วิจัยภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา
วิจัยภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา
งานวิจัยภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา
ภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาและการมีส่วนร่วมของชุมชน ที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน
ภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาและการมีส่วนร่วมของชุมชน ที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสงขลา
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา
(1) ระดับภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา พฤติกรรมการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษา ความร่วมมือของครูกับผู้บริหารสถานศึกษา การมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการศึกษา และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน
(2) ปัจจัยที่มีผลต่อการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการศึกษา
(3) ปัจจัยที่มีผลต่อความร่วมมือของครูกับผู้บริหารสถานศึกษา
(4) ความสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษา ภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา พฤติกรรมการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษา คุณลักษณะของครูผู้สอน ความร่วมมือของครูกับผู้บริหารสถานศึกษา การมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการศึกษา และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน กลุ่มตัวอย่าง ทั้งสิ้น 1,862 คน ประกอบด้วยผู้บริหารสถานศึกษา ครู คณะกรรมการสถานศึกษา และผู้เรียน โดยการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน
ศึกษาตัวแปร 7 ตัวแปร ได้แก่ คุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษา ภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา พฤติกรรมการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษา คุณลักษณะของครูผู้สอน ความร่วมมือของครูกับผู้บริหารสถานศึกษา การมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการศึกษา และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน โดยใช้การวิจัยแบบผสมผสานระหว่างวิจัยเชิงปริมาณและวิจัยเชิงคุณภาพ
ผลการวิจัยพบว่า แบบจำลองคุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษา ภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา พฤติกรรมการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษา คุณลักษณะของครูผู้สอน ความร่วมมือของครูกับผู้บริหารสถานศึกษา การมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการศึกษา ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสงขลา มีค่าดัชนีความกลมกลืนอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่ดี และสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยพิจารณาจากค่า GFI = 0.90, AGFI = 0.86 และRMSEA = 0.064 โดยปัจจัยคุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษา ภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา และคุณลักษณะของครูผู้สอนที่ส่งผลทางอ้อมกับการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการศึกษา และพบอีกว่าปัจจัยที่ส่งผลทางอ้อมกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน ได้แก่ คุณลักษณะของครูผู้สอน ความร่วมมือของครูกับผู้บริหารสถานศึกษา พฤติกรรมการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษา ภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา และคุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษา ซึ่งผลของสภาพตัวแปรทุกตัวมีความสอดคล้องกับข้อมูลที่ได้จากงานวิจัยเชิงคุณภาพทำให้งานวิจัยมีความชัดเจนยิ่งขึ้น
สรุปจาก ภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาและการมีส่วนร่วมของชุมชน ที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสงขลา ของนายอุดม แก้วสะโร
รายงานบทความเกี่ยวกับภาวะผู้นำ
ภาวะผู้นำ คุณธรรม จริยธรรมสำหรับผู้บริหาร
ภาวะผู้นำ คุณธรรม จริยธรรม สำหรับผู้บริหาร
ภาวะผู้นำ(Leadership)คุณธรรมและจริยธรรม(Virtue and Ethics) มีความจำเป็นและมีความสำคัญต่อการบริหารและการพัฒนาชาติบ้านเมือง”วิกฤตผู้นำ”และวิกฤตคุณธรรมจริยธรรม”ก่อให้เกิดวิกฤตศรัทธา”ที่มีต่อผู้นำกลุ่มต่างๆและผู้นำของชาติ ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งและเหตุการณ์รุนแรงต่างๆ ขยายผลลุกลามไปวงกว้างและนำไปสู่การแตกแยกในสังคมอย่างรุนแรง เงื่อนไขความขัดแย้งไม่ลงรอยของคนในชาติกลายเป็นเงื่อนไขที่ทำให้การขับเคลื่อนทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมเกิดภาวะชะงักงันไม่มีทางออกและก่อให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อประเทศชาติเป็นส่วนรวม
ความหมายของผู้นำ
ผู้นำ หมายถึง บุคคลที่มีบารมีและมีบทบาทรวมทั้งมีอิทธิพลเหนือผู้อื่น สามารถชักจูงสั่งการหรือชี้นำบุคคลอื่น ให้ปฏิบัติงานสำเร็จตามวัตถุประสงค์ทมี่วางไว้ได้อย่างมีประสิทธิผล(Effectiveness)และประสิทธิภาพ(Efficiency))
ความหมายของภาวะผู้นำ
ภาวะผู้นำ เป็นกระบวนการที่บุคคคลหนึ่ง(ผู้นำ)ใช้อิทธิพลและอำนาจของตนกระตุ้นชี้นำให้บุคคลอื่น(ผู้ตาม) มีความกระตือรือร้น เต็มใจทำในสิ่งที่เขาต้องการ โดยมีเป้าหมายขององค์การเป็นจุดหมายปลายทาง
ภาวะผู้นำหรือความเป็นผู้นำ(Leadership) เป็นกระบวนการที่ผู้บริหารจะให้มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของผู้อื่น มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้การปฏิบัติงานบรรลุจุดหมายขององค์การ ผู้บริหารจะทำให้ตนมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของคนอื่นได้ด้วยอำนาจ(Power) อำนาจนี้มีที่มาจาก 6 แหล่งที่สำคัญคือ
1.อำนาจตามกฎหมาย(Legitimate power) เป็นอำนาจที่มีตามตำแหน่งสายการบังคับบัญชา
2.อำนาจในการให้รางวัล(Reward power) โดยสามารถให้ผลประโยชน์ต่างๆ
3.อำนาจในการบังคับ (Coercive power) โดยสามรถลงโทษหรือควบคุมเมื่อมีพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์
4.อำนาจในการเป็นผู้เชี่ยวชาญ(Expert power) อันเนื่องมาจกมีประสบการณื ความรู้ที่คนอื่นไม่มี
5.อำนาจในการมีข้อมูลสารสนเทศ(Information power) เนื่องจากได้ครอบครองสารสนเทศที่สำคัญและจำเป็นต่อการปฏิบัติงาน
6.อำนาจจากการเลื่อมใสศรัทธาของผู้อื่น(referent power) เป็นผลมาจากควงามนิยมชมชอบ ความเคารพนับถือและความเป็นมิตรจากบุคคลอื่น
ประสิทธิภาพของผู้นำ
เกณฑ์ที่ใช้ประเมินประสิทธิภาพของผู้นำมี 3 ลักษณะ
- 1. ผลที่เกิดขึ้นของกลุ่ม(Outcome) คือผลที่เกิดขึ้นของกลุ่มเนื่องจากความสามารถในการนำหรือ
ภายใต้การนำของผู้นำ
- 1. ทัศนคติของผู้ตาม(Attitude of Followers) ทัศนคติของผู้ตามหรือผู้ใต้บังคับบัญชาที่มีต่อผู้นำ
นิยมใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินประสิทธิภาพของผู้นำอีกเกณฑ์หนึ่ง
- 1. คุณภาพของกระบวนการกลุ่ม(Quality of Group Process) โดยประเมินจากการสนับสนุนใน
ด้านต่างๆและความตั้งใจที่จะทำให้กระบวนการกลุ่มของลูกน้องมีคุณภาพ
การสร้างความไว้วางใจ(Greating a Culture of Trust)
ผู้ใต้บังคับบัญชาหรือผู้ตามทั้งหลายมักมีความต้องการผู้นำที่มีความน่าเชื่อถือและน่าไว้วางใจ ความน่าเชื่อถือของผู้นำจะเกิดได้จากการรับรู้ของผู้บังคับบัญชาใน 3 เรื่อง คือ
- 1. ความซื่อสัตย์(Honesty)ของตัวผู้นำ ซึ่งถือว่าเป็นคุณสมบัติที่สำคัญที่สุด
- 2. ความรู้ความสามารถ(Competence) ในเรื่องต่างๆ
- 3. ความสามารถถ่ายทอด(Inspire) ความคิดและการปฏิบัติให้กับผู้ตาม
การนำองคืกรหรือทำหน้าที่Leadership คือหน้าที่ของผู้นำ ที่ต้องมองไปข้างหน้ากำหนดวิสัยทัศน์และเป้าหมายเชิงกลยุทธิ์สร้างทิศทางที่ชัดเจนให้กับองค์กร เพื่อให้องค์กรอยู่รอดและเติบโตอย่างยั่งยืน ส่วนผู้บริหารหรือผู้จัดการนั้นมีหน้าที่บริหารจัดการภายในองค์กร ขณะที่ผู้นำเป็นคนวางนโยบายผู้บริหารก็เป็นคนดำเนินการตามนโยบาย
ลักษณะของผู้นำที่ดี (Good Leadership) ในทัศนะของคนไทย
ทรรศนะที่ 1 “ 3 ค” ครองตน ครองคน ครองงาน
ทรรศนะที่ 2 “ 4 ภ” ภูมิรู้ ภูมิธรรม ภูมิฐาน ภูมิปัญญา
ทรรศนะที่ 3 “ 4 ท” ทันคน ทันงาน ทันเหตุการณ์ ทันสมัย
จะพบว่าสังคมไทยยังขาดผู้นำที่มีลักษณะเหล่านี้ ในอดีตผู้นำที่ดีและเข้มแข็งจะมองเพียในด้านกายภาพ บุคลิกภาพ ความรู้ ความสามารถความมั่งคั่งและบารมีเท่านั้นแต่ปัจจุบันเกิดการเปลี่ยนแปลงด่านสภาพแวดล้อมเป็นโลกไร้พรมแดน ผู้นำที่ดีและเข็มแข็งยังต้องมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล มีการติดต่อสื่อสารในองค์กรที่ดี เพื่อจะนำองค์กรไปสู่ความสำเร็จตามที่เป้าหมายได้ตั้งไว้
จริยธรรมสำหรับผู้นำ
ผู้นำในสังคมไทยเรื่องจริยธรรมถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในการประพฤติ ปฏิบัติ มิฉะนั้นแล้วประเทศจะต้องเผชิญกับวิกฤติเพราะการไร้คุณธรรม จริยธรรมของผู้นำในหลายระดับ จริยธรรมดังกล่าว พุทธศาสนาเรียกว่า “จักรวรรดิวัตร 5” ซึ่งถือว่าเป็นหน้าที่ของผู้ปกครองอันยิ่งใหญ่ 5 ประการดังนี้
1.ธรรมาธิปไตย ผู้นำต้องถือธรรมเป็นใหญ่ คือถือหลักการ ความจริง ความถูกต้อง ประโยชน์สุขของประชาชนเป็นหลักเกณฑ์ เป็นมาตรฐาน
2.ธรรมิการักขา ผู้นำสามารถจัดการบำรุง คุ้มครองรักษาที่ชอบธรรมให้แก่ประชาชนทุกหมู่เหล่า
3.อธรรมกานิเสธนา ผู้นำมีหน้าที่ป้องกั แก้ไข กำราบ ปราบปรามไม่ให้มีการกระทำที่ไม่ชอบธรรม ไม่เป็นธรรม
4.ธนานุประทาน ผู้นำมีหน้าที่จัดสรรแบ่งปันเฉลี่ยทรัพย์สิน เงินทอง ปัจจัยยังชีพ ให้ทั่วถึงแก่คนที่ขาดแคลน ยากไร้ให้พอเพียงที่จะดำรงชีวิต
5.ปริปุจฉา ผู้นำต้องรู้จักแสวงปัญญา รู้จักปรึกษาสอบถาม เข้าหาผู้รู้ ทรงคุณ ค้นคว้าหาความรู้อยู่เสมอและยิ่งๆขึ้นไป
ทศพิธราชธรรม
ทศพิธราชธรรม คือจริยวัตร 10 ประการที่พระเจ้าแผ่นดินทรงประพฤติ เป็นหลักธรรม ประจำพระองค์หรือเป็นคุณธรรมประจำตนของผู้ปกครองบ้านเมือง ให้มีความเป็นไปโดยธรรม บุคคลธรรมดาที่เป็นผู้บริหารระดับสูงในทุกองค์ก็ควรใช้หลักธรรมเหล่านี้
- 1. ทาน การให้ หมายถึงการให้ การเสียสละ นอกจากเสียสละสิ่งของแล้ว ยังหมายถึงการให้น้ำใจแก่ผู้อื่นด้วย
- 2. ศีล คือความประพฤติที่ดีงาม ทั้งกาย วาจา ใจให้ปราศจากโทษ
- 3. บริจาค คือการเสียสละความสุขส่วนตนเพื่อความสุขส่วนรวม
- 4. ความซื่อตรง คือความซื่อตรงในฐานะที่เป็นผู้ปกครอง ดำรงอยู่ในสัตย์ สุจริต
- 5. ความอ่อนโยน คือการมีอัธยาศัยอ่อนโยน เคารพในเหตุผลที่ควร มีสัมมาคารวะต่อผู้
อาวุโสและอ่อนโยนต่อบุคคลที่เสมอกันและต่ำกว่า
6.ความเพียร ความมีอุตสาหะในการปฏิบัติงาน โดยปราศจากความเกียจคร้าน
7. ความไม่โกรธ หรือความแสดงความโกรธให้ปรากฎ ไม่มุ่งร้ายผู้อื่นแม้จะลงโทษผู้กระทำผิดก็ทำตามเหตุผล
8.ความไม่เบียดเบียน ไม่ก่อทุกข์หรือบียดเบียนผู้อื่น
9. ความอดทน การมีความอดทนติอสิ่งทั้งปวง รักษาอาการ กาย วาจา ใจ ให้เรียบร้อย
10. ความยุติธรรม ความหนักแน่น ถือความถูกต้องเที่ยงธรรมเป็นหลัก ไม่เอนเอียงหวั่นไหว ด้วยคำพูด อารมย์หรือลาภสักการะใดๆ
คุณธรรม จริยธรรมเป็นเกราะป้องกัน เป็นภูมิคุ้มกันอย่างดีที่จะทำให้สังคมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ความเจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืนและมั่นคง
ในขณะเดียวกันภาวะผู้นำที่ดี (Good Leadership) ของผู้บริหารหรือผู้นำทุกระดับทั้งภาครัฐและเอกชนในสังคมเป็นผู้มีคุณธรรม จริยธรรม ย่อมส่งผลให้เกิดการปกครองที่ดีหรือการจัดการที่ดีมีคุณธรรมประเทศชาติมีความสงบสุขและสามารถพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าอย่างสมดุลและยั่งยืน ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินได้จำเป็นต้องอาศัยภาวะผู้นำที่ดี มีคุณธรรม จริยธรรมของผู้นำในทุกระดับในสังคมไทยนั่นเอง
สรุปจากบทความทางวิชาการของ พล.อ.ท.พิทยา แสงแผ้ว เจ้ากรมยุทธบริการทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย
ที่มา : http://www.thainde.org
สรุปงานวิจัย เรื่อง "การพัฒนาการนิเทศภายในโดยภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาและครู"
แลกเปลี่ยนเรียนรู้โดยนางละออง ขวัญทอง
การวิจัยและพัฒนาการนิเทศภายใน โดยภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาและครู เพื่อพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้ของโรงเรียนมัธยมวัดธาตุทอง
วัตถุประสงค์
(1) เพื่อพัฒนาการนิเทศภายในโดยภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาและครูโรงเรียนมัธยมวัดธาตุทอง
(2)เพื่อพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้ของโรงเรียนมัธยมวัดธาตุทอง
ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
1. ผู้บริหารสถานศึกษาและครูที่ทำหน้าที่ผู้นิเทศ จำนวน 12 คน
2. ครูผู้รับการนิเทศ จำนวน 54 คน
3. นักเรียนโรงเรียนมัธยมวัดธาตุทอง จำนวน 1,769 คน
การกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างของนักเรียนใช้ตารางของ Krejcie และ Morgan (1970: 608) ค่าความเชื่อมั่น 95% มีความคลาดเคลื่อน ใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น (Stratified Random Sampling) ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 317 คน
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
(1) แบบสังเกตชั้นเรียน
(2) แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการจัดการเรียนรู้ของครู
(3) แบบประเมินตนเองของนักเรียนที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเรียนรู้
(4) แบบบันทึกผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ปีการศึกษา 2548 กับ ปีการศึกษา 2549 และ
(5) แบบบันทึกเปรียบเทียบผลการประเมินคุณภาพภายนอกสถานศึกษา ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในการประเมินรอบแรกและรอบสองของโรงเรียนมัธยมวัดธาตุทอง 5±
สรุปผลการวิจัย
1. การพัฒนาการนิเทศภายในโรงเรียนมัธยมวัดธาตุทองโดยใช้ภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาและครูที่ทำหน้าที่ผู้นิเทศได้ดำเนินการตามลำดับขั้นตอนของการบริหารคุณภาพวงจร Deming และพัฒนาการนิเทศภายใน ตามลำดับขั้นตอนของกระบวนการวิจัยปฏิบัติการ P-A-O-R รวม 2 วงรอบ โดยใช้รูปแบบการนิเทศภายในแบบควบคุมเชิงบริหาร ผสานกับรูปแบบการนิเทศภายในแบบคลินิก ผลการพัฒนาการนิเทศภายในเพื่อพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้พบว่า พฤติกรรมการจัดการเรียนรู้ ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญของครูโรงเรียนมัธยมวัดธาตุทอง ภาคเรียนที่ 1 และภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2549 แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 โดยพบว่า พฤติกรรมการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ภาคเรียนที่ 1 มีคุณภาพโดยรวมระดับปานกลางและพฤติกรรมการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ภาคเรียนที่ 2 มีคุณภาพโดยรวมระดับดี
2.ผลการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้จากการพัฒนาการนิเทศภายในโดยภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาและครูโรงเรียนมัธยมวัดธาตุทองพบว่า
(1) นักเรียนมีความคิดเห็นว่า ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2549 ครูมีการ
เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญโดยรวมอยู่ในระดับมาก และนักเรียนมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญโดยรวมในระดับมากที่สุด พฤติกรรมที่มีการเปลี่ยนแปลงมากที่สุดคือ นักเรียนมีความรู้ชัดเจนเกี่ยวกับเนื้อหาสาระของวิชาต่างๆ นักเรียนใส่ใจกับความรู้สึกของเพื่อนและโดยภาพรวมนักเรียนมีความสุขในการเรียน
(2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนโรงเรียนมัธยมวัดธาตุทอง ในปีการศึกษา
2549 สูงกว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในปีการศึกษา 2548 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05
(3) ผลการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้ในภาพรวมของโรงเรียนมัธยมวัดธาตุ
ทองพบว่า ผลการประเมินคุณภาพภายนอกสถานศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานในการประเมินรอบสอง มีคุณภาพโดยรวม ในระดับดีมากโดยพบว่า มาตรฐานที่ 9 ครูมีความสามารถในการจัดการเรียนการสอนอย่างมีประสิทธิภาพและเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญและมาตรฐานที่ 5 ผู้เรียนมีความรู้และทักษะที่จำเป็นตามหลักสูตร มีคุณภาพในระดับดี
ข้อเสนอแนะทั่วไป
1.ผู้บริหารสถานศึกษาควรให้ความสำคัญกับการบริหารงานนิเทศภายและสร้าง
ความตระหนักความเข้าใจในบทบาทของผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในงานนิเทศภายใน รวมทั้งความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการนิเทศภายใน เพื่อให้ทุกฝ่ายได้มีการรับรู้มีความเข้าใจที่ตรงกัน
2.หน่วยงานที่รับผิดชอบงานนิเทศภายในควรมีการจัดทำแผนพัฒนางานนิเทศภายใน
โรงเรียนโดยกำหนดรูปแบบกระบวนการและขั้นตอนการปฏิบัติงานให้ครูทุกคนได้มีส่วนร่วมในการดำเนินงานและสามารถปฏิบัติงานนิเทศภายในให้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทำงาน
3.ผู้บริหารสถานศึกษาควรให้ความสำคัญกับการใช้ภาวะผู้นำของผู้นิเทศให้สัมพันธ์กับรูปแบบหรือกระบวนการนิเทศภายในและความต้องการของผู้รับการนิเทศ เพื่อให้ผู้นิเทศสามารถปฏิบัติงานเต็มตามศักยภาพและผู้รับการนิเทศมีความศรัทธาเชื่อมั่นพึงพอใจที่จะร่วมมือหรือปฏิบัติตามข้อเสนอแนะของผู้นิเทศ
4.ควรมีการเผยแพร่รูปแบบวิธีดำเนินการและผลการพัฒนางานนิเทศภายใน เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในรูปแบบของการจัดการความรู้ (Knowledge Management: K.M)
ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป
1.ควรมีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาการนิเทศภายในโดยรูปแบบการนิเทศภายในที่มีความสัมพันธ์กับภาวะผู้นำของผู้นิเทศ
2. ควรมีการวิจัยและพัฒนาการนิเทศภายในโดยใช้รูปแบบการนิเทศภายในที่หลากหลายและมีความเหมะสมกับสภาพของสถานศึกษา ภาวะผู้นำของผู้นิเทศและความต้องการของผู้รับการนิเทศ
3.ควรมีการศึกษาวิจัยและพัฒนาภาวะผู้นำสำหรับผู้นิเทศภายในที่ส่งผลต่อการเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานนิเทศภายใน
4. ควรมีการศึกษาการใช้รูปแบบการวิจัยปฏิบัติการในการพัฒนาบุคลากรของโรงเรียน