ช่วยได้ค่ะ..อย่างน้อยก็ยับยั้งความสติแตก ไม่ให้เกิดการระเบิดระเบ้อ..ประคองตัวให้ลอยคออยู่ได้ในทะเลทุกข์

     วันนั้น สภาพของฉันที่ย่ำแย่ทั้งทางร่างกายและจิตใจจนไม่สามารถไปทำงานได้  ฉันบอกพ่อว่าไม่สบายจึงต้องลางาน พอสาย ๆ นึกถึงประโยคที่บอกว่า"พระพุทธศาสนาช่วยได้"ขึ้นมาก็เลยไปค้นหาหนังสือบนชั้นหนังสือของคุณพ่อ ที่แทบทั้งหมดจะเป็นหนังสือเกี่ยวกับธรรมะ และเรื่องราวประวัติของพระอาจารย์ต่างๆ ฉันเปิดดูผ่าน ๆ เล่มแล้วเล่มเล่าก็ไม่เห็นว่ามีเล่มไหนน่าสนใจ เกือบๆ จะเลิกล้มความตั้งใจอยู่แล้วพอดีหันไปเจอกองหนังสือที่หลาน ๆ ของพ่อ(พี่ ๆ ลูกคุณป้า)เพิ่งเอามาฝากเมื่อสัก ๒ สัปดาห์ก่อน หยิบ ๆมาดู..เอาเล่มนี้แล้วกัน..ปกสวยถูกใจ

     หนังสือเล่มนี้ชื่อ "ตื่นรู้ที่ภูหลง"ที่เขียนโดยหมอนไม้ ปกที่ว่าสวยถูกใจก็คือเป็นภาพเขียนลายเส้นสีดินสอขาวดำ ดูแล้วน่ารักเรียบง่าย เป็นหนังสือที่บอกเล่าเรื่องจากการไปปฏิบัติธรรมที่ภูหลง ถ่ายทอดคำบรรยายธรรมของพระไพศาล วิสาโล คนเขียนถ่ายทอดดีมาก พออ่าน ๆ ไปก็เริ่ม เอ๊ะ.มีพระที่พูดภาษาธรรมดาๆ ให้คนเข้าใจได้ด้วยเหรอเนี่ย(ที่ผ่านๆมา เคยเห็นแต่พระเทศน์เป็นภาษาบาลี..ไม่เคยรู้ว่าพระพูดอะไรให้ฟัง..แล้วก็นั่งไหว้อยู่นั่นแหละ) ยิ่งอ่าน ๆ ไปก็ยิ่ง เออ..ใช่..ใช่เลย ..จริง ๆ ด้วย...โอย..เราเป็นอะไรเนี่ยทำไมบ้าอยู่ได้ตั้งนาน  เริ่มหันมามองเข้าไปข้างในตัวเอง  ค่อย ๆ มอง ค่อยๆ เห็น...

     หลังจากวันนั้น พอมีโอกาสเข้าเมืองก็ไม่พลาดที่จะเข้าร้านหนังสือ แล้วก็เลือกหาหนังสือที่พระไพศาลเขียนมาอ่านทีละเล่มสองเล่มตามกำลังทรัพย์ เมื่อไม่สบายใจ ทุกข์ใจก็พยามอ่านหนังสือ เอาใจที่ฟุ้งซ่านมารวมศูยน์ที่หนังสือไปพร้อมๆกับการตอบโจทย์ทุกข์ที่เข้ามาขณะนั้น ช่วยได้ค่ะ..อย่างน้อยก็ยับยั้งความสติแตก ไม่ให้เกิดการระเบิดระเบ้อ..ประคองตัวให้ลอยคออยู่ได้ในทะเลทุกข์  แต่ก็นั่นแหละค่ะ คลื่นลมในทะเลยังคงแรงและถาโถมเข้ามาเรื่อย ๆ...ทำอย่างไรฉันจึงจะเข้มแข็งและผ่านพ้นไปได้? คำตอบคือฉันต้องปฏิบัติธรรม..เพื่อมีสติที่มั่นคงขึ้น ฉันเริ่มมองหาโอกาสที่จะฝึกปฏิบัติธรรม

     วันหนึ่ง ฉันได้อ่านพบเรื่องราวของท่านติช นัท  ฮันห์พระภิกษุชาวเวียตนามจากหนังสือชื่อ คำขอที่ยิ่ใหญ่ของพระไพศาล และอาทิตย์ยามเช้า ฉันรู้สึกตื่นเต้นมากและอยากรู้เรื่องราวของพระรูปนี้มาก ๆ ความรู้สึกลึก ๆ เหมือนจะบอกว่านี่ไง ประเทศคอมมิวนิสต์ก็มีพระพุทธศาสนาได้ ฉันเคยเป็น(ถูกเรียกว่า)คอมมิวนิสต์ฉันก็ต้องมีพุทธศาสนาเป็นเครื่องนำพาชีวิตได้ ยิ่งได้อ่านคำให้สัมภาษณ์ของท่านนัท ฮันห์ก็ยิ่งอยากรู้เรื่องราวของท่านมากขึ้นไปอีก

     แล้ววันหนึ่งฉันอ่านพบข่าวในกรอบเล็กๆ ของหนังสือพิมพ์รายวันฉบับหนึ่ง ว่าคณะภิกษุ-ภิกษุณีจากหมู่บ้านพลัมของท่านติช นัท ฮันห์จะเดินทางมานำภาวนาที่เมืองไทย ฉันรีบโทรฯปรึกษาพี่คนเดิมว่าไปเข้าร่วมภาวนาดีไหม จะหาใครไปเป็นเพื่อนดี ถ้าต้องไปคนเดียวจะเป็นยังไงฯลฯ สรุปคือ พี่เขาให้กำลังใจ ให้ความมั่นใจว่าถึงจะไปคนเดียวก็ไม่ต้องกลัว อาจจะดีเสียกว่า เพราะการไปเดี่ยวจะช่วยให้เราอยู่กับตัวเองได้ดีได้ง่ายขึ้น นอกจากพี่เขาแล้วเพื่อน ๆ และคนในครอบครัวที่แวดล้อมฉันล้วนยินดีให้กำลังใจและสนับสนุนทุกอย่าง จนฉันรู้สึกขอบคุณเหลือเกิน มีบุญเหลือเกินที่มีคนรักและสนับสนุน....ฉันจึงต้องเขียนบันทึกนี้เพื่อขอบคุณทุกคนและขอบคุณความทุกข์ด้วย