วาระสุดท้าย “ดวงใจของแม่”
เรื่องเล่า      วาระสุดท้าย “ดวงใจของแม่” หน่วยงาน  ผู้ป่วยใน โรงพยาบาลวังจันทร์
                ความตายเป็นสิ่งที่ทุกคนเคยได้ยินได้ฟัง และเป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นกับทุกคนไม่ว่าวันใดก็วันหนึ่ง เมื่อใดก็เมื่อนั้น แต่คนส่วนใหญ่ทั่วไปก็ยังคงไม่สนใจและรู้จักว่าความตายคืออะไร หรือมิเช่นนั้นก็ไม่รู้จักความตายจริง หากแต่รู้จักตามภาพที่ตนเองจินตนาการขึ้น ซึ่งมักจะทำให้รู้สึกกลัวความตายมากขึ้น        ท่านพุทธทาสภิกขุได้กล่าวไว้ในเรื่อความตายไม่มี? ว่า “ความตายทั้งทางกายและทางวิญญาณ เป็นจุดรวมของความกลัวทุกชนิด” (จาก อ่านรู้ดูชีวิต ; ความเข้าใจเกี่ยวกับวาระใกล้ตาย ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงสุมาลี นิมมานนิตย์)
                คงจะเช่นเดียวกับเด็กสาววัยเพียง 17 ปี วัยที่กำลังมีความสุขกับการใช้ชีวิตและเป็นวัยที่สดใสยิ่งนัก สำหรับครอบครัวอื่นๆ ผู้ที่เป็นพ่อและแม่ ต่างคอยเฝ้าดูช่วงเวลาที่มีความสุขของลูกสาวอันเป็นที่รัก ซึ่งคงจะต่างจากครอบครัวนี้ที่ต้องพาลูกสาวอันเป็นที่รักตระเวนไปรับการรักษาที่คิดว่าดีที่สุดสำหรับดวงใจดวงนี้ของตนเอง เนื่องจากต้องเผชิญกับโรคมะเร็งกระดูก ซึ่งเป็นโรคร้าย มาเป็นระยะเวลา ประมาณ 2 ปี คุณพ่อและคุณแม่พา “น้องแอน” ไปรับการรักษาที่ รพ.ราชวิถี กทม. ซึ่งจากคำบอกเล่าของคุณพ่อที่ได้เล่าให้ฟังภหลังจากที่น้องแอนเสียชีวิตว่า “น้องแอนเป็นนักสู้และเข้มแข็งที่สุดที่พ่อเห็นมา ตั้งแต่เกิดน้องแอนไม่เคยงอแง ไม่ดื้อ เข้มแข็ง แม้แต่ตอนที่น้องแอนป่วย” น้องแอนบอกคุณพ่อว่าจะไปรักษาที่ กทม. แม้จะต้องเดินทางไกลก็ตาม น้องแอนเข้ารับการรักษาอย่างสม่ำเสมอ เคยมารับการรักษาที่รพ.วังจันทร์บ้างเป็นครั้งคราวด้วยอาการซีด ต้องได้รับเลือด ซึ่งสามารถเข้ารับการดูแลจาก     รพ.ชุมชนได้
                แต่...ใครเล่าจะคิดว่า การเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลของน้องแอนเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2553 นั้นเป็นครั้งสุดท้าย น้องแอนเข้ารับการรักษาตัว ในครั้งนี้ด้วยอาการหายใจเหนื่อย ท่าทางอ่อนเพลีย กระสับกระส่ายเป็นพัก มีแผลขนาดใหญ่ที่บริเวณไหปลาร้าด้านขวา  แต่ยังคงรับรู้สิ่งต่างๆจากบุคคลรอบข้างได้ คุณพ่อและคุณแม่สีหน้าเศร้าหมอง เหมือนรู้ว่าตนกำลังจะสูญเสียดวงใจดวงน้อยๆที่เฝ้าทะนุถนอมมาตลอดเกือบ 20 ปี แต่ทั้งสอง ก็เป็นคุณพ่อและคุณแม่ที่เข้มแข็ง อยู่เคียงข้างลูกสาวอันเป็นที่รักตลอดเวลา  การดูแลในโรงพยาบาลในครั้งนี้ พยาบาลต่างทราบถึงความกดดัน ความรู้สึกทุกข์ทรมานใจของผู้เป็นพ่อและแม่ นอกจากการดูแลตามมาตรฐานวิชาชีพที่ได้ร่ำเรียนมา การให้ข้อมูลอย่างเข้าใจ อธิบายสิ่งที่น้องแอนกำลังเผชิญอยู่ และสิ่งที่คุณพ่อ คุณแม่สามารถทำให้น้องแอนได้ การสัมผัสอันอ่อนโยนของพยาบาล เพื่อถ่ายทอดกำลังใจ แม้ว่าผู้ป่วยในความรับผิดชอบจะมากมายก็ตาม แต่พยาบาลก็ยังคงหมั่นตรวจเยี่ยมอาการ คุณแม่ดูจะกังวลเกี่ยวกับอาการของลูกสาวเป็นอย่างมาก ทำให้เราได้ทราบความจริงอีกข้อว่าแม้ว่าการให้ข้อมูลต่างๆนั้น ผู้ป่วยหรือญาติอาจจะมีความเข้าใจ รับทราบ แต่การทำใจยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นคงต้องอาศัยระยะเวลา คุณแม่แอบร้องไห้กับพยาบาลอีกครั้งและบอกว่า “ฉันไม่รู้ว่าจะทำยังไงค่ะ” สิ่งที่พยาบาลทำให้คือการอยู่เป็นเพื่อนคุณแม่ และบอกกับคุณแม่ว่า “น้องแอนอายุยังน้อย นอกจากโรคที่ต้องเผชิญแล้ว น้องคงกลัวกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น คุณแม่ต้องเข้มแข็ง เพื่อให้น้องรู้สึกมั่นคง รับรู้ว่าคุณพ่อและคุณแม่อยู่กับน้องแอนตรงนี้ ตลอดเวลา” คุณแม่พยักหน้าและขอบคุณพยาบาล คุณพ่อและคุณแม่ของน้องแอนคอยอยู่เคียงข้างน้องแอนตลอดเวลา จนถึงเวลาเปลี่ยนเวรของพยาบาล มีการส่งต่อข้อมูลที่สำคัญของผู้ป่วย รวมทั้ง case ของน้องแอนด้วย โดยเน้นการดูแลแบบประคับประคอง การรับรู้และการยอมรับของญาติ มีการตรวจเยี่ยมอาการเป็นระยะ สอบความต้องการและการช่วยเหลือ คุณพ่อและคุณแม่เริ่มยอมรับและสงบลง น้องแอนเริ่มมีอาการกระสับกระส่ายสั่นศีรษะไปมาจนแผลที่บริเวณไหปลาร้าด้านขวามีเลือดซึมอีก หลังจากที่พยาบาลเวรบ่ายเปลี่ยนให้ไปแล้วก่อนลงเวรได้ไม่นาน มีกลิ่นคาวเลือด เสื้อน้องแอนเปื้อนเลือดไปถึงด้านหลัง พยาบาลและพนักงานผู้ช่วยเหลือคนไข้จึงช่วยเช็ดตัว เช็ดคราบเลือดและปิดแผลให้ใหม่ โดยมีคุณพ่อและคุณแม่คอยช่วยเหลือ  หลังจากนั้นน้องแอนเริ่มหลับได้บ้าง มีตื่นขึ้นมาร้องขอน้ำดื่ม คุณพ่อพยุงให้ลุกนั่งและดื่มได้เล็กน้อย คุณพ่อบอกน้องแอนว่า “น้องแอนนอนนะแล้วพรุ่งนี้พ่อจะพากลับบ้าน อย่างที่น้องแอนต้องการ” แล้วน้องแอนก็หลับไป...และจากไปอย่างสงบ...ในเวลา 05.00 น. โดยมีคุณพ่อและคุณแม่อยู่เคียงข้าง
                แม้ว่าน้องแอนจะจากไปแล้วแต่การพยาบาลยังไม่สิ้นสุดเพียงเท่านี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่น้อยกว่าสิ่งอื่น คือ การให้ข้อมูลเรื่อการดูแลหลังจากที่น้องแอนเสียชีวิต การทำความสะอาดร่างกาย การแต่งตัว การรับศพน้องแอนกลับบ้าน การเตรียมเอกสารต่างๆที่ต้องใช้ คุณพ่อและคุณแม่ขอบคุณพยาบาลทุกคนที่ดูแลเป็นอย่างดี รู้สึกว่าสิ่งที่ได้รับนั้นมากกว่าการได้รับรักษาพยาบาล รู้สึกอบอุ่นใจเมื่อเข้ามาที่นี่ คุณแม่หยิบเงินจำนวนหนึ่งขึ้นมาให้พยาบาล พยาบาลกล่าวขอบคุณและบอกว่า “ขอไม่รับนะคะถ้าอยากให้จริงๆช่วยใส่ตู้บริจาคดีกว่าค่ะ”  และพยาบาลได้ขออนุญาตคุณพ่อและคุณแม่ นำเรื่องของน้องแอนมาเป็นวิทยาทานในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อการพัฒนาการดูแลผู้ป่วยในระยะสุดท้ายให้มีคุณภาพต่อไป ซึ่งคุณแม่อนุญาตด้วยความยินดีและได้เขียนความรู้สึกและข้อเสนอแนะในการบริการไว้ให้เป็นโอกาสพัฒนา
                ท้ายนี้พยาบาลทุกคน ขอขอบคุณน้องแอนและครอบครัว ที่ทำให้พยาบาลได้รับประสบการณ์ที่มีความหมาย และนำไปสู่การพัฒนา เป็นกำลังใจสำหรับคนทำงาน และมีส่วนทำให้เกิดการดูแลรักษาพยาบาลแบบองค์รวม มิใช่รักษาเพียงแค่โรคเท่านั้น