ปกติที่บ้านผม ถ้าเป็นวันอาทิตย์ จะเป็นวันที่มีความสุขมาก เพราะทุกคนอยู่กันครบหน้าครบตา ทำกับข้าวกินกัน ทำขนมอร่อย ๆ หรือไม่ก็ช่วยกันจัดบ้านให้ไม่รกรุงรัง
ยิ่งบ้านมีสมาชิกตัวน้อย อายุ 5 เดือนกว่า ที่ชื่อ ปันปัน เป็นศูนย์กลาง ยิ่งทำให้ความสุขเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว แต่อาทิตย์นี้ (22 สิงหาคม) เป็นอาทิตย์ที่เงียบเหงาเปล่าทรวงมาก เพราะทั้งพ่อและแม่ น้องปันปัน พากันไปอบรมที่สุทธิสารทั้งวัน
เขาบอกผมว่า เขาต้องไปรับฟังวิทยากร พูดเกี่ยวกับ เทคนิคการสอนลูกให้พูดสองภาษา ซึ่งต้องเสียเงินรวมพ่อกับแม่ 1900 บาท
ผมมานั่งนึกดู คนยุคนี้เขาวางแผนเพื่อลูกในระยะยาวอย่างมีระบบจริง ๆ แต่สิ่งที่ผมคิด ปัจจัยเรื่องเงินต้องเป็นองค์ประกอบอย่างแน่นอน คนที่มีลูกอ่อน แต่อยู่ในฐานะชักหน้าไม่ถึงหลัง คงไม่คิดเรื่องอย่างนี้ เพราะคิดไปก็เปล่าประโยชน์ เพราะไม่มีตังค์
สมัยผมมีลูก เงินเดือน 2000 กว่าบาท ยอมรับว่าไม่มีปัญญาที่จะวางแผนอะไรเพื่อลูกได้หรอก เอาแค่กัดฟันส่งเรียนเอกชนที่คิดว่าเป็นหนึ่งในละแวกนั้นก็หน้ามืดแล้ว ดังนั้น สังคมไทยคงปฏิเสธไม่ได้ว่า คนมีเงินเป็นต่อทุกตารางนิ้ว
แต่จะว่ากันไปเรื่องสองภาษานี่ ผมก็เป็นคนที่มีวิสัยทัศน์ไม่เบา และเห็นว่าเกิดประโยชน์อย่างแน่นอน ก็พยายามที่จะให้ลูกทั้งสองคน เรียนรู้สองภาษา โดยช่วงที่กลับมาบ้านเสาร์อาทิตย์เพราะต้องไปทำงานที่ชัยภูมิ โดยการพูดภาษาลาวกับลูก แต่ทั้งลูกสาวและลูกชายไม่เอาเอง ช่วยไม่ได้
สวัสดีค่ะ ผอ.
สวัสดีครับครูคิม
ดีใจด้วยนะครับ ที่ได้ตามความประสงค์ ผมคิดว่าการตัดสินใจของครูคิมครั้งนี้ คงผ่านการไตร่ตรองมาอย่างดีแล้ว คนที่ปลดตัวเองออกจากงานที่ทำมาชั่วชีวิต คงจะโล่งในระยะแรก หลังจากนั้น ก็จะเหมือนชีวิตขาดอะไรไป หางานอดิเรกที่ตัวเองอยากทำไว้บ้างนะครับ เผื่อเหงา อยากเห็นครูคิม มีความสุขมากขึ้นกว่าเก่าครับ