมาจากการแปรงฟันแรง (โดยเฉพาะการถือแปรงแบบกำหมัด ควรฝึกแปรงให้เบา หรือจับด้ามแปรงแบบจับปากกา), แปรงฟันไม่ถูกวิธี (โดยเฉพาะลากยาวขนานกับแนวขากรรไกร), แปรงนานเกิน (เช่น เกิน 3-5 นาที ฯลฯ), แปรงบ่อยเกิน (เกิน 3 ครั้ง/วัน)

นอกจากนั้นฟันหลังเคลือบฟันสัมผัสกรด เช่น ผลไม้ น้ำผลไม้ น้ำอัดลม ฯลฯ ภายใน 30-60 นาที ซึ่งเคลือบฟันยังอ่อนอยู่ จะทำให้ฟันสึกกร่อนได้ง่าย, วิธีที่ดี คือ บ้วนปากหลังกินทันที แล้วบ้วนปากบ่อยๆ รอจนครบ 30-60 นาที ค่อยแปรงฟัน 

...

ศ.ดร.คาโรล พาลเมอร์จากคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยทัฟส์ สหรัฐฯ กล่าวว่า การดื่มน้ำผลไม้จากแก้ว 1 แก้วแบบจิบช้าๆ ทำให้ฟันสึกมากกว่าการดื่มผ่านหลอดดูดภายใน 2-3 นาที

วิธีป้องกันฟันผุ เสีียวฟัน ฟันหลอที่สำคัญได้แก่

...

(1). ฝึกแปรงฟันให้ถูกวิธี เลือกแปรงขนอ่อนหรืออ่อนพิเศษ แปรงเบาๆ หลังอาหารและก่อนนอน อย่างน้อย 2 ครั้ง/วัน 

ยกเว้นถ้ากินอาหารที่มีกรด (ข้อ 2) จะมีทางเลือกที่ดี 2 ทาง คือ แปรงหลัง 30-60 นาที หรือไม่ก็แปรงก่อนอาหาร (ถ้ารีบและรอไม่ได้)

...

(2). ไม่แปรงฟัน หลังกินอาหารที่มีกรด เช่น น้ำสลัดที่มีน้ำส้มสายชู ฯลฯ 30-60 นาที, ช่วงนี้ให้บ้วนปากเป็นพักๆ หรือเคี้ยวหมากฝรั่งชนิดไม่มีน้ำตาล

(3). ใช้ยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์ กรณีเด็กอายุต่ำกว่า 7 ปี... ต้องระวังเด็กกลืนยาสีฟัน และใช้ยาสีฟันแต่น้อย (ไม่เกินขนาดถั่วเขียว)

เด็กเล็กมากอาจฝึกด้วยยาสีฟันที่ไม่มีฟลูออไรด์ก่อน เพื่อให้แน่ใจว่า เด็กจะไม่กลืนยาสีฟันลงไป

...

(4). ฝึกใ้ช้ไหมขัดฟันให้ถูกวิธี และขัดฟันวันละ 1 ครั้ง, เวลาที่ดีที่สุด คือ ก่อนนอน

(5). หลีกเลี่ยง อาหารว่างประเภทอาหารเหนียวๆ เช่น ผลไม้แห้ง ลูกอมเหนียวหนึบ ฯลฯ, ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ (เช่น ทำใจไม่ได้ ฯลฯ) ให้กินพร้อมอาหารมื้อหลัก

...

(6). สะบัดแปรงสีฟันให้สะเด็ดน้ำ (น้ำหลุดออกไป) หลังใช้, เก็บในที่มีลมพัดผ่านหรืออากาศถ่ายเทดี อย่าเก็บแปรงสีฟันในกล่องปิดสนิท (เพิ่มความชื่นสะสม ทำให้เชื้อโรคเติบโตบนแปรงได้)

นำแปรงไปผึ่งลม ตากแดด ใส่ในน้ำร้อนจัด 5 นาที หรือใส่ในถ้วย แล้วอุ่นให้ร้อนในไมโครเวฟ สัปดาห์ละครั้ง (ดีที่สุด คือ ทุกวัน), เพื่อป้องกันการสะสมเชื้อโรค, เปลี่ยนแปรงทุกๆ 3 เดือน หรือเปลี่ยนเมื่อขนแปรงบานออก

...

(7). ตรวจช่องปากกับอาจารย์หมอฟันทุก 6 เดือน

(8). กินอาหารให้ครบทุกหมู่อย่างพอดี (ดีที่สุด คือ ตั้งแต่คุณแม่ตั้งครรภ์ไปจนตลอดชีิวิต)

...

(9). ไม่สูบบุหรี่ > บุหรี่ำทำให้เหงือกอักเสบ-เนื้อเยื่อยึดรอบโคนฟัน (ปริทนต์) อักเสบได้ง่าย ทำให้เหงือกสึก ฟันหลุดได้ง่าย

(10). ระวังเบา หวาน > ระวังอย่าให้น้ำหนักเกิน ออกแรง-ออกกำลังเป็นประจำ, ตรวจเช็คเบาหวานเป็นระยะ... ถ้าเป็นให้รักษาให้ดีต่อเนื่อง เนื่องจากโรคนี้เพิ่มเสี่ยงเหงือกอักเสบ-เนื้อเยื่อยึดรอบโคนฟัน (ปริทนต์) อักเสบ

...

(11). กินมื้อ เย็นก่อนนอนอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมง หรือนานกว่านั้น และไม่กินมื้อใหญ่เกินไป เช่น ก่อนพระอาทิตย์ตกดิน ฯลฯ ถ้าเป็นโรคกรดไหลย้อน (gastroesophageal reflux / GERD) 

การกินมื้อใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นอาหารแข็ง-เหลว (รวมทั้งน้ำ)-ลม (เช่น น้ำอัดลม กินไปคุยไปทำให้กลืนลมเข้าไปมาก เบียร์ ฯลฯ) จะทำให้ปริมาตรอาหารรวมในกระเพาะฯ เพิ่มขึ้น เพิ่มเสี่ยงต่อโรคกรดไหลย้อน ซึ่งอาจทำให้น้ำย่อย-กรด-น้ำดีทำลายเคลือบฟันได้

...

ไม่ควรนอนทันทีหลังอาหาร เนื่องจากท่านอนทำให้กรดไหลย้อนได้ง่าย, การเดินช้าๆ สบายๆ หลังอาหารแบบที่โบราณเรียกว่า "เดินย่อยอาหาร" (ไม่ใช่เดินเร็ว) ช่วยให้กระบวนการย่อยอาหารดีขึ้น

(12). ถ้าใช้น้ำยาบ้วนปาก (มีความสำคัญน้อยกว่าการแปรงฟัน และใช้ไหมขัดฟัน), ควรเลือกชนิดไม่มีแอลกอฮอล์ และมีฟลูออไรด์

...

ถึงตรงนี้... ขอให้ท่านผู้อ่านมีสุขภาพดีไปนานๆ ครับ

...

 > [ Twitter ]

ที่ มา                                                         

  • นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์ รพ.ห้างฉัตร ลำปาง. 22 สิงหาคม 2553.
  • ข้อมูล ทั้งหมดเป็นไปเพื่อ การส่งเสริมสุขภาพ ไม่ใช่วินิจฉัยหรือรักษาโรค ท่านที่มีโรคประจำตัวหรือความเสี่ยงต่อโรคสูงจำเป็นต้องปรึกษาหมอที่ดูแล ท่านก่อนนำข้อมูลไปใช้.