ศึกษาการจัดลำดับชั้นคัมภีร์ของพระพุทธศาสนาเถรวาท ( ต่อ )

ช่วงนี้มีเรื่องเล่าเป็นเงาของพระไตรปิฎกสำหรับผู้ที่ยังไม่เคยผ่านตาและยังไม่เข้าใจว่าหนังสืออัศจรรย์ใจ สามเล่มนี้ทำไมขลังจัง  ด้วยเหตุว่าเพราะการมีและรักษาหนังสือพระไตรปิฎกไว้ได้สืบมาถึงปัจจุบันก็เหมือนยังคงมีพระพุทธเจ้าอยู่คู่โลกและมีพระพุทธศาสนายังคงอยู่ยั้งยืนยงตลอดไป 

 ถ้าพระไตรปิฎกสูญสลายเสียแล้วพระพุทธศาสนาก็คงสูญสลายตามไปด้วย  การคงไว้ไม่ผิดแม้อักษรบันทึกคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเพียงตัวเดียวก็เหมือนได้สร้างพระพุทธรูปหนึ่งองค์เลยหนานี่

        ด้วยพระไตรปิฎกมี 84,000 พระธรรมขันธ์ ( เรื่อง ) แบ่งเป็นพระวินัยซะ 21,000 เรื่อง  แบ่งเป็นพระสูตรซะ 21,000 เรื่อง และแบ่งเป็นพระอภิธรรมอีก 42,000 เรื่อง และหนังสือขลังเล่มนี้ที่ชาวพุทธต้องช่วยกันรักษาไว้ในจิตวิญญาณของแต่ละคน  เพราะมีสิ่งนี้อยู่ที่จิตใจก็เหมือนมีพระพุทธเจ้าอยู่ใจจิตใจแล้วละ 

        แม้หลักพุทธธรรมจากเรื่องหนึ่งสามารถเชื่อมโยงไปเข้าใจได้อีกเรื่องหนึ่งแต่ด้วยกาลเวลาเปลี่ยนไปภาษาคนก็เปลี่ยนไปตามจึงเกิดมีหนังสือมาอธิบายคัมภีร์พระไตรปิฎกโดยห่างยุคเดิมหลายร้อยปีถือว่าเป็นหนังสือขลังอันดับสองรองจากพระไตรปิฎกคือคัมภีร์อรรถกถา

 เล่มแรกก็เป็นผลงานของพระมหินทะเถระ ( พระโอรสของพระเจ้าอโศกมหาราช ) ที่ส่งไปประกาศพระพุทธศาสนายังแดนสุขาวดี ( เกาะศรีลังกา )เกี่ยวกับเรื่องการทำสังคายนาครั้งที่ 3 และ

ที่รู้กันในหมู่นักเลงศาสนาอีกท่านก็เป็นผลงานของพระพุทธโฆษาจารย์ที่แต่งไว้เยอะอย่างขยายกรรม 12 บ้าง เรื่องราวในธรรมบทที่เคยผ่านตาว่า...อันว่าเราผู้ชื่อว่ากุมารกัสสปะ  ผู้มีตนอันฝึกแล้ว  ผู้มีจิตตั้งมั่นในพระสัจธรรม  ผู้หวังอยู่ว่า...เป็นต้น

        หนังสือขลังอันดับสามคือคัมภีร์ฎีกา สื่อถึงการอธิบายความหมายในหนังสืออรรถกถาที่ลึกซึ้งยากแก่การเข้าใจเพราะเป็นภาษาคนละยุคนั้นนำมาเขียนเป็นภาษาที่อ่านแล้วเข้าใจปุ๊บปั๊บเลยในยุคนั้น

 ต่อมาก็เกิดมีหนังสืออนุฎีกาขึ้นมาอธิบายหนังสือฎีกา

 พอต่อมาก็เกิดหนังสือปกรณ์วิเสสขึ้นมาอธิบายหนังสืออนุฎีกาอีกที

และต่อจากนั้นก็มาถึงยุคเรา ๆ ท่าน ๆ ที่มีหนังสือจับต้องได้เป็นหนังสือเกี่ยวกับอธิบายคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าโดยใช้ภาษาของคนยุคปัจจุบันนั้นเองแล.