ชุมนุมสาธารณะ

สรุปเวทีรับฟังความคิดเห็น

(ร่าง) พระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ .. …. 

ครั้งที่ ๒/๒๕๕๓ วันอังคารที่ ๑๗ สิงหาคม  ๒๕๕๓ เวลา ๐๘.๓๐-๑๓.๓๐ น.

ณ โรงแรมบีพี สมิหลา บีช โฮเต็ล แอนด์ รีสอร์ท อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา

จัดโดย คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ 

ร่วมกับคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย  

มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.)  

สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย 

และสมาคมนักวิทยุและโทรทัศน์แห่งประเทศไทย

 ----------------------------------

ความเป็นมาของเวทีรับฟังความคิดเห็นร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. ....  โดย นายบุญเกื้อ สมนึก ผู้อำนวยการกลุ่มงานประชาสัมพันธ์และการเผยแพร่ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและประสานงานเครือข่าย สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

การชุมนุมสาธารณะเป็นเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนที่จะรวมกลุ่มเพื่อชุมนุมและแสดงความคิดเห็นทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ได้บัญญัติรับรองเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธไว้ ซึ่งสอดคล้องกับปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๕๒ คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. .... ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นผู้เสนอ และมอบให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา  ขณะเดียวกัน คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายซึ่งศาสตราจารย์ ดร.คณิต ณ นคร เป็นประธาน ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการพิจารณากฎหมายว่าด้วยการชุมนุมในที่สาธารณะเพื่อศึกษาและให้ความเห็นต่อร่างกฎหมายดังกล่าวคู่ขนานไปด้วย

คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของกฎหมายดังกล่าว จึงได้ร่วมกันจัดเวทีนโยบายสาธารณะ เรื่อง “การชุมนุมสาธารณะ: เสรีภาพที่ต้องการกรอบกติกา”[1] เมื่อวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ ณ โรงแรมรามาการ์เด้น กรุงเทพมหานคร และได้นำความเห็นและข้อเสนอที่ได้จากเวทีไปประกอบการจัดทำบันทึกความเห็นเสนอต่อคณะรัฐมนตรี[2] ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติรับไปประกอบการพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าว

ขณะนี้ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตรวจพิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวแล้ว คาดว่าจะเข้าสู่กระบวนพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในสมัยประชุมนี้ และหากกฎหมายนี้มีผลบังคับใช้    ก็จะมีผลกระทบกับทุกฝ่าย รวมถึงศาลที่ถูกกำหนดให้เข้ามามีส่วนในการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีนัยสำคัญ

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย            กรมประชาสัมพันธ์ ได้จัดให้มีโครงการรับฟังความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ     พ.ศ. .... (คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ) ขึ้นมาแล้วในครั้งที่ ๑ เมื่อวันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๕๓ ณ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ กรุงเทพมหานคร[3] สำหรับความคิดเห็นและข้อเสนอทั้งหมดที่ได้จากเวทีในวันนี้และภูมิภาคอื่นๆ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจะได้นำไปประกอบการจัดทำความเห็นและข้อเสนอต่อรัฐบาลและรัฐสภาต่อไป

คำกล่าวเปิดและปาฐกถานำ โดย ศาสตราจารย์พิเศษสิทธิโชค ศรีเจริญ กรรมการปฏิรูปกฎหมาย

การประชุมในครั้งนี้ มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการรับผิดชอบเกี่ยวกับการชุมนุมสาธารณะหลายหน่วยงานร่วมจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะของประชาชนในภาคใต้ ได้แก่ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย มูลนิธิสาธารณะสุข สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ และสื่อมวลชน ทั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อรับฟังความคิดเห็นของผู้เข้าร่วมการประชุมที่มีต่อร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. .... (คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ)

จากการต่อสู้เรียกร้องเพื่อปกป้องสิทธิของคนภาคใต้กรณีการคัดค้านท่อก๊าซไทย-มาเลเซีย อำเภอจะนะ เป็นกรณีศึกษาอันเป็นที่รู้กันอย่างกว้างขวาง นับเป็นการต่อสู้เรียกร้องให้กับส่วนรวมอย่างแท้จริง  จะเห็นได้ว่าการชุมนุมสาธารณะมีความจำเป็นต่อคนในท้องถิ่นในการเรียกร้องให้ฝ่ายบริหารเข้ามาจัดการกับปัญหาความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นกับกลุ่มคนเหล่านั้น ในการนี้ คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายและคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้เล็งเห็นปัญหาของแต่ละภูมิภาคซึ่งมีความแตกต่างกัน แต่มีความจำเป็นที่ต้องใช้กฎหมายฉบับเดียวกัน และหากพิจารณาอย่างที่ถ้วนในเหตุผล ความจำเป็นแล้ว กฎหมาย   ว่าด้วยการชุมนุมสาธารณะยังมีความจำเป็นอย่างมากที่ต้องมีออกมาบังคับใช้  โดยหลักการพื้นฐานนั้นต้องเป็นกฎหมายที่ไม่มีลักษณะลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน และเป็นกฎหมายที่จะต้องตราออกมาเพื่อจัดกระบวนการต่างๆ ให้เหมาะสม

โดยที่การชุมนุมสาธารณะนั้น มีผู้ที่เกี่ยวข้อง ๓ ส่วน ได้แก่ ผู้ชุมนุม ผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุม และเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ต้องดำเนินการให้เกิดความสงบ ปลอดภัย ปราศจากอาวุธ  ฉะนั้น จึงมีความจำเป็นต้องร่วมกันคิดว่าทำอย่างไรให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้ง ๓ ส่วนนั้นสามารถอยู่ร่วมกันได้  และประการสำคัญคือ ปัญหาความเดือดร้อนของผู้ชุมนุมได้รับการแก้ไข  จะเห็นได้ว่าในประเทศที่พัฒนาแล้วจะมีกฎหมายว่าด้วยการชุมนุมสาธารณะและเป็นกฎหมายซึ่งมีเจตนารมณ์ที่จะให้มีการจัดระเบียบสังคมและ และอำนวยความสะดวกเพื่อให้การชุมนุมเป็นไปโดยความเรียบร้อย 

เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเสรีภาพการชุมนุม  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากการชุมนุมนั้นเป็นไปเพื่อเรียกร้องสิทธิเสรีภาพใด ๆ หรือเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมและถิ่นที่อยู่อาศัยเป็นเรื่องสำคัญ และเป็นสิ่งที่มีพลังที่จะเรียกร้องให้ฝ่ายบริหารแก้ไขกับปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน         ซึ่งประชาชนทุกคนมีเสรีภาพที่จะทำได้ตามกรอบของกฎหมาย  อย่างไรก็ตาม รัฐจะต้องมีหน้าที่ดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการนั้นด้วย  และในวันนี้มีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่าน ร่วมถึงวิทยากรในท้องถิ่นที่ได้ร่วมกับคนภาคใต้ในการเรียกร้องกรณีท่อก๊าซไทย-มาเลเซีย อำเภอจะนะ เข้าร่วมเวทีรับฟังและจะได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อร่างกฎหมายดังกล่าวด้วย

ผู้เข้าร่วมเวทีรับฟังความเห็นนี้ประกอบด้วยตัวแทนจากภาคประชาชนท้องถิ่นเป็นส่วนใหญ่จำนวนประมาณ ๑๕๐ คน  ในการนี้ ได้มีการนำเสนอประเด็นวิพากษ์ร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. .... (คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ) โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. จันทจิรา เอี่ยมมยุรา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดังนี้

สืบเนื่องจากร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. .... ที่นำเสนอในเวทีรับฟังความคิดเห็นนี้เป็นร่างพระราชบัญญัติที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบแล้ว  คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายจึงได้จัดให้มีเวทีรับฟังความเห็นเพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีความเหมาะสม ถูกต้องตามเจตนารมณ์และหลักพื้นฐานของรัฐธรรมนูญซึ่งได้แก่ หลักการแบ่งแยกอำนาจ และหลักการได้สัดส่วนหรือไม่อย่างไร  ประเด็นวิพากษ์ ในแต่ละประเด็นสรุปดังนี้

๑. การแจ้งล่วงหน้าเป็นหนังสือไม่น้อยกว่าเจ็ดสิบสองชั่วโมง

- กฎหมายให้ต้องแจ้งล่วงหน้าเป็นหนังสือ (ไม่ต้องขออนุญาต) ก่อนการชุมนุม        ไม่น้อยกว่าเจ็ดสิบสองชั่วโมงโดยไม่มีข้อยกเว้น และหนังสือแจ้งต้องเป็นไปตามแบบ (มาตรา ๑๐)

- กรณีไม่อาจแจ้งล่วงหน้าเป็นหนังสือได้จะเปลี่ยนจาก “การแจ้งให้ทราบ” เป็น     “การขออนุญาต” ซึ่งเปิดดุลพินิจให้เจ้าพนักงานกว้างมาก (มาตรา ๑๔)

- หากฝ่าฝืนชุมนุมก่อนได้รับอนุญาต จะถือเป็นการชุมนุมที่ “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” (มาตรา ๑๕)

ประเด็นการแจ้งให้ทางราชการทราบไม่ใช่เรื่องผิดปกติ ในต่างประเทศก็มีกฎหมายบังคับใช้ในลักษณะนี้ โดยแจ้งเหตุผลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ทราบและมีการจัดการการชุมนุม เช่น การดูแลพื้นที่ การอำนวยความสะดวกในการเดินทาง เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ผู้อื่นร่วมใช้ด้วย และไม่ได้กำหนดจำนวนขั้นต่ำของผู้ชุมนุม รัฐสามารถจำกัดเสรีภาพของประชาชนได้แต่ต้องทำเท่าที่จำเป็นตามหลักการได้สัดส่วน       การที่ผู้ชุมนุมที่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้าแต่ไม่มีการแจ้งล่วงหน้า เป็นเรื่องยุ่งยากในการแจ้งเป็นหนังสือ บทบัญญัติในลักษณะดังกล่าวได้สัดส่วนหรือไม่ นอกจากนั้น ยังไม่มีการกำหนดหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ให้ออกหลักฐานรับหนังสือแจ้งจะนับเวลาอย่างไร ผลคือไม่สามารถชุมนุมได้ ระบบจะเปลี่ยนจาก “การแจ้งให้ทราบ” เป็น “การขออนุญาต” (จะเป็นการเปิดช่องให้เจ้าพนักงานใช้ดุลพินิจ) หรือกรณีมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้าและชุมนุมตามระยะเวลาที่กำหนดแต่ไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ของการชุมนุมได้ การไม่เลิกชุมนุมตามระยะเวลาที่กำหนดก็จะเป็นการชุมนุมโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายโดยอัตโนมัติเนื่องจากระหว่างการร้องขอเพื่อการชุมนุมต่อจะทำการชุมนุมต่อในระหว่างนั้นไม่ได้ และเป็นไปไม่ได้ในความเป็นจริงและธรรมชาติของการชุมนุม เป็นต้น

๒. การให้องค์กรตุลาการเป็นผู้สั่งห้ามการชุมนุมแทนฝ่ายปกครอง (มาตรา ๑๔ วรรคท้าย และมาตรา ๒๕)

- โดยเนื้อหาของการชุมนุมสาธารณะนั้นเป็นเรื่องทางปกครอง  การที่กฎหมายกำหนดเรื่องการสั่งห้ามและเลิกการชุมนุมให้เป็นอำนาจหน้าที่ของฝ่ายตุลาการโดยข้ามขั้นตอนการบริหารราชการแผ่นดินซึ่งเป็นไปตามลำดับการบังคับบัญชาในทางปกครอง ซึ่งการให้ฝ่ายตุลาการใช้กฎหมายบริหารประเทศแทนฝ่ายบริหารนั้นย่อมเป็นการขัดต่อหลักการแบ่งแยกอำนาจ

๓. ศาลที่มีเขตอำนาจ

- มีกรณีที่จะต้องพิจารณาเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งทางปกครอง         ศาลปกครองก็จะมีอำนาจในการตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งทางปกครองดังกล่าว           การที่กฎหมายว่าด้วยการชุมนุมสาธารณะฉบับนี้กำหนดให้เป็นอำนาจของศาลยุติธรรมซึ่งทำหน้าที่พิจารณาคดีซึ่งเป็นความสัมพันธ์ระหว่างเอกชนต่อเอกชน แต่กรณีการชุมนุมสาธารณะนี้เป็นเรื่องระหว่างรัฐหรือฝ่ายปกครองต่อเอกชน ซึ่งวิธีพิจารณาระหว่างคดีแพ่งกับคดีปกครองมีวิธีพิจารณาที่แตกต่างกัน  วิธีพิจารณาคดีปกครองนั้นศาลจะใช้ระบบไต่สวนโดยศาลปกครองมีอำนาจที่จะแสวงหาข้อเท็จจริงร่วมกับคู่กรณีได้        ซึ่งแตกต่างกับวิธีพิจารณาคดีแพ่ง  ดังนั้น ศาลแพ่งย่อมไม่มีความเชี่ยวชาญด้านหลักพื้นฐานของกฎหมายมหาชน  นอกจากนั้น ที่กำหนดไว้ว่าคำสั่งศาลชั้นต้นถือเป็นที่สุด อุทธรณ์และฎีกาไม่ได้ (มาตรา ๑๔ วรรคท้าย มาตรา ๒๕ วรรคสาม) นั้นอาจขัดต่อหลักความชอบด้วยกฎหมาย

          ๔. บทกำหนดโทษจำคุกผู้จัดการชุมนุมและผู้ชุมนุม กรณีฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติของพระราชบัญญัติฯ ฉบับของรัฐบาล (หมวด ๕)

- การชุมนุมที่ถูกห้ามหรือฝ่าฝืนเงื่อนไขของกฎหมายเป็นเรื่องการขัดคำสั่งทางปกครอง (หากมีการกำหนดโทษก็ควรให้เป็นไปในลักษณะโทษปรับทางปกครอง) ไม่ควรเป็นโทษทางอาญา (โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกำหนดให้มีโทษจำคุก)

                   ๕. หากมีผู้ชุมุนมบางส่วนหรือมีผู้แอบแฝงเข้ามาในที่ชุมนุมกระทำผิดกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นจะถือว่าผู้ชุมนุมทั้งหมดกระทำผิดกฎหมายด้วยหรือไม่

- ร่างพระราชบัญญัตินี้ไม่มีการกล่าวถึงการกระทำความผิดส่วนตัวและความผิดของกลุ่มแยกออกจากกัน

                   ประเด็นอื่นๆ ได้แก่

๑)  การกำหนดโทษจำคุก การให้ริบทรัพย์ที่ยึดได้จากการชุมนุมไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นของแผ่นดิน

๒)  การไม่จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนในการยกร่างพระราชบัญญัติก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา

๓)  ไม่มีการนิยามคำว่า “อาวุธ” จึงต้องใช้นิยามทั่วไปตามประมวลกฎหมายอาญาซึ่งอาจทำให้ธรรมชาติของการชุมนุมของประชาชนผู้ต้องการเรียกร้องอาจมีความผิดและได้รับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา ทำให้การชุมนุมซึ่งเป็นเสรีภาพของประชาชนอาจถูกเจ้าหน้าที่ของรัฐใช้อำนาจตามกฎหมายไปในทางที่ไม่ถูกต้องและสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ

ดังนั้น ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จันทจิรา เอี่ยมมยุรา จึงมีความเห็นว่า ร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมในที่สาธารณะ พ.ศ. ....(คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ) นี้สุ่มเสี่ยงต่อการขัดรัฐธรรมนูญ

                   หลังจากนั้น นางสาวนวลน้อย ธรรมเสถียร ผู้สื่อข่าวอิสระ ในฐานะผู้ดำเนินการอภิปราย ได้เปิดเวทีให้วิทยากรผู้มีประสบการณ์เกี่ยวกับการชุมนุมในมิติต่าง ๆ ได้วิพากษ์ร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมในที่สาธารณะ พ.ศ. ....(คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ) ตามประเด็นที่เกี่ยวข้อง

                   นายสมชัย วัฒนการุณ  ตุลาการศาลปกครองกลาง

                                    นายสมชัย วัฒนการุณ มีความเห็นว่าร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมในที่สาธารณะ พ.ศ. ....(คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ) นี้มีวัตถุประสงค์ไม่เป็นการส่งเสริมการใช้เสรีภาพของประชาชนในการชุมนุมสาธารณะ สรุปได้ดังนี้

                    ๑. การเลิกการชุมนุมสาธารณะภายในระยะเวลาที่ผู้จัดการชุมนุมได้แจ้งไว้ต่อผู้รับแจ้ง (มาตรา๑๙)

                   เมื่อมีการชุมนุมตามคำขอแล้วและเมื่อครบเวลาตามที่บอกกล่าว ผู้ชุมนุมต้องเลิกการชุมนุมสาธารณะภายในระยะเวลาที่ผู้จัดการชุมนุมได้แจ้งไว้ต่อผู้รับแจ้ง กรณีดังกล่าว หากรัฐ รัฐบาลหรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองยังไม่ได้แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของผู้ชุมนุมที่มาชุมนุม ผู้ชุมนุมจำเป็นต้องเลิกการชุมนุมหรือไม่ เพราะหากไม่เลิกการชุมนุม การชุมนุมนั้นจะเป็นการชุมนุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย  ดังนั้น จะเห็นได้ว่าร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมในที่สาธารณะ พ.ศ. ....(คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ) ในมาตรา๑๙ นี้ไม่สอดคล้องกับธรรมชาติของการชุมนุม เนื่องจากการจะเลิกชุมนุมนั้นขึ้นอยู่กับเงื่อนไขว่ารัฐ รัฐบาลหรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองจะเข้ามาแก้ไขปัญหาเมื่อใด ซึ่งขัดกับบทบัญญัติที่กำหนดให้ผู้ชุมนุมต้องแจ้งให้ผู้รับแจ้งทราบว่าจะชุมนุมในระยะเวลาเท่าใด

                   ๒. หลักการแบ่งแยกอำนาจ     

                   อำนาจอธิปไตยนั้นแบ่งเป็น ๓ ส่วน คือ อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ โดยทฤษฎีแล้ว ทั้งสามอำนาจดังกล่าวนั้นแยกออกจากกัน ต่างฝ่ายต่างดุลและคานอำนาจซึ่งกันและกันตามหลักการแบ่งแยกอำนาจ  การที่ร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมในที่สาธารณะ พ.ศ. ....(คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ) นี้กำหนดเรื่องการสั่งห้ามและเลิกการชุมนุมให้เป็นอำนาจหน้าที่ของฝ่ายตุลาการโดยข้ามขั้นตอนการบริหารราชการแผ่นดินซึ่งเป็นไปตามลำดับการบังคับบัญชาในทางปกครอง  การชุมนุมนั้นย่อมมีเบื้องหลังหรือมูลเหตุของการชุมนุมซึ่งจะต้องใช้เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารหรือฝ่ายปกครองเป็นผู้เชี่ยวชาญในการแสวงหาหรือตรวจสอบข้อเท็จจริงเหตุแห่งสภาพปัญหาของการชุมนุม  ดังนั้น การจะอนุญาตให้ชุมนุมหรือชุมนุมต่อไปได้หรือไม่โดยให้อำนาจฝ่ายตุลาการใช้กฎหมายบริหารประเทศแทนฝ่ายบริหารนั้นย่อมเป็นการขัดต่อหลักการแบ่งแยกอำนาจ และศาลหรือฝ่ายตุลาการไม่อยู่ในสถานะเช่นนั้นและหากศาลใช้ดุลพินิจหรือวินิจฉัยผิดพลาด คำพิพากษานั้นโดยสภาพเป็นอิสระ ศาลไม่ต้องรับผิดชอบต่อฝ่ายใดเพียงแต่มีกระบวนการทบทวนคำวินิจฉัยตามหลักทั่วไปเท่านั้น อำนาจต้องเคียงคู่ไปกับความรับผิดชอบ  ดังนั้น กรณีการสั่งห้ามและเลิกการชุมนุมดังกล่าวจึงต้องอยู่ในความรับผิดชอบของฝ่ายบริหารหรือฝ่ายปกครองเท่านั้น

                   ๓. ความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

                  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้รับรองเสรีภาพในการชุมนุมที่สงบและปราศจากอาวุธ การที่กำหนดให้ผู้ชุมนุมต้องแจ้งต่อผู้รับแจ้งล่วงหน้าก่อนการชุมนุมสาธารณะหรือจะต้องขออนุญาตก่อนนั้นย่อมขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยซึ่งได้รับรองเสรีภาพในการชุมนุมที่สงบและปราศจากอาวุธ

                   ๔. เขตอำนาจศาล

                   บทบัญญัติตามร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมในที่สาธารณะ พ.ศ. ....(คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ) นี้บัญญัติเฉพาะเจาะจงให้อำนาจศาลแพ่งหรือศาลจังหวัดที่มีเขตอำนาจเหนือสถานที่ที่ชุมนุมเป็นศาลที่มีอำนาจในการพิจารณาวินิจฉัย ซึ่งปกติแล้วจะพิจารณาคดีระหว่างเอกชนกับเอกชน จึงมีไม่มีความสันทัดจัดเจนในการพิจารณาคดีระหว่างประชาชนกับรัฐเทียบเท่าศาลปกครอง ตัวอย่างเช่น การต่อสู้เรื่องท่อก๊าซไทย-มาเลเซีย และมีการยื่นคำร้องต่อศาลปกครองจังหวัดสงขลา กรณีการให้ศาลแพ่งมีอำนาจพิจารณา ซึ่งปัจจุบันศาลแพ่งมีหน้าที่พิจารณาอรรถคดีระหว่างข้อพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชน ซึ่งวิธีการพิจารณาอยู่ในหลักการเท่าเทียมกัน เนื่องจากคู่พิพาทมีสถานะเท่าเทียมกัน แต่หากเป็นกรณีข้อพิพาทระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับเอกชนจะใช้หลักเท่าเทียมกันอย่างข้อพิพาทอย่างเอกชนกันเองหรือไม่ เช่นนี้ยังเป็นข้อสงสัย

                   นอกจากนี้ ได้กล่าวถึงกรณีศาลอาญา เป็นการพิจารณาข้อพิพาทตามตัวบทกฎหมาย จะไม่มีหลักการใช้อำนาจของเจ้าหน้าแบ่งสัดส่วน เจ้าหน้าที่ใช้อำนาจหน้าที่ชอบหรือไม่ เกินอำนาจหรือไม่       ศาลปกครองจะเป็นองค์กรที่มีความเชี่ยวชาญมากกว่า                  

                   นายกิตติภพ สิทธิสว่าง แกนนำกลุ่มจะนะรักษ์ถิ่น จังหวัดสงขลา

                   นายกิตติภพ สิทธิสว่าง ได้แบ่งปันประสบการณ์ให้ทราบสรุปว่า ในฐานะเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมในที่สาธารณะ พ.ศ. .... (คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ) นี้  การใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ สิ่งที่พบคือการใช้อำนาจรัฐ กลไกรัฐเป็นกลไกรับใช้ทุน ตัวอย่างหนึ่งที่เป็นรูปธรรมคือ มีคำสั่งให้หน่วยงานรัฐสนับสนุนโครงการท่อก๊าซโดยไม่มีการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สิ่งที่เกิดขึ้นคือประชาชนถูกละเมิด เมื่อมีกระบวนการเช่นนี้ตาม พระราชบัญญัตินี้ซึ่งมาจากคณะรัฐมนตรีหรือรัฐบาลและคณะกรรมการกฤษฎีกาได้แก้ไขเพิ่มเติมโดยทำให้เห็นว่ามีกลไกในการแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ หากปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งเป็นผู้รับแจ้งไม่รับแจ้ง จากนั้นปรากฏว่ามีการแจ้งความกลับว่าบุกรุกที่สาธารณะต้องดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม จนกระทั่งศาล ยกฟ้อง กลไกเช่นนี้เป็นกลไกที่เกี่ยวข้องกับทัศนคติของเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีการขึ้นบัญชีดำผู้เคลื่อนไหวในการชุมนุม การใช้สิทธิปกป้องประโยชน์ของชุมชนมักถูกรัฐดำเนินคดีตลอด ประชาชนไม่มีที่พึ่ง จะเห็นได้ว่าเนื้อหาสาระมีปัญหาที่ขัดกับรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัตินี้ไม่สามารถนำมาบังคับใช้ในทางปฏิบัติได้ เนื่องจากการชุมนุมแต่ละครั้งชาวบ้านเดือดร้อน ไม่ได้ต้องการก่อความวุ่นวายแต่มักถูกใส่ร้ายป้ายสี โดยพื้นฐานแล้วหากประชาชนไม่เดือดร้อนก็จะไม่มาเรียกร้องชุมนุม หากหน่วยงานของรัฐได้จัดการแก้ปัญหาให้แก่ประชาชนอย่างรวดเร็วแล้ว การชุมนุมก็จะยุติโดยเร็ว แต่เมื่อชาวบ้านใช้สิทธิมักถูกใช้ความรุนแรงและถูกจำกัดสิทธิ ตามกฎหมายว่าด้วยการชุมนุมสาธารณะ

                   นอกจากนี้ ยังมีข้อสงสัยบางประการว่า เหตุใดรัฐบาลต้องรีบเร่ง ผลักดันให้ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ออกมาบังคับใช้โดยเร็ว หรืออาจเนื่องจากในพื้นที่ภาคใต้ในปัจจุบันมีโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งชาวบ้านไม่เห็นด้วย ก็อาจมีการชุมนุมเกิดขึ้น และหากมีกฎหมายดังกล่าวออกมารัฐจะได้ใช้เป็นเครื่องมือในการห้ามการชุมนุมของชาวบ้านใช่หรือไม่ ข้อสงสัยอีกประการหนึ่งคือ การให้อำนาจศาลยุติธรรมหรือศาลแพ่ง ในกรณีที่ไม่มีความเชี่ยวชาญ นั้นน่าจะมีนัยแอบแฝง  ดังนั้น จึงเห็นว่าร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมในที่สาธารณะ พ.ศ. .... (คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ) นี้ ไม่มีอะไรมารองรับเสรีภาพในการใช้เสรีภาพในการชุมนุมนี้เพราะขาดกลไกการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนตั้งแต่การยกร่างกฎหมายในชั้นการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาซึ่งเป็นที่ปรึกษารัฐบาล หากร่างพระราชบัญญัตินี้มีผลบังคับใช้เมื่อใดก็จะไม่มีผลในทางปฏิบัติและจะก่อให้เกิดปัญหามากยิ่งขึ้น

                                พันตำรวจโท เฉลิมชัย วงษ์เจียม สถานีตำรวจนครบาลนางเลิ้ง

                   พันตำรวจโท เฉลิมชัย วงษ์เจียม ในฐานะผู้มีประสบการณ์การดูแลการชุมนุม กล่าวโดยสรุปว่า กฎหมายว่าด้วยการชุมนุมสาธารณะควรมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองความสงบเรียบร้อยและระเบียบของสังคม และเป็นการอำนวยความสะดวกแก่การชุมนุมสาธารณะ ไม่ใช่ออกมาเพื่อลิดรอนสิทธิของประชาชน สาเหตุที่ประชาชนต้องออกมาเรียกร้องเนื่องมาจากบุคคลเหล่านั้นต้องการเรียกร้องความเป็นธรรม เรียกร้องให้ฝ่ายบริหารเข้ามาแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ผู้ชุมนุมนั้นมาด้วยใจและอุดมการ  รัฐไม่ควรมีทัศนคติต่อผู้ชุมนุมว่าเป็นผู้ก่อความเดือดร้อนหรือโค่นล้มรัฐบาล (ทั่วไป) หากหน่วยงานของรัฐและรัฐบาลได้ลงพื้นที่ไปหาประชาชนเกี่ยวกับปัญหาอันเป็นที่มาของการชุมนุมเช่นเดียวกันกับการลงพื้นที่หาเสียงในการเลือกตั้ง ก็จะช่วยทำให้ปัญหาอันเนื่องมาจากความเดือดร้อนของประชาชนได้รับการเยียวยาบรรเทาลงได้ 

                   อนึ่ง มีข้อกังวลเกี่ยวกับในร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. .... (คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ) นี้ประการหนึ่งเกี่ยวกับ “พื้นที่ควบคุม” กล่าวคือเมื่อมีคำสั่งให้ยุติการชุมนุมแล้วผู้ชุมนุมยังไม่ยุติการชุมนุมจะมีผลทางกฎหมายตามมา พื้นที่บริเวณดังกล่าวจะเป็นพื้นที่ควบคุมและถือว่าผู้ชุมนุมกระทำความผิดซึ่งหน้าตามหลักกฎหมายอาญาทั่วไป การใช้อำนาจรัฐโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐดังกล่าวเป็นเรื่องที่น่ากลัวและน่ากังวล ประชาชนผู้ชุมนุมจะได้รับผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพเนื่องจากเกรงว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐจะใช้อำนาจตามกฎหมายฉบับนี้เป็นเครื่องมือในการอ้างความชอบธรรมในการใช้อำนาจ  ดังนั้น จึงมีความเห็นว่าร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. .... (คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ) นี้กำหนดหน้าที่และควบคุมประชาชนมากกว่าที่จะกำหนดหน้าที่ของรัฐในการดำเนินการกับการชุมนุมสาธารณะ  ดังนั้น จากประสบการณ์ที่ได้อยู่ในพื้นที่ที่มีการชุมนุมอยู่เป็นประจำ เห็นว่าถ้ารัฐบาลทุกรัฐบาลสามารถที่จะเอาใจใส่ต่อความรู้สึกของประชาชนแล้วบำบัดทุกข์บำรุงสุขด้วยการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนโดยเร็วก็ไม่จำเป็นต้องมีกฎหมายว่าด้วยการชุมนุมสาธารณะนี้

                        นายสินธพ อินทรัตน์  นายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าข้าม อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา

                        นายสินธพ อินทรัตน์ ได้กล่าวแสดงความคิดเห็นว่า ร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. .... (คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ) นี้ฉบับนี้ขัดต่อวิถีชีวิตคนท้องถิ่นและรัฐธรรมนูญอย่างชัดแจ้ง และมีความเห็นเพิ่มเติมว่าร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่สมควรที่จะออกมาบังคับใช้เป็นอย่างยิ่ง

                   แต่อย่างไรก็ตาม ในฐานะที่เป็นหัวหน้าองค์การบริหารส่วนตำบลซึ่งเป็นหน่วยงานปกครองท้องถิ่น โดยวิถีปกติก็ได้มีการเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานในทุกพื้นที่ในท้องถิ่นเพื่อเอื้ออำนวยการชุมนุมอยู่แล้ว  โดยส่วนตัวแล้ว ตนไม่มีปัญหาแต่ประการใด  นอกจากนี้ ยังพร้อมจะให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้ได้รับปัญหาความเดือดร้อนอีกด้วย  ในการประชุมครั้งนี้ ตนมีความประสงค์จะรับฟังความคิดเห็นของผู้เข้าร่วมชุมนุมมากกว่า  ทั้งนี้ เพื่อคณะผู้จัดเวทีรับฟังความเห็นสาธารณะนี้จะได้นำความคิดเห็นในวันนี้ไปประกอบเหตุผลในการเสนอความเห็นต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป

(ต่อ ๒)   

สำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย     

[1] http://www.lrc.go.th/library/research/DocLib6/สรุปเวทีนโยบายสาธารณะ%20การชุมนุมสาธารณะ%20เสรีภาพที่ต้องการกรอบกติกา.pdf

[2] http://www.lrc.go.th/library/research/DocLib5/บันทึกความเห็นคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายเสนอณะรัฐมนตรี%20%20เรื่อง%20แนวทางการตรากฎหมายว่าด้วยการชุมนุมสาธารณะ.pdf

[3] http://www.lrc.go.th/Lists/List2/DispForm.aspx?ID=24