อ่านพบบทกวีบทหนึ่งที่เกี่ยวกับการทำงานแล้วรู้สึกดีและทำให้ต้องเอากลับมาคิด  จึงคัดลอกมาให้ลองอ่านกันคะ

"..... เธอทำงาน..ก็เพื่อจะก้าวไปพร้อมกับพื้นพิภพและวิญญาณแห่งพื้นพิภพ

เพราะการที่จะเกียจคร้านอยู่นั้น ก็คือการทำงานเป็นผู้แปลกหน้าต่อฤดูกาลทั้งหลาย

และคือการก้าวออกไปจากขบวนแถวของชีวิต ซึ่งกำลังดำเนินอย่างสง่าผ่าเผยและภาคภูมิไปสู่อนันตภาวะ

เมื่อเธอทำงานนั้น..เธอคือขลุ่ยซึ่งเสียงกระซิบแห่งโมงยามผ่านดวงใจของเธอ แปรเป็นเสียงดนตรี

เธอคนใดบ้างอยากเป็นไม้อ้อ..ใบ้และเงียบในขณะเมื่อสรรพสิ่งเริ่มร้องเริงกันเป็นเสียงเดียว

เธอมักจะได้รับการบอกเล่าบ่อยๆ ว่าการทำงานคือ คำสาปแช่งและการงานคือโชคร้าย

แต่เราขอบอกกับเธอว่า เมื่อเธอทำงานนั้นเธอได้ยังความฝันอันไกลยิ่งของโลกให้สมบูรณ์ ในส่วนที่ได้จัดไว้เฉพาะเธอ

ในเมื่อความฝันนั้นอุบัติขึ้น และในการประกอบการงานนั้นก็คือ การที่เธอรักชีวิตอย่างแท้จริง

และการรักชีวิตโดยทางการงานนั้นก็คือ การเข้าถึงความลับอันล้ำลึกที่สุดของชีวิต

ชีวิตคือ..ความมืดแน่แท้..เว้นเสียแต่เมื่อมีความมุ่งมาด

และความมุ่งมาดนั้นก็จะยังมืดบอด..ถ้าหากไร้ปัญญา

และปัญญาทั้งหลายก็คงเปล่าประโยชน์..ถ้าหากไม่มีการงาน

และการงานก็จะว่างเปล่า..เมื่อไม่มีความรัก          

การงานคือความรักปรากฏตนเป็นรูปร่าง และถ้าเธอไม่อาจประกอบการงานได้โดยไม่มีความรัก...แต่ด้วยความจำใจเบื่อหน่าย...เธอก็ควรวางมือและไปนั่งตามประตูโบสถ์....ขอทานท่านผู้ทำงาน...ด้วยความชื่นชมจะดีกว่า

เพราะถ้าเธอปิ้งขนมปังอย่างไม่แยแส..เธอก็จะได้ขนมปังอันมีรสขม...และบรรเทาความหิวของมนุษย์ได้เพียงครึ่งเดียว

และถ้าเธอบ่นขณะบีบองุ่น...การบ่นของเธอคือยาพิษ..ซึ่งซาบซึมลงในน้ำองุ่น

และถึงแม้เธอจะร้องเพลงได้ด้วยเสียงดุจเทพธิดา..แต่ถ้าเธอมิได้รักการร้องเพลงนั้นแล้ว..เธอจะทำให้หูของมนุษย์หนวกต่อสำเนียงของวันและคืน.........."

 

 เป็นบทกวี ของคาริล ยิบราล ที่เขียนโดย ดร.สมคิด แก้วทิพย์ ในคอลัมน์หนึ่งของจดหมายข่าวงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น สกว.