พระสูตรอันเป็นแนวทางในการปฏิบัติตนของผู้ครองเรือน

โทษแห่งความเกียจคร้าน ๖ ประการ

[๒๕๓] คหบดีบุตร การหมกมุ่นในความเกียจคร้านมีโทษ ๖ ประการนี้ คือ

๑.มักอ้างว่า หนาวเกินไป แล้วไม่ทำงาน

๒.มักอ้างว่า ร้อนเกินไป แล้วไม่ทำงาน

๓.มักอ้างว่า เวลาเย็นเกินไป แล้วไม่ทำงาน

๔.มักอ้างว่า เวลายังเช้าเกินไป แล้วไม่ทำงาน

๕.มักอ้างว่า หิวเกินไป แล้วไม่ทำงาน

๖.มักอ้างว่า กระหายเกินไป แล้วไม่ทำงาน

เมื่อเขามากไปด้วยการอ้างเลส ผัดเพี้ยนการงานอยู่อย่างนี้ โภคะที่ยังไม่เกิดก็ไม่เกิดขึ้น ที่เกิดขึ้นแล้วก็ถึงความเสื่อมสิ้นไป

คหบดีบุตร การหมกมุ่นในความเกียจคร้านมีโทษ ๖ ประการนี้แล

พระผู้มีพระภาคผู้สคตศาสดา ครั้นตรัสเวยยากรณภาษิตนี้แล้ว จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า

เพื่อนในโรงสุราก็มี

เพื่อนดีแต่พูดก็มี

เมื่อมีเรื่องเกิดขึ้น ผู้ใดเป็นเพื่อนได้

ผู้นั้นจัดว่าเป็นเพื่อนแท้

เหตุ ๖ ประการนี้ คือ

(๑) การนอนตื่นสาย (๒) การเป็นชู้กับภรรยาผู้อื่น

(๓) การผูกเวร (๔) ความเป็นผู้ก่อแต่เรื่องเสียหาย

(๕) การมีมิตรชั่ว (๖) ความตระหนี่จัด

ย่อมทำลายบุรุษให้พินาศ

คนมีมิตรชั่ว มีเพื่อนชั่ว

มีมารยาทและความประพฤติชั่ว

ย่อมเสื่อมจากโลกทั้งสอง คื

จากโลกนี้และจากโลกหน้า

เหตุ ๖ ประการนี้ คือ

(๑) นักเลงการพนันและนักเลงหญิง

(๒) นักเลงสุรา (๓) ฟ้อนรำขับร้อง

(๔) นอนหลับในกลางวัน เที่ยวกลางคืน

(๕) การมีมิตรชั่ว (๖) ความตระหนี่จัด

ย่อมทำลายบุรุษให้พินาศ

ผู้ใดเล่นการพนัน ดื่มสุรา

ล่วงละเมิดหญิงผู้เป็นที่รักเสมอด้วยชีวิตของผู้อื่น

คบแต่คนเลว และไม่คบหาคนเจริญ

ผู้นั้นย่อมเสื่อมเหมือนดวงจันทร์ข้างแรม ฉะนั้น

ผู้ใดดื่มสุรา ไร้ทรัพย์

ไม่ทำงานเลี้ยงชีพ เป็นคนขี้เมาหัวทิ่มบ่อ

ผู้นั้นจักจมลงสู่หนี้เหมือนก้อนหินจมน้ำ

จักทำความมัวหมองให้แก่ตนทันที

คนชอบหลับในเวลากลางวัน

ไม่ลุกขึ้นในเวลากลางคืน เป็นนักเลงขี้เมาประจำ

ไม่สามารถครองเรือนได้

ประโยชน์ทั้งหลายย่อมล่วงเลย

หนุ่มสาวที่ละทิ้งการงาน

โดยอ้างว่า เวลานี้หนาวเกินไป

เวลานี้ร้อนเกินไป เวลานี้เย็นเกินไป เป็นต้น

ส่วนผู้ใดทำหน้าที่ของบุรุษ

ไม่ใส่ใจความหนาว ความร้อน ยิ่งไปกว่าหญ้า

ผู้นั้นย่อมไม่เสื่อมไปจากความสุข