ผู้หญิงหลังการแต่งงานเพื่อครอบครัว ผู้ชายหลังการแต่งงานเพื่อความสุขของตนเอง

    วันนี้ฉันอยากเขียนเรื่อง ความคาดหวังหลังการแต่งงาน ซึ่งผู้หญิงและผู้ชายมักคิดแตกต่างกัน แต่ไม่ใช่ทุกคู่ แต่จากประสบการณ์ที่ฉันได้เจอมาและได้พูดคุยกับคนรอบข้าง

    หลังการแต่งงาน สิ่งที่ผู้หญิงคิดและทำ คือ การเป็นภรรยาที่ดี เป็นแม่ที่ดีของลูก เป็นลูกสะใภ้ที่ดีของครอบครัวสามี

  หลังการแต่งงาน สิ่งที่ผู้ชายคิดและทำ คือ การเป็นสามีที่ดี เป็นพ่อที่ดีของลูก เป็นลูกเขยที่ดีของครอบครัวภรรยา

   แต่หลังชีวิตการแต่งงานไปแล้ว เกิน ๗ ปี ผู้หญิงเริ่มเปลี่ยนแปลง เริ่ม จู้จี่ขี้บ่น แต่งตัวเป็นยายเพิ้งที่บ้าน แต่งตัวสวยเวลาไปทำงานเท่านั้น เหนื่อยกับที่ทำงาน เหนื่อยกับงานที่บ้าน ชอบทานข้าวที่บ้าน ไม่ชอบออกไปไหน เลยไม่มีเวลาทำการบ้านกับสามี

  แต่ในขณะที่คุณสามีหรือคุณผู้ชาย เริ่มไม่ชอบคนจู่จี่ขี้บ่น เบื่อยายเพิ้งที่บ้าน ชอบทานข้าวนอกบ้าน พบปะสังสรรค์เพื่อนฝูง มักติดประชุม ไปงานเลี้ยง และชอบการเอาอกเอาใจจากคนนอกบ้าน เพราะเมื่อกลับถึงบ้าน ไม่ค่อยเจริญหู เจริญตา และภรรยาไม่เอาอกเอาใจเมื่อตอนเป็นแฟนกัน

  ทำให้เกิดมีปากเสียงกัน ส่งผลกระทบกับลูก ทำให้เกิดการทนนิสัยกันไม่ได้เกิดการหย่าร้าง หรือไม่ก็ทนอยู่เพื่อลูก เพื่อสังคม และสิ่งที่ผู้ชายมักเอามาอ้างตามคำพูดของคุณระเบียงรัตน์ คือภรรยาไม่ตามใจตน ไม่เหมือนคนนอกบ้านที่ทำได้ทุกอย่าง ทำให้เบื่อไม่อยากกลับบ้าน

    คุณระเบียบรัตน์จึงบอกว่า วิธีมัดใจสามี คือ การทำตัวเป็นโสเภณีกับสามีของตน ฉันเคยเถียงกับสามีเรื่องนี้ ว่ามันเป็นไปไม่ได้หรอกที่จะให้ภรรยาทำตัวเหมือนโสเภณีที่ทำได้ทุกอย่าง เขาจึงบอกว่านี้แหละคือเหตุผลที่ผู้ชายมักอ้างเพื่อไปหาความสุขนอกบ้าน และประการสำคัญ ผู้หญิงหลังการแต่งงานมีลูก ทุกสิ่งทุกอย่าง ทำให้รู้สึกเหน็ดเหนื่อย ทำให้ถดถ้อยในเรื่อง ที่สามีต้องการ

    ในขณะที่ตัวคุณสามียังมีความต้องการตลอด ฉันเคยอ่านเจอในนิตยสารอยู่เล่มหนึ่ง กล่าวว่า ผู้ชายจะหยุดความต้องการเมื่อ ๕ นาทีก่อนตาย ไม่รู้ว่างานวิจัยนี้ได้รับการรับรองจากคุณผู้ชายหรือไม่

    ฉันจึงอยากเห็นชีวิตการครองคู่ทุกครอบครัว เคยรักกันอย่างไร ก็ขอให้รักกันอย่างนั้น เคยปฏิบัติตนอย่างไร ก็ปฏิบัติอย่างนั้น ชีวิตครอบครัวจะได้ไม่แตกแยก ลูกๆจะได้ไม่มีปัญหา และสิ่งที่ผู้ชายมักเอามาพูดกับผู้หญิงอื่น ก็คือ โทษการทำตัวของภรรยาทั้งสิ้น ไม่เคยโทษตัวเอง

    ก็ขอให้คุณผู้ชายทั้งหลายรักครอบครัวให้มากๆ ให้คิดถึงก่อนเคยรักกัน ก่อนการแต่งงาน เหนื่อยยากลำบาก กันมาขนาดไหน ทำไมพอสบายก็มักนึกถึงตัวเอง ปล่อยให้คนที่เคยร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาอยู่อย่างเดียวดายหรืออยู่เพื่อเลี้ยงลูก แล้วตนเองก็หาความสุขไปเรื่อย ไม่แคร์ ไม่สนใจความรู้สึกของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นภรรยาหรือเป็นแม่ของลูกตน

   แต่วันนี้ขอเพิ่มเติมเรื่องเล่าจาก พี่ชายคนหนึ่ง ที่เล่าให้ฉันฟัง ว่า "เขาถูกเมียสวมเขา" ซึ่งฉันก็เชื่อน่ะที่เขาเล่า เพราะเขาคงไม่ใส่ร้ายภรรยาของตัวเอง ที่อยู่กันมาเป็นเวลา ๒๐ กว่าปี ฉันไม่นึกว่ายังมีผู้หญิงที่ทำร้ายจิตใจของผู้ชายได้ขนาดนี้ หรือหากให้ฉันเดาหรือฉันสัณนิฐาน อาจเป็นเพราะพี่เขาไม่มีเวลาให้ภรรยาก็ได้ เพราะต้องไปทำงาน ๓ จังหวัดชายแดนใต้ ต้องไปฝึก อบรม ประชุม สัมมนา จนไม่ค่อยมีเวลาให้กับภรรยาตนเอง แต่เรื่องอย่างนี้มันเป็นเรื่อง ของคน ๒ คนที่ต้องทำความเข้าใจกัน ยังไงก็ต้องขออวยพรให้พี่ชายผู้โชคร้ายคนนี้ เจอผู้หญิงดีๆที่รักและซื่อสัตย์ต่อพี่เขา

   นี่แหละ คือ จุดจบของชีวิตครอบครัว จุดจบของชีวิตหลังการแต่งงาน ที่ผู้หญิงและผู้ชายคิดต่างกัน  

    หากคุณอ่านแล้วมีข้อคิดเห็นอย่างไร เสนอแนะได้น่ะค่ะ เพราะนี่เป็นเพียงประสบการณ์ที่พบเจอมา เป็นเพียงความคิดเห็นของผู้หญิงคนหนึ่งในสังคมไทย ที่เห็นทั้งการกระทำของฝ่ายหญิงและฝ่ายชาย