ถึงเวลาแล้วหรือยัง?

 

 

“หนูผิดด้วยเหรอ...ทำไมต้องไล่หนูออกจากโรงเรียน” นี่คือคำพูดของเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง อายุ 17 ปี มีผลการเรียนดี นิสัยร่าเริง ต้องถูกไล่ออกจากโรงเรียน เพราะว่าเธอตั้งครรภ์

     จากการสนทนาพูดคุยกับตัวเด็กผู้หญิงคนนี้ พบว่า เธอมีเพศสัมพันธ์กับเพื่อนนักเรียนชายซึ่งเป็นเพื่อนนักเรียนห้องเดียวกัน เมื่อเธอทราบว่าตนเองตั้งครรภ์นักเรียนผู้ชายคนนั้นกลับผลักความรับผิดชอบบอกเพียงแค่ว่า  “ไม่รู้ลูกของใคร”  ทำให้เธอคิดถึงเรื่องของการทำแท้ง จากเด็กผู้หญิงที่ร่าเริงกลับกลายเป็นเด็กที่เก็บตัว หลีกหนีออกจากสังคม  เมื่อเรื่องดังกล่าวรู้ไปถึงพ่อแม่ของเธอ พ่อแม่ของเธอกลับเป็นคนที่คอยให้กำลังใจและบอกกับเธอว่า “เด็กในท้องไม่ได้ผิดอะไร เราจะไปทำร้ายเค้าทำไม” เด็กผู้หญิงจึงเก็บเด็กคนนั้นไว้ แต่ด้วยสถานภาพของเธอซึ่งกำลังเรียนหนังสือ เธอโดนสังคมประณาม โดยเฉพาะสังคมภายในโรงเรียน ทั้งเพื่อนนักเรียนด้วยกัน ครูอาจารย์ มองเธอเหมือนคนที่ทำผิดมาอย่างร้ายแรง จนในที่สุดเธอก็ต้องลาออกจากโรงเรียน ซึ่งตรงกันข้ามกับนักเรียนชายที่ทำเธอท้อง เค้ายังได้เรียนอยู่ในโรงเรียนเป็นปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

     ไม่นานเด็กผู้หญิงได้ให้กำเนิดลูกเป็นเด็กผู้ชาย ด้วยความที่ต้องการเรียนหนังสือเธอจึงกลับเข้ามาสู่การเรียนโดยเรียนแบบนอกระบบ จนปัจจุบันเด็กผู้หญิงคนนี้จบการศึกษาในระดับมัธยมศึกษา และกำลังศึกษาในระดับอุดมศึกษา

     สำหรับผมซึ่งเป็นเคยเป็นครูของเด็กผู้หญิงคนนี้ ผมกลับรู้สึกยกย่อง และเคารพในตัวของเธอ และพ่อแม่ของเธอที่มองว่า การทำแท้งเป็นสิ่งที่ผิด มองการทำแท้งเป็นเรื่องการทำผิดศีลธรรม มองถึงคุณค่าของความเป็นมนุษย์ รวมทั้งให้โอกาสกับเด็กที่เดินทางผิดพลาด ผมก็กลับตั้งคำถามต่อไปว่า  “ทำไมโรงเรียนหรือแม้กระทั้งสังคมภายนอกกลับลงโทษเด็กโดยการไล่ออก และผลักเค้าออกจากสังคม ซึ่งเราควรจะให้โอกาสแก่คนที่ทำผิดพลาด”

     กรณีศึกษาข้างต้นเป็นแค่ส่วนเล็กๆของปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในสังคมปัจจุบัน ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติใหม่ในการให้โอกาสแก่เด็กที่ทำผิดพลาดในชีวิต? และมองเห็นถึงความถูกต้องของคุณธรรม จริยธรรม ความเป็นมนุษย์มากกว่ามองความผิดพลาด ภาพลักษณ์ของสถานศึกษา?  นี่คงเป็นคำถามที่ต้องหาคำตอบกันต่อไป.