สำนักข่าวผู้จัดการออนไลน์ ตีพิมพ์เรื่อง "เด็กไทยเมินเรียนพยาบาล!!! ม.เอกชนวิกฤติ-วอนรัฐช่วยก่อนปิดตัว", ผู้เขียนขอแสดงความเห็นในมุมมองที่ต่างออกไปครับ [ ผู้จัดการออนไลน์ ]
----//----
(1). เรื่องคนไม่อยากเรียนพยาบาลนั้น... น่าจะไม่จริง
ผู้เขียนเรียนถามพยาบาลที่เรียนจากวิทยาลัยพยาบาลของรัฐหลายๆ ท่านว่า ถ้าจะต้องเสียค่าเล่าเรียนแพงหน่อย สมมติปีละหลายหมื่นหรืออะไรทำนองนี้, จะเรียนไหม
...
คำตอบที่ได้ คือ เรียนแน่นอน เพราะอะไรที่เป็นพยาบาลนั้น "ประเมินค่าไม่ได้", นับตั้งแต่มีโอกาสทำงานที่มีคุณค่าทางใจ มีงานทำ มีรายได้ค่อนข้างสูง มีเกียรติ และเป็นที่ยอมรับของสังคม
ถ้าสถาบันการศึกษาของรัฐเปิดสอนพยาบาล ผู้ช่วยพยาบาลภาคพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นหลักสูตรภาษาไทยหรือหลักสูตรภาษาอังกฤษแล้ว... คงจะมีคนสมัครเรียนเพียบเลย
...
(2). ประสบการณ์จากแพทย์เอกชน
เดิมมหาวิทยาลัยรังสิตเปิดสอนแพทย์ และมีปัญหา "สอบใบอนุญาตไม่ผ่าน" ติดต่อกันนับสิบๆ ปี, ทำให้จบแล้วทำงานเป็นหมอในไทยไม่ได้
...
ต่อมามีการสนับสนุน ส่งเสริม โดยให้ปรึกษาหารือกับมหาวิทยาลัยของรัฐ ปรับมาตรฐานให้สูงขึ้น จัดการเรียนการสอนร่วมกัน ปรับระบบฝึกงานใหม่ให้ดีขึ้น ไม่นานก็ผลิตบัณฑิตแพทย์คุณภาพสูงได้สำเร็จ
สถาบันที่มีการเรียนการสอนมาตรฐานสูง เรียนแล้วสอบใบอนุญาตวิชาีชีพผ่านแบบนี้... แพงเท่าไรก็คงจะมีใครๆ อยากเรียน
...
(3). ประสบการณ์จากนักศึกษาพยาบาลต่างชาติ
ผู้เขียนเรียนถามนักศึกษาพยาบาลพม่าปี 4 หลักสูตรภาษาอังกฤษจากเอแบคท่านหนึ่ง... ได้ความว่า การสอบใบอนุญาตวิชาชีพไทยยากมาก ต้องสอบเป็นภาษาไทย ซึ่งท่านคงจะสอบไม่ได้
...
สถาบันที่เปิด สอนหลักสูตรภาษาอังกฤษน่าจะพัฒนาระบบการเรียนการสอนที่รองรับการสอบใบอนุญาต ให้ได้ เช่น สอนภาษาไทย จัดตั้งชมรมภาษาไทย ส่งเสริมให้เรียนภาษาไทยออนไลน์ (ทุกวันนี้มีบทเรียนภาษาไทยฟรีใน YouTube) ฯลฯ
ถ้าถามว่า รัฐบาลช่วยนักศึกษาต่างชาติได้ไหม... ในเมื่อเมืองไทยตั้งใจจะเป็นฮับด้านการศึกษา (Education Hub) โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเราเป็นฮับด้านการศึกษาด้านการแพทย์ ( Medical Education Hub) แล้ว, รัฐบาลน่าจะช่วยได้
...
รัฐบาลอาจให้ ทุนเพื่อทำบทเรียนภาษาไทย ทั้งรูปแบบที่เรียนจากภาษาอังกฤษ ภาษาหลักๆ เช่น จีน ญี่ปุ่น อาหรับ ฯลฯ และภาษาเพื่อนบ้าน เช่น พม่า เวียดนาม ลาว กัมพูชา (แขมร์) ฯลฯ
วิธีง่ายๆ คือ อย่าสร้างตึกสร้างอาคาร ซึ่งวิธีนี้ผู้บริหารกับผู้รับเหมาชื่นชอบ, แต่ควรให้ทุนจัดทำบทเรียนหรือที่ดีกว่านั้น คือ จัดประกวดบทเรียนทุกระดับ ตั้งแต่ระดับอนุบาลขึ้นไป และบทเรียนที่ประชาชนทั่วไปทำทุกปี
...
บทเรียนเหล่า นี้ควรมีให้ดาวน์โหลดฟรี ทั้งจากเว็บไซต์การศึกษาของรัฐบาล (ควรทำหลักสูตรทุกวิชาให้ดาวน์โหลดออนไลน์ได้ ตั้งแต่ระดับอนุบาลขึ้นไป) และเผยแพร่ในเว็บไซต์ต่างๆ
ตัวอย่างเช่น ยูทูบ (ภาษาพม่าเรียกว่า "ยูจูบ" เนื่องจากตัว 't' ในภาษาอังกฤษบางคำออกเสียง "จ" ได้ เช่น 'tuner - จูนเนอร์') ฯลฯ
...
และน่าจะดีขึ้นอีก... ถ้ามีสถาบันสอนภาษาไทยสำหรับคนต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์ นักเรียน นิสิต นักศึกษา นักธุรกิจ ช่าง คนงาน
เพราะต่อไป, นอกจากภาษาหลักของโลก เช่น อังกฤษ จีน ญี่ปุ่น ฯลฯ ซึ่งมีที่ให้เรียนมากมายแล้ว... ภาษาท้องถิ่นใหญ่ของภูมิภาคอาเซียนครึ่งบน (5 ชาติ) นับจากพม่า-ลาว-กัมพูชา-เวียดนาม-ไทย, จะมีภาษา "ท้องถิ่นใหญ่" 2 ภาษา ได้แก่ เวียดนามกับไทย
...
ภาษาท้องถิ่นใหญ่ของภูมิภาคอาเซียนครึ่งล่าง (3 ชาติ) นับจากมาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย คงจะเป็นกลุ่มภาษามาเลย์-อินโดนีเซีย
การพูดภาษาเดียวกันได้จะทำให้เกิดตลาดด้าน "รสนิยม (taste)" โดยเฉพาะความนิยมในการบริโภคสินค้าและบริการมีลักษณะคล้ายๆ กัน ส่งเสริมการค้าขาย-ลงทุน-ท่องเที่ยวได้ง่าย เช่น การที่คนในภูมิภาคอาเซียนครึ่งบนชอบอาหาร-สินค้าจากไทย ฯลฯ
...
ถ้ามีการส่ง เสริมการเรียนการสอนภาษาไทยอย่างเป็นระบบ... นักศึกษาต่างชาติจะเรียนในไทยได้อย่างสะดวกขึ้นมาก และอาจพัฒนาไปสู่ "สถาบันการศึกษาข้ามชาติ 2 ภาษา (transnational academy)" ได้
ตัวอย่างเช่น รัฐบาลอาจให้ทุนสถาบันการศึกษาของรัฐ จัดสอนพยาบาลหลักสูตร 2 ภาษากับเืพื่อนบ้าน เช่น พม่า-ไทย, ลาว-ไทย ฯลฯ
...
สถาบันการ ศึกษาข้ามชาติน่าจะสนับสนุนให้นักศึกษาไทยเรียนภาษาเพื่อนบ้าน สนับสนุนให้นักศึกษาเพื่อนบ้านเรียนภาษาไทย และทั้งสองฝ่ายเรียนภาษาอังกฤษ
ตัวอย่างเช่น ถ้าเราทำวิทยาลัยพยาบาลเมียนมา(พม่า)-ไทย... เราน่าจะเชิญอาจารย์พยาบาลพม่ามาเป็นอาจารย์พิเศษ
...
อาจารย์พยาบาลพม่าส่วนใหญ่เก่งภาษาอังกฤษมาก น่าจะสอนได้ทั้งวิชาการพยาบาล และภาษาอังกฤษ-พม่า
ขณะเดียวกัน... อาจารย์พยาบาลไทยเก่งด้านการพยาบาลมาก น่าจะสอนได้ทั้งวิชาการพยาบาล และภาษาไทย
...
ถ้าทำได้, เพื่อนบ้านของไทยจะมีสุขภาพดีขึ้นในระยะยาว และโรคระบาดในประเทศเพื่อนบ้านลดลง
แถมเมืองไทยยังได้มิตรภาพกับเพื่อนบ้าน เพราะนักศึกษาพันธุ์ใหม่จะเก่งทั้งด้านการพยาบาล ภาษาอังกฤษ และน่าจะเก่งภาษาเพื่อนบ้านด้วย
...
สถาบันที่น่าทำ และจะทำได้ง่าย คือ วิทยาลัยพยาบาลลาว-ไทย เนื่องจากภาษาและสังคมใกล้เคียงกันแบบบ้านพี่เมืองน้อง
เราน่าจะลองทำที่วิทยาลัยพยาบาลชายแดนลาว-ไทยก่อน ซึ่งจะทำให้มิตรภาพลาว-ไทยดีขึ้นอย่างมากมาย (เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า เพื่อนบ้านที่จริงใจกับไทยมากที่สุดเวลานี้ คือ ลาวกับพม่า)
...
คนที่อยากเรียน พยาบาลมีมากมาย ทั้งคนไทยและคนต่างชาติ... โจทย์สำคัญอยู่ที่ "คุณภาพ" ซึ่งวิธีที่ดี คือ การทำความร่วมมือด้านการเรียนการสอน (affiliate) กับมหาวิทยาลัยหรือวิทยาลัยพยาบาลรัฐ เพื่อให้มาตรฐานสูงพอที่จะสอบใบอนุญาตวิชาชีพได้
ผู้เขียนเชื่อว่า ถ้าเมืองไทยเปิดหลักสูตรด้านสุขภาพนานาชาติ ไม่ว่าจะเป็นพยาบาล ผู้ช่วยพยาบาล หมอฟัน สาธารณสุข หมอ แพทย์แผนจีน (เช่น ฝังเข็ม ฯลฯ) แล้ว... แพงเท่าไรก็มีนักศึกษาต่างชาติอยากเรียน
...
ปัญหาจริงๆ คงจะคล้ายกับแพทย์มหาวิทยาลัยรังสิต คือ เดิมไม่ทำความตกลงร่วมมือด้านวิชาการ ทำให้สอบไม่ผ่าน
เมื่อทำความตกลงร่วมมือด้านวิชาการกับสถาบันของรัฐ จัดการเรียนการสอนให้ดี จัดระบบฝึกงานให้ดี... ไม่นานก็มีมาตรฐานสูง มีโอกาสสอบใบอนุญาตวิชาชีพผ่านสูง
...
ประเทศทั่วโลกต่างแข่งขันกันด้านเมดิคัลฮับ (Medical Hub) หรือการรักษาพยาบาลคนต่างชาติรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ...
ประเทศไทยควรส่งเสริมโอกาสด้านเมดิคัล เอดยูเคชัน ฮับ (Medical Education Hub) หรือการศึกษาด้านการแพทย์นานาชาติ โดยอาจกำหนดสัดส่วนนักศึกษาไทยต่อนักศึกษาต่างชาติไว้ เช่น ให้มีนักศึกษาไทยอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง หรือ 50:50 ฯลฯ
...
ยิ่งบ้านเมือง เรามุ่งมั่นไปทางเมดิคัลฮับ, เรายิ่งต้องการบุคลากรสุขภาพทุกระดับที่พูดภาษาอังกฤษได้ และจะดีกว่านั้น... ถ้าพูดภาษาเพื่อนบ้านได้ด้วย
ตัวอย่างเช่น ถ้าเรามีพยาบาลที่พูดพม่าได้... ชาวพม่าที่เ้ข้ามารักษาโรคในไทยคงจะสบายใจขึ้ัน ฯลฯ, ถ้าเรามีพยาบาลที่พูดพม่าได้... โอกาสขยายกิจการโรงพยาบาลไทยไปในพม่าคงจะทำได้ง่ายขึ้นมาก
...
การรับนักท่อง เที่ยวเข้ามาในไทยปีละนับล้านๆ คน ควรเตรียมการให้บุคลากรสุขภาพรุ่นใหม่พูดภาษาอังกฤษ, ภาษาหลักของโลก เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ฯลฯ, และภาษาเพื่อนบ้านให้ได้ตามสมควร
ถ้าทำได้... เมืองไทยจะแข่งขันกับนานาชาติได้แน่นอน
...
สถาบันการ ศึกษาของรัฐที่มีอาจารย์เก่งๆ มากมาย เช่น สถาบันราชมงคล สถาบันราชภัฏ ฯลฯ น่าจะทำความตกลงร่วมกับสถาบันการศึกษาที่สอนพยาบาลเดิม เพื่อเปิดวิทยาลัยพยาบาลให้ได้
รับรองว่า ถ้าจัดการให้มาตรฐานสูงตั้งแต่ต้นแล้ว... ใครๆ ก็อยากเรียนพยาบาล เพราะนี่เป็นโอกาสที่จะมีงานทำที่เป็นวิชาชีพชั้นสูงทำไปตลอดชีวิตทีเดียว
...
ถึงตรงนี้... ขอให้ท่านผู้อ่านมีสุขภาพดีไปนานๆ ครับ
...
ที่มา
-
ขอขอบพระคุณ > [ ผู้จัดการออนไลน์ ]
-
นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์ รพ.ห้างฉัตร ลำปาง. 22 สิงหาคม 2553.
-
ข้อมูล ทั้งหมดเป็นไปเพื่อ การส่งเสริมสุขภาพ ไม่ใช่วินิจฉัยหรือรักษาโรค ท่านที่มีโรคประจำตัวหรือความเสี่ยงต่อโรคสูงจำเป็นต้องปรึกษาหมอที่ดูแล ท่านก่อนนำข้อมูลไปใช้.
>
บันทึกนี้เปิดมุมมองใหม่ ๆ ดีจังค่ะ ส่วนตัวคิดว่า
เรา(คนไทย)เรียนพยาบาลน้อยลง เพราะงานหนัก ไม่ได้ทำงานเป็นทีมจริงจังนักกับการแพทย์
เราปลื้มและคิดจะเรียนภาษาต่างประเทศเช่น ภาษาอังกฤษ (ตัวเองเรียนเพราะต้องใช้-แก้ตัวไว้ก่อน:P)
เราลืมจุดแข็งของเรา คนไทยใจดี ยิ้มแย้ม การดูแลพยาบาลเป็นเลิศฯลฯ
อาหารการกิน ผลไม้ ภูมิอากาศ วัฒนธรรม...ที่ดี ๆ มีอีกเยอะ
มาลงชื่อเพื่อสนับสนุนว่า คนไทยมีดีอีกหลายประการ
ถึงตรงนี้ ขอให้อาจารย์มีสุขภาพที่ดี เช่นกันค่ะ ขอบคุณค่ะ
ขอขอบคุณอาจารย์ และท่านผู้อ่านทุกท่าน... // คนไทยไม่ได้แย่กว่าชาติอื่นๆ ครับ เรามีทั้งจุดแข็ง-จุุดอ่อนเช่นเดียวกับชาติอื่นๆ // 'Care' = การดูแล การเอาใจใส่ เป็นจุดแข็งของคนไทย // ถ้าเราพัฒนา 'Cure' = การดูแลรักษา บนพื้นฐานของวิชาการที่ดี + 'Cost' = ค่ารักษาพยาบาลที่ไม่แพงเกินไป // จะได้ 'Care & Cure' at affordable Cost = การดูแลรักษาในราคาที่ (คุณ) จ่ายได้ ไปแข่งกับนานาชาติในเรื่องเมดิคัลฮับ // ทว่า... คนไทยมีโอกาสที่ไกลไปกว่าเมดิคัลฮับ (Medical Hub) คือ เมดิคัลเอดยูเคชั่นฮับ (Medical Education Hub) // เพราะ้ถ้าเรามีนักศึกษาต่างชาติมากพอ... ค่ากิน, ค่าอยู่ (เช่าที่พัก), ค่าโดยสาร, ค่าเที่ยว, ค่าซักผ้า, และอะไรอีกมากมายจะเข้ามาในไทยตลอดระยะเวลาการศึกษา //