อนุสนธิจากการวิพากษ์เรื่องพิมพ์ของพระกรุที่แต่ละองค์มีพิมพ์และรายละเอียดที่ผิวพระแตกต่างกัน
และยังไม่พบพระองค์ใดที่ “เหมือนกัน” กับองค์อื่นในทุกรายละเอียด
ทำให้ผู้เข้ามาเรียนรู้ใหม่ในสนามพระเครื่องเกิดความสับสนได้ง่าย ว่าควรจะจับจุดใดเป็นหลักในการแบ่งแยกพระกรุออกจากพระโรงงาน
หลังจากการวิพากษ์ในหลายรูปแบบและขั้นตอนจึงได้ข้อสรุปมาว่า
- การสร้างพระในสมัยโบราณจะมีการทำพิมพ์พระจำนวนมาก เพื่อความรวดเร็วในการสร้างพระชุดหนึ่งๆ
การหล่อพระเป็นช่อ
ที่แต่ละองค์จะมีรายละอียดของพิมพ์แตกต่างกัน เนื้อแต่ละองค์ก็ต่างกัน
- เทคนิคที่ใช้น่าจะคล้ายๆกับสมัยไม่นานมานี้ ก่อนยุคคอมพิวเตอร์
- ที่ใช้วิธีการทำพิมพ์หลักขึ้นมาจำนวนหนึ่ง
- ด้วยวัสดุที่แกะสลักได้ง่าย เช่น หิน ไม้ งา กระดูก เขาสัตว์ เงิน หรือตะกั่ว ฯลฯ
- มากน้อยขึ้นอยู่กับจำนวนพระที่จะสร้างทั้งหมด
- โดยช่างฝีมือระดับสูง หรือระดับช่างหลวงเป็นส่วนใหญ่
- หลังจากนั้นก็ใช้พิมพ์หลัก ไปสร้างพิมพ์จริงในการกดพิมพ์ (กรณีพระเนื้อดิน) หรือหล่อ (กรณีพระเนื้อชิน) ตามจำนวนที่ต้องการ
- พิมพ์ที่ใช้กด และพิมพ์หล่อแบบประกบน่าจะใช้ซ้ำได้ จนกว่าพิมพ์จะชำรุดเสียหาย
-
พิมพ์หล่อที่ทำเป็นช่อชุดละหลายๆองค์ น่าจะใช้เพียงครั้งเดียว แล้วทุบทำลายเพื่อนำพระออกจากพิมพ์
-
ทำให้พระบางองค์มีพิม์เหมือนกันบ้าง ต่างไปบ้าง แล้วแต่กรณี
-
แต่นัก"พุทธพานิช" จะ
- นำเสนอเฉพาะพระพิมพ์ที่เขามีสำรองไว้มาก เพื่อกระตุ้นกิเลสของนักสะสมรุ่นใหม่ให้ชอบของเขา (ภายใต้คำ "การเล่นพระแบบสากล") และ
- กีดกันพระพิมพ์อื่นจากกรุหรือยุคเดียวกันไม่ให้เข้ามาแข่งราคาในตลาด
-
แต่นัก"พุทธพานิช" จะ
-
ทำให้พระบางองค์มีพิม์เหมือนกันบ้าง ต่างไปบ้าง แล้วแต่กรณี
-
วัสดุที่ใช้ในการสร้างก็อาจมีการเตรียมไว้ หรือผสมไว้แล้วแต่กรณี แต่ก็มักไม่ทำให้เป็นเนื้อเดียวกันทั้งหมด ด้วยระดับของความสามารถ เทคโนโลยี และความจำเป็นในการสร้าง
- ทำให้มีเนื้อพระที่หลากหลาย ในกรุเดียวกัน และแม้ในองค์เดียวกัน
จากข้อสรุปข้างต้น
ทำให้เห็นประเด็นของความหลากหลายทั้งพิมพ์และเนื้อ ที่จะเกิดขึ้นในการสร้างพระแต่ละครั้ง
ด้วยความเป็นธรรมชาติของการสร้างพระแบบโบราณ ด้วยมือและวัสดุที่หลากหลาย ที่ทำให้เกิดความหลากหลาย ทั้งพิมพ์และเนื้อ
จึงทำให้ไม่สามารถฟันธงแบบ ๑๐๐ % ว่าตำหนิใด หรือลักษณะใด เป็นจุดตัดสินของลักษณะพระกรุแท้ๆได้
จึงทำให้ต้องใช้เทคนิคของ Pattern analysis ในการพิจารณา ดังนี้
-
ศิลปะโดยรวม (อย่าเพิ่งลงรายละเอียด)
- พระกรุจะมีศิลปะและความงามตามกลุ่มของศิลปะ แต่จะไม่เหมือนกันในรายละเอียด
-
พระโรงงานจะพยายามเลียนแบบ “พิมพ์นิยม” ตามความรู้ของวิศวกรโรงงาน ที่ศึกษามาจากตำรา และความรู้ ความเห็นของ “เซียนใหญ่ระดับชาติ”
- ที่มักจะไม่หลากหลายมากเท่าพระกรุ
- ยกเว้นที่มาจากหลายโรงงาน
- แต่ก็จะมี “Pattern” หรือ “รูปแบบ” ของตนเอง
- ที่ควรจะลองส่องดูบ่อยๆ ให้จำได้ว่า พระโรงงานเขานิยมทำพิมพ์แบบไหน และทำได้ขนาดไหนแล้ว
- มีจุดตำหนิเฉพาะของแต่ละโรงงานตรงไหนบ้าง
-
เนื้อโดยรวม
- พระกรุจะมีเอกลักษณ์ของเนื้อแบบโบราณเดิมๆ ที่มีส่วนผสมเฉพาะของแต่ละกรุ
- พระโรงงานจะพยายามเลียนแบบวัสดุ ในเชิงมวลสาร แต่ก็จะเพี้ยนๆ ที่ต้องจับ “Pattern” ให้ได้
-
สภาพองค์พระโดยรวม
- พระกรุจะมีสภาพ "ทำด้วยมือ" และความเก่าแบบธรรมชาติทั้งองค์ จึงต้องสอดคล้องกันทุกมุม ไม่ควรจะมีอะไรขัดแย้งกัน
- พระโรงงานมัก "ทำด้วยเครื่อง" และจะพยายามทำให้เก่า โดยการขัดแต่ง โปะมวลสารหลากสี ให้เกิดความหลากหลายของผิว แต่มักจะไม่กลมกลืนกัน จะมีบางจุดที่ขัดแย้งกัน ที่ตำรวจชอบพูดว่า “ไม่มีอาชญากรรมใดที่ไร้ร่องรอย”
-
ร่องรอยการใช้
- พระกรุจะมีการใช้ตามสภาพของเจ้าของเก่า (อาจหลายท่านเสียด้วย) อาจเลี่ยมเปิดหน้าหลัง ถักเชือก ถักลวด ห่อผ้า ห่อสำลี วางบนหิ้ง พรมแป้ง ลงรัก เคลือบยางไม้ ปิดทอง ฯลฯ มาก่อน จึงอาจมีร่องรอยธรรมชาติของพระแต่ละองค์ไม่เหมือนกัน
-
พระโรงงานจะพยายามเลียนแบบ “สภาพนิยม” และพยายามทำให้ “ดูเก่า” จึงมักไม่สอดคล้องกัน และไม่เป็นธรรมชาติของสภาพการใช้จริงๆ
- มักมีร่องรอยการเดินทางตามแผงพระ กร่อนตามขอบ ผ่านการล้างและแต่ง มากกว่าร่องรอยการใช้
- ข้อนี้ต้องอาศัยการเห็นบ่อยๆ จึงจะพิจารณาได้ดี
-
การพัฒนาของผิวพระ
-
พระกรุจะมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาตามอายุของวัสดุ
- เนื้อดินจะมีขุยยุ่ยผุไปเรื่อยๆ
-
เนื้อชินจะมีสนิมหลากหลาย หลายแบบ หลายชั้น และ/หรือ กร่อนไปตามประเภทของโลหะ
- ทำให้ผิวและพิมพ์ผิดเพี้ยนไปได้อีก โดยเฉพาะการเกิดสนิมที่หลากหลายชั้นและแบบ ทำให้ศิลปะและตำหนิเดิมเปลี่ยนแปลงไปได้มากทีเดียว
- พระโรงงานจะใช้วิธีการโปะด้วยมวลสารที่คล้ายสนิม และการสร้างสนิมใหม่ ทำให้เนื้อดูกระด้าง กร่อนบ้างไม่กร่อนบ้าง และมักมี “ผิวปิด” เพื่อซ่อน “ความใหม่” ผิวสด ไว้ภายใน
-
พระกรุจะมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาตามอายุของวัสดุ
จากประเด็นสำคัญที่วิพากษ์มา ทำให้พระกรุ มีทั้งพิมพ์และเนื้อที่หลากหลาย แม้แต่กรุเดียวกัน
ยิ่งต่างกรุต่างยุคแล้ว ยิ่งหลากหลายมาก
ทำให้การพิจารณาพระกรุนั้น ต้องอาศัย “Pattern analysis” ดูเป็นรูปแบบโดยรวม มากกว่าการ “จำรายละเอียด”
เพราะรายละเอียดนั้น
วิศวกรโรงงานผลิตพระ เขาน่าจะศึกษามามากและน่าจะทราบดีกว่าเราด้วยซ้ำ
นี่คืออีกบทหนึ่งจากการเรียนรู้ในสนามพระเครื่อง
ยังไงก็ยังเป็น Tacit knowledge แบบเกินครึ่ง
ผมพยายามเต็มที่แล้วก็ทำให้เป็น Explicit knowledge ได้แค่นี้
จนด้วยเกล้าจริงๆครับ
พิมพ์นิยมน่าจะหมายถึง พิมพ์ที่ตูมีเยอะซึ่งเป็นความเห็นของเซียนที่ไม่ใช่เซียน พวกนี้เป็นแค่เสี้ยนในวงการเท่านั้น เซียนพระสามารถกลายร่างจากเซียนมาเป็นเสี้ยนได้ในพริบตาเมื่อความโลภเข้ามาบังตา อยู่ในวงการมานานพอสมควร รู้เห็นแต่ไม่เป็นใจก็หลายครั้ง ได้แต่เตือนคนเล่นพระด้วยกันว่า อย่าเล่นพระด้วยหู ให้ใช้หลักกาลามสูตร
อย่าใช้กล้องส่องพระ ยามปะหมู
อย่าใช้หูดูพระ จะสับสน
อย่าหลงเชื่อคำเชียร์ จะเสียคน
อย่าหลงกลคนเขาหลอก บอกว่าดี
อิอิอิอิอิอิ