และมาจบลงที่ให้เจ้าผู้ครองนครรัฐเลือกนิกายใดเป็นศาสนาประจำในรัฐของตนเอง.

การปฏิรูปศาสนาและการต่อต้านการปฏิรูป

        ช่วงนี้มีเรื่องเล่าต่อว่า...เมื่อผู้คนเชื่อในแนวคิดมนุษย์นิยม  เน้นคุณค่าของความเป็นมนุษย์  เชื่อว่ามนุษย์ผู้ฝึกฝนตนเองเท่านั้นจึงเป็นผู้ประเสริฐ  มนุษย์ต้องการเสรีภาพภราดรภาพ  มีความต้องการเสรีภาพทางการนับถือศาสนาด้วย  มนุษย์มาจากพระเจ้าและชิดใกล้พระเจ้าได้โดยไม่ต้องผ่านสถาบันทางศาสนาหรือนักบวชมาเป็นตัวกลางในการติดต่อสื่อสารใด ๆ  เป็นการปลดแอกตัวเองออกมาจากอำนาจครอบงำทางศาสนา

     จากแนวคิดนี้กลายมาเป็นขบวนการปฏิรูปทางศาสนาคริสต์ มี 2 ข้อใหญ่ ๆ  คือ

1 .  Reformation ภายนอกศาสนจักร ก่อเกิดเป็น 2 นิกายคือโรมันคาทอลิก มี โป๊ปเป็นผู้นำ ประทับที่ โรม และโปรเตสแตนท์

2 . Counter Reformation ภายในศาสนจักร เป็นการรวมพลังโต้ตอบการปฏิรูปทางศาสนาเพื่อไม่ให้คนหันไปนับถือนิกายตั้งใหม่

การปฏิรูปทางศาสนามีสาเหตุมาดังนี้

1 . ในยุคนี้อำนาจสูงสุดอยู่ในศาสนจักร ทำให้เกิดวิกฤตศรัทธาพัวพันมาจากสงครามครูเสดแล้ว นำมาสู่การแตกสามัคคี และสถาบันสูงสุดทางศาสนาแตกเป็น 2 ฝ่ายระหว่างปี พ.ศ. 1921 ถึง 1960  คือมีโป๊ป 2 องค์  องค์ 1 อยู่ในกรุงโรม อีกองค์อยู่ในฝรั่งเศสส่งผลให้ความเชื่อในโป๊ปถูกสั่นคลอนมาก

2 . การเกิดลัทธิมนุษย์นิยม มีความก้าวหน้าทางสื่อสิ่งพิมพ์แม้การพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ลเองส่งผลให้ผู้คนชั้นปัญญาชนได้หูตาสว่างตามใจต้องการ  ไม่ใช่ทำตามศาสนจักรในยุคนั้นขีดเส้นให้ก้าวเดินไป

3 . สภาพการเมือง  เศรษฐกิจและสังคมในยุคนั้น ก่อเกิดความเจริญทางการค้ามีคนรวยเกิดขึ้น  และมีความรู้สึกตื่นตัวกลายเป็นชนชั้นกลาง  ไม่ชอบระบบฟิวดัลและแนวคิดทางศาสนาเดิม เลยร่วมมือกับผู้นำในรัฐของตนเข้าร่วมสนับสนุนขบวนการปฏิรูปทางศาสนา

ผู้นำการปฏิรูปศาสนาที่โด่งดังคือ  Martin  Luther  มีอายุในช่วงปี พ.ศ. 2028 ถึง 2089  มาร์ติน  ลูเธอร์เป็นชาวเยอรมัน  เขาว่า  คนเราจะรอดจากบาปได้ถ้ามีความเชื่อมั่นในพระผู้เป็นเจ้า  เขาจึงต่อต้านศาสนจักรหลายประการเช่น การขายบัตรไถ้บาป แนวคิดของเขาได้รับความนิยมและแพร่ไปในเยอรมันอย่างรวดเร็วมาก

 เจ้าครองนครรัฐที่ต้องการฉีกออกมาจากจักรวรรดิโรมันและศาสนจักรต่างขานรับแนวทางของมาร์ตินเลยแยกเป็น 2 ฝ่าย จนกลายเป็นสงครามศาสนาระหว่างนิกายคาทอลิกกับนิกายโปรเตสแตนท์  และมาจบลงที่ให้เจ้าผู้ครองนครรัฐเลือกนิกายใดเป็นศาสนาประจำในรัฐของตนเอง.