ที่มาของบันทึกนี้เกิดจากแรงบันดาลใจในการแลกเปลี่ยนระหว่างผมกับคุณเอก - จตุพร จึงขอขอบคุณมา ณ ที่นี่ครับ

        มีโอกาสได้ฟังความเห็นของ “คุณคำ ผกา” จากคลิปวิดิโอที่เพื่อนคนหนึ่งส่งมาให้

        ในฐานะเป็น NGOs คนหนึ่ง จึงอดมิได้ที่จะมีความรู้สึกต่อคำวิพากษ์วิจารณ์นั้น

        อันที่จริง ในทางส่วนตัวแล้วผมค่อนข้างจะชื่นชอบและชื่นชม “คุณคำ ผกา” อยู่ไม่น้อย ติดตามงานเขียนของเธออยู่เนือง ๆ ที่ชอบมิใช่เพราะสะใจความแรงในงานเขียน แต่ชอบเพราะเธอเป็นคนรุ่นใหม่ที่คิดแปลกแหวกกระแส กล้าคิด กล้าเขียน ยืนหยัด ตรงไปตรงมา เป็นตัวของตัวเอง ไม่ยี่หระต่อคำวิพากษ์วิจารณ์ ฯลฯ และทำให้ผมได้ฉุกคิดในเรื่องใหม่ ๆ หลายเรื่อง

        จริง ๆ ก็มีนักเขียนรุ่นใหม่หลายคนที่ชื่อ มีฝีมือ แต่โดยมากก็อยู่ในกระแสหลักไม่รับใช้ทุนก็รับใช้รัฐ  แต่คำ ผกา เท่าที่ผมรู้จัก ไม่ใช่แบบนั้น นอกจากนั้นผมคิดว่าเธอมีจุดยืนอยู่ข้างคนที่เสียเปรียบในสังคมด้วยซ้ำไป

        แต่อย่างไรก็ตาม การชื่นชอบ ชื่นชม มิได้หมายความว่าเห็นด้วยไปกับเธอเสียทุกเรื่อง โดยเฉพาะในคำวิพากษ์ที่ผมกล่าวถึงข้างต้น จึงเป็นที่มาของการเขียนบันทึกนี้

 

        เนื้อหาที่เธอตอบคำถามการสัมภาษณ์ ในคลิปวีดิโอมีอยู่ ๓ ประเด็น

        ประเด็นแรกเธอกล่าวถึงขบวนการภาคประชาชน เธอมองว่า

        “...ขบวนการภาคประชาชนมันเริ่มหมดพลังไปตั้งแต่... อาจจะเป็นปัญหาเรื่องทุนด้วยที่ทำให้ช่วงหลังขบวนการภาคประชาชนเข้ามารับทุนจากภาครัฐเข้าไปทำงานเคลื่อนไหวมากขึ้น ก็เลยทำให้หมดพลังที่จะตรวจสอบ ถ่วงดุลนโยบายของรัฐ ในขณะเดียวกันภาคประชาชนก็มองผลประโยชน์ในระยะสั้น คือในแง่ที่จะล็อบบี้ เพื่อที่จะบรรลุผลในโครงการในพื้นที่ที่ตนเองลงไปทำงาน มากกว่าที่จะมองปัญหาเชิงโครงสร้าง...”

        ประเด็นที่สอง เธอกล่าวถึง NGOs

        “...ปัญหาของ NGOs อันแรกเลยคือ Romanticizes ชนบท กับ Romanticizes ชาวบ้าน อันที่สองไป Dramatize ทุนกับโลกาภิวัตต์ คือมองทุนกับโลกาภิวัตน์เป็นผู้ร้ายหมด มองชาวบ้านเป็นพระเอกนางเอกหมด ในขณะเดียวกันก็ใช้ชาวบ้านในฐานะที่เป็น Object of Sympathy คือจะต้องเป็นวัตถุที่รอรับความช่วยเหลือ เป็นวัตถุแห่งความน่าสงสารเห็นใจ แล้วก็เป็นวัตถุแห่งความจรรโลงใจทางสุนทรียศาสตร์ของการโหยหาชนบทในแฟนตาซีของชนชั้นกลาง...”

        ประเด็นสุดท้าย เธอแสดงความคิดเห็นต่อการเข้าไปมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการปฏิรูปประเทศไทย ซึ่งประเด็นสุดท้ายนี้แม้ผมจะไม่เห็นด้วย แต่ก็ไม่ขอแลกเปลี่ยนในที่นี้ จึงไม่ขอกล่าวถึง

 

        สำหรับสองประเด็นแรกนั้น มีบางประเด็นที่ผมเห็นด้วย แต่ขณะเดียวกันก็มีหลายประเด็นที่ผมไม่ได้คิดเห็นอย่างนั้น

        ผมขอเริ่มต้นจากประเด็นที่สองก่อน

        ผมอาจจะไม่ใช่ NGOs ในความหมายที่คุณคำ ผกา กล่าวถึง แต่ก็นิยามตัวเองว่าเป็น NGOs เมื่อมีคนถามถึงว่าเป็น (ทำงาน) อะไร อีกทั้งมิใช่เป็นนักวิชาการ มิใช่นักคิด นักเขียน...

        ผมเป็นเพียง NGOs เล็ก ๆ และ โง่ ๆ คนหนึ่งที่ศรัทธาในวิถี NGOs

        ผมมองเรื่อง NGOs ขบวนการภาคประชาชน และการเข้าร่วมการปฏิรูปประเทศของขบวนภาคประชาชน อย่างไร ?

        ประเด็นแรก เรื่อง NGOs กับ ขบวนการภาคประชาชน ทั้งสองแม้มิใช่เรื่องเดียวกัน แต่ก็มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันอย่างแนบแน่น

        คุณคำผกา มอง NGOs ว่า (๑) มักจะ Romanticizes ชนบทกับชาวบ้าน ในขณะที่ Dramatize ทุนกับโลกาภิวัตต์ (๒) โดยที่ฝ่ายแรกเป็นพระเอกฝ่ายหลังเป็นผู้ร้าย และ (๓) มองเลยไปว่าชาวบ้านเป็นฝ่ายต้องได้รับความช่วยเหลือ การสงเคราะห์

        ตามความเข้าใจของผมนั้น NGOs ในเมืองไทยมีพัฒนาการมาพอสมควร (จริง ๆ ก็มีการศึกษาวิจัยกันอย่างเป็นระบบพอสมควร เคยผ่านตามผมมาบ้าง แต่ก็ไม่ได้อ่านละเอียด) จากประสบการณ์ของผม ถ้าจะให้แบ่งกลุ่ม NGOs น่าจะเป็นสามกลุ่มใหญ่ ๆ

        กลุ่มแรก เป็นกลุ่มที่ทำงานเน้นการให้ความช่วยเหลือ/สงเคราะห์ เช่น การให้ทุนการศึกษา การแจกจ่ายเครื่องยังชีพ องค์กรที่ทำงานโดยมากเป็นองค์กรการกุศล และองค์กรทางศาสนา ซึ่งนี่น่าจะเป็นกลุ่ม NGOs ที่คุณคำผกา กล่าวถึงในส่วนที่ (๓)

        กลุ่มที่สอง เป็นกลุ่มที่เรียกว่าสายวัฒนธรรมชุมชน เป็นกลุ่มที่เชื่อมั่นในศักยภาพชาวบ้าน เชื่อมั่นในรากเหง้าหรือภูมิปัญญาที่สะสมมาแต่อดีต หากย้อนรอยกลับไปหารากเหง้านั้นก็น่าจะเป็นพลังที่จะนำพาให้ชาวบ้านเข้มแข็งขึ้น NGOs กลุ่มนี้ฝังตัวทำงานเชิงลึกอยู่ในหมู่บ้าน และนี่น่าจะเป็นกลุ่ม NGOs ที่คุณคำผกากล่าถึงในส่วนที่ (๑) และ (๒)

        กลุ่มสุดท้าย เป็นกลุ่มที่เรียกว่าสายเคลื่อนไหว ที่มักจะถูกการขนานนามว่า “สายร้อน” ทำงานเคลื่อนไหวในเชิงนโยบาย เช่น ประเด็นที่ทำกิน ป่าชุมชน ที่อยู่อาศัย ฯลฯ และผมเข้าใจว่าในส่วนนี้เป็นส่วนหนึ่งที่เป็นที่มาของขบวนการภาคประชาชน NGOsที่ทำงานสายนี้ส่วนใหญ่เป็นปัญญาชนฝักใฝ่และสนใจงานด้านวิชาการ มีนักวิชาการจำนวนไม่น้อยที่ให้การสนับสนุนทางด้านวิชาการ ไม่ต้องเอ่ยชื่อก็พอจะนึกออก

        อย่างไรก็ตามในความเป็นจริงนั้น ทั้งสามส่วนมิได้แยกขาดออกจากกัน ทั้งกลุ่มแรกและกลุ่มที่สองก็มีการเคลื่อนไหวในเชิงนโยบาย/กฏหมายเช่นกัน เช่น กลุ่มที่ทำงานเรื่องเอดส์ซึ่งเดิมมักเป็นงานในเชิงสงเคราะห์แต่ต่อมาก็เคลื่อนไหวในทางกฎหมาย (สิทธิในการเข้าถึงบริการภาครัฐ) เช่นกัน และในองค์กรการกุศลบางแห่งที่เดิมทำงานในเชิงสงเคราะห์เมื่อมีการสรุปบทเรียนแล้วพบว่างานไม่ยั่งยืน ก็เริ่มมาปรับงานให้เป็นในลักษณะการพัฒนามากขึ้น และก็ยังพบอีกว่าปัญหาก็ยังแก้ไขได้ไม่เท่าที่ควรเนื่องจากติดขัดในเชิงโครงสร้างจึงเข้าไปมีส่วนร่วมในขบวนการภาคประชาชนที่เคลื่อนไหวระดับนโยบายหรือโครงสร้าง

        หรือกลุ่มที่สองชาวบ้านในขบวนการสายวัฒนธรรมชุมชนก็มีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการเรียกร้อง/เคลื่อนไหวในเชิงนโยบาย เช่น พะตีจอนิ โอโดเชา กำนันอนันต์ ดวงแก้วเรือน ฯลฯ ที่ขับเคลื่อนเรียกร้องกฎหมายป่าชุมชน เป็นต้น หรือ NGOs รุ่นใหญ่ที่ต่อมาผันตัวเข้ามาอยู่ในโครงสร้างของรัฐ เช่น ครูแดง (ส.ว.เตือนใจ ดีเทศน์) ที่มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงระดับโครงสร้างในหลายประเด็น

        และในกลุ่มสุดท้าย ที่ทำงานเคลื่อนไหวกับมวลชน หลายคนก็ย้อนกลับลงไปทำงานเชิงลึกกับชุมชน เมื่อพบว่าทำงานเคลื่อนไหวมาพักหนึ่งแล้วพบว่าค่อนข้าง “ลอย”

        ถึงที่สุดแล้วการจำแนก NGOs ออกเป็น ๓ กลุ่มดังที่กล่าวมาแล้ว มันก็เป็นเช่นนั้นได้ในเฉพาะช่วงเริ่มต้น ปัจจุบันการจำแนกเช่นนี้ไม่สามารถอธิบายภาพในปัจจุบันได้

        ทั้งนี้ที่ผมจำแนก NGOs ออกเป็น ๓ กลุ่มนี้ เพื่อที่จะทำความเข้าใจสิ่งที่คุณคำ ผกา กล่าวถึง นั่นก็คือ เป็นการหยิบเอาส่วนย่อย ๆ ของขบวนการ NGOs มาอธิบายภาพรวม ซึ่งมิใช่ภาพที่เป็นจริงทั้งหมด

        ประเด็นที่คุณคำ ผกา มองว่า NGOs มักจะ Romanticizes ชนบทกับชาวบ้าน ในขณะที่ Dramatize ทุนกับโลกาภิวัตต์ โดยที่ฝ่ายแรกเป็นพระเอกฝ่ายหลังเป็นผู้ร้าย นั้น คำวิพากษ์นี้ผมได้ยินนมนามมาแล้ว ผมไม่คิดว่าภาพในปัจจุบันนี้จะมีอยู่จริง หรือเป็นภาพรวมทั่วไปแล้ว NGOs ที่ทำงานอยู่ในระยะหลังนี่ ผมไม่เห็นว่ามีใครเข้าลักษณะสุดโต่งอย่างที่คำวิพากษ์กล่าวถึง

        ในประเด็นนี้ จริง ๆ แล้วธรรมชาติของ NGOs นั้น มักจะทำงานกับผู้ที่เสียเปรียบ พูดให้แรงหน่อยก็คือผู้ที่ถูกกดขี่ ซึ่งก็เป็นชาวบ้านในชนบท แต่ชาวบ้านที่ยากลำบากในเมืองก็มี และมี NGOs จำนวนไม่น้อยที่ทำงานกับคนกลุ่มนี้ เช่น ครูประทีป อึ้งทรงธรรม ที่ทำงานกับชาวชุมชนคลองเตย หรือ คุณสมสุข บุญบัญชา ที่ทำงานกับชุมชนแออัด จนกระทั่งขยายงานเติบโตมาเป็น พชม. และ พอช. ตามลำดับ

        ส่วนประเด็นที่มองว่าชาวบ้านเป็นฝ่ายต้องได้รับความช่วยเหลือ การสงเคราะห์ งานในเชิงสงเคราะห์ก็ยังพอมีบ้าง เพราะมีคนที่ยากจนข้นแค้นยังมีอยู่จริง และจำเป็นต้องได้รับการสงเคราะห์ช่วยเหลือ แต่องค์กรลักษณะนี้ก็น้อยลงไปมาก

        และคำกล่าวที่แรงมาก ๆ การมองว่าชาวบ้านเป็นวัตถุแห่งความจรรโลงใจทางสุนทรียศาสตร์ของการโหยหาชนบทในแฟนตาซีของชนชั้นกลาง

        จริงอยู่ว่า NGOs ส่วนใหญ่มาจากคนชั้นกลาง แต่ผมไม่รู้คุณคำ ผกา ไปพบ NGOs คนไหนมาจึงสามารถสรุปเหมารวมว่า NGOs มีลักษณะเช่น เพียงแค่มีก็เป็นเรื่องใหญ่ นี่ถึงขั้นสรุปเป็นภาพรวม จึงเป็นคำกล่าวที่ผมค่อนข้างเจ็บปวดในฐานะที่เป็น NGOs คนหนึ่ง

        ผมคิดว่า NGOs ที่คุณคำ ผกา ยกย่องและชมเชยในบทบาทหน้าที่คือ NGOs ที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนในการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ถ้าให้เดารูปธรรม พี่มด – วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ น่าจะเป็นกรณีหนึ่ง

        แต่คนอย่างพี่มดน่าจะหมด หรือเกือบหมดไปแล้วในสังคมไทย พี่มดจากเราไปสู่ภพหน้าแล้ว ส่วนคนอื่น ๆ ที่เหลืออยู่บ้างก็เข้าไปอยู่กับทุนบ้าง กับรัฐบ้าง ผันไปเป็นนักวิชาการบ้าง เป็นไปตามเหตุปัจจัยของแต่ละคน แต่คนที่ยังยืดหยัดต่อสู่ในความหมายที่คุณคำ ผกา กล่าวถึง แม้จะมีน้อยแต่ก็ยังมีอยู่บ้าง เช่น คุณหนูหริ่ง - สมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด ก็น่าอยู่ในข่ายกลุ่มนี้

        คนรุ่นนั้นเติบโตมาในบริบทและเงื่อนไขที่หล่อเลี้ยงให้เขาเติบโตมาเป็นแบบนั้น แต่ NGOs รุ่นถัดมาอย่างผมและน้อง ๆ ก็มิได้อยู่ในกระบวนการหล่อเลี้ยงและเติบโตเช่นนั้น ต้องแสวงความหมายโดยลำพัง และอย่าถามถึงเลยว่า NGOs รุ่นหลัง ๆ เป็นอย่างไร คนรุ่นเดียวกับผมเรื่อยลงมาถึงคุณคำ ผกา และไล่ลงไปเรื่อย ๆ มีสักกี่คนที่อาทรร้อนใจกับความอยุติธรรมจนผันตัวเองไปอยู่นอกระบบเป็น NGOs ทำงานขับเคลื่อนสังคมตามความคาดหวังที่เป็นที่มาของคำวิจารณ์

        ผมคิดว่า NGOs ในความหมายแบบนั้นเริ่มจางหายไปและจะหมดไปในไม่ช้านี้ ซึ่งบทบาทนี้หากยังมีความสำคัญมันก็จะถูกถ่ายมือไปสู่สถาบันอื่นที่มิใช่ NGOs (ในความหมายเดิม)

        นั่นคือประเด็นที่ผมพยายามแลกเปลี่ยนด้วยในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ NGOs

 

        ย้อนกลับไปประเด็นที่ ๑ คือ ประเด็นเกี่ยวกับภาคประชาชน เธอกล่าวว่าภาคประชาชนอ่อนแอลงเนื่องจากการเข้าไปรับทุนจากรัฐ

        ตามความเข้าใจของผมขบวนการภาคประชาชนเกิดขึ้นภายหลังขบวนการทำงานของ NGOs ขบวนการภาคประชาชนเป็นการยกระดับการทำงานของ NGOs ที่พยายามเดินหน้าแก้ปัญหาในเชิงโครงสร้าง หลังจากที่ทำงานมาปีแล้วปีเล่าปัญหาก็ไม่ได้รับการแก้ไขให้ลุล่วง

        บทเรียนจากการทำงานสรุปให้ NGOs ต้องขับเคลื่อนไปทางนั้น โดยมีนักวิชาการจำนวนหนึ่งคอยให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด นอกจากนั้นการยกระดับความสามารถทางวิชาการของบรรดา NGOs จำนวนไม่น้อย ก็ทำให้การเคลื่อนไหวของขบวนการภาคประชาชนเข้มข้นมากขึ้น มีการเสนอวาทกรรมจำนวนมากออกมาต่อสู่ช่วงชิงความหมายจากรัฐ (และทุน) อย่างไม่เคยมีมาก่อน (ผมมีข้อสังเกตว่าในช่วงนั้นนักวิชาการสายเคลื่อนไหวจำนวนมากสนใจแนวคิดเกี่ยวกับวาทกรรม-discourse จนกลายเป็นกระแสที่ค่อนข้างจะเป็นกระแสหลักในแวดวง)

        แต่อย่างไรก็ตามขบวนการภาคประชาชนที่เกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่าง NGOs กับแกนนำชุมชน/ชาวบ้าน ก็เป็นภาพใหญ่ภาพหนึ่งเท่านั้น แต่ขบวนการภาคประชาชนอีกจำนวนไม่น้อยก็เกิดขึ้นโดยกลไกของรัฐ เช่น การกำเนิดของกองทุนชุมชน (SIF) รวมทั้งการเกิดขึ้นของงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นของ สกว. ที่ทำให้ภาคประชาชนในหลายภูมิภาคเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว มีจำนวนไม่น้อยที่ยังเข้มแข็งและยืนหยัดมาจนถึงทุกวันนี้ ทั้งนี้ยังไม่รวมถึงการริเริ่มจากกลไกรัฐล้วน ๆ ที่ทำให้ขบวนการภาคประชาชนเข้มแข็งขึ้นมาได้ ดังเช่น การทำงานของเหล่าข้าราชการบุคลากร ร.พ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น

        ภายใต้การรับรู้ที่ค่อนข้างจำกัดของผม ช่วงที่กองทุนชุมชนเริ่มงานนั้น เป็นภาวะที่แหล่งสนับสนุนทุนจากต่างประเทศเริ่มถอนตัวจากประเทศไทย การแสวงหาทุนทำงานของ NGOs ก็ยากลำบากมากขึ้น การเกิดขึ้นของ NGOs หน้าใหม่ก็ลดน้อยลง แต่อย่างไรก็ตามขบวนการชาวบ้าน หรือขบวนการภาคประชาชนก็เริ่มเติบโตขึ้น

        ถึงตรงนี้ผมมีข้อสังเกตหนึ่งว่า ในช่วงปลาย ๆ ก่อนที่แหล่งทุนเริ่มถอนตัวจากประเทศไทย มีนักวิชาการจำนวนหนึ่งที่ผันตัวเองไปรับทุนมาทำงานในลักษณะ NGOs ซึ่งเริ่มเห็นมามากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งมักจะเรียกงานพัฒนานี้ว่า “งานวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม”

        ความสามารถในทางวิชาการที่สามารถเขียนรายงานผลการทำงานด้วยเอกสารที่มีประสิทธิภาพ ทำให้แหล่งทุนจำนวนมากยินดีจะให้ทุนมาทำงานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งลักษณะนี้ได้ผลอย่างยิ่งกับแหล่งทุนในเทศไทยในเวลาต่อมา

        การเกิดขึ้นและเติบโตของแหล่งสนับสนุนในประเทศไทยเริ่มเติบโตมาเป็นลำดับ ในขณะที่ทุนต่างประเทศก็ลดน้อยถอยลงไปเรื่อย ๆ

        สิ่งที่ผมเห็นตรงกันกับคุณคำ ผกา คือ การเข้ามารับทุนจากภาครัฐของภาคประชาชนไปเคลื่อนไหว แต่สิ่งที่ผมยังไม่มั่นใจว่าเป็นความจริงทั้งหมดคือ การรับทุนเป็นเหตุให้พลังตรวจสอบ ถ่วงดุลนโยบายรัฐของภาคประชาชนอ่อนแอลง ในทำนองว่าเออออไปกับรัฐ เพื่อผลประโยชน์เฉพาะหน้า

        ผมคิดว่าข้อกล่าวหานี้รุนแรงมาก คุณคำ ผกา เห็นรูปธรรมอะไรมาจึงสามารถสรุปเช่นนี้ได้

        ในความเห็นของผมนั้น ความเข้มแข็งในการตรวจสอบ ถ่วงดุลนโยบายของภาครัฐที่ (ถ้า) เคยมีมานั้น เป็นการทำงานร่วมกันอย่างแนบแน่นของอย่างน้อย ๓ ฝ่าย ฝ่ายแรกคือแกนนำชาวบ้าน ฝ่ายที่สองคือ NGOs และฝ่ายที่สามคือนักวิชาการ

        ในส่วนของแกนนำชาวบ้าน จริงอยู่ว่ามีแกนนำชาวบ้านบางคน ที่เป็นนักล่าโครงการ ทำโครงการเพื่อแสวงหาผลประโยชน์เข้าตัวเอง แต่คนเหล่านี้ก็มิได้อยู่ยืนยง และที่สำคัญมักไม่ค่อยมีบทบาทในการเคลื่อนไหวภาคประชาชน สำหรับแกนนำตัวจริงเสียงจริงในขบวนการภาคประชาชน ที่เข้ามาร่วมกับรัฐแต่ก็ยังคงทำหน้าที่ของตนอย่างคงเส้นคงวาก็มีจำนวนไม่น้อย

        คงไม่ต้องกล่าวถึง NGOs ที่เข้าถึงทุนของรัฐได้น้อยเต็มที จะมีบ้างที่เข้าไปมีบทบาทในกลไกสนับสนุนทุนของรัฐ แต่เท่าที่ผมรับรู้มาการทำหน้าที่ของเขาเหล่านั้นก็พยายามเอื้อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ซึ่งเป็นการต่อสู้เคลื่อนไหวของภาคประชาชน

        คงมีแต่กลุ่มนักวิชาการ หรือกลไกของรัฐที่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนรัฐได้อย่างกว้างขวางและทั่วถึง ซึ่งผมไม่ขอกล่าวถึงว่ามีส่วนทำให้พลังเหล่านั้นลดน้อยลงไปหรือไม่อย่างไร

 

        ทั้งหมดคือสิ่งที่อยู่ในใจและอยากกล่าวถึงครับ

        ในท้ายที่สุดนี้ สิ่งที่ผมอยากบอกก็คือ สติปัญญาความสามารถของคุณคำ ผกา สามารถที่จะเข้าใจและแสดงออกได้มากกว่าการบ่งบอกอาการของปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น เธอเข้าใจได้ไม่ยากหรอกว่าภาพปรากฏทั้งหมดเป็นเช่นไร และอะไรเป็นเงื่อนไขที่นำมาสู่ภาพนั้น “ความสะใจ” คงมิได้ช่วยจรรโลงให้สังคมดีขึ้นเท่าใดนัก