ส่งบทความ

สรุปบทความเรื่องที่ 1

ภาวะผู้นำทางการศึกษาในสังคมโลกาภิวัฒ์

ผู้บริหารในยุคโลกาภิวัตน์ ต้องใช้ภาวะผู้นำให้เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ โดยสามารถปรับตัวให้เหมาะสมกับทุกสภาพการณ์ได้ และใช้ความรู้ความสามารถของตนให้เกิดประโยชน์ต่อการบริหารงานอย่างมีประสิทธิผล (Owen, 1981 : 45 และ McCorkle and Others. 1982 : 190 อ้างถึงใน ศักดิ์ไทย สุรกิจบวร, 2549)

คุณลักษณะผู้บริหารในยุคโลกาภิวัตน์

Marshall Goldsmith และคณะ (อ้างถึงใน ชัยเสฏฐ์ พรหมศรี, 2549: 81-84) ได้เสนอคุณลักษณะที่สำคัญ 5 ประการต่อการนำไปสู่การเป็นผู้นำที่มีประสิทธิภาพในยุคโลกาภิวัตน์� ซึ่งประกอบด้วย

  1. การคิดแบบโลกาภิวัตน์ (Thinking Globally)
  2. เล็งเห็นเรื่องความหลากหลายทางวัฒนธรรม (Appreciating Cultural Diversity)
  3. พัฒนาความชำนาญทางด้านเทคโนโลยี (Developing Technology Savvy)
  4. การสร้างคู่ค้าธุรกิจและพันธมิตร (Building Partnerships and Alliances)
  5. สร้างการมีส่วนร่วมในการเป็นผู้นำ (Sharing Leadership)

คุณสมบัติที่พึงประสงค์ของผู้บริหารในยุคโลกาภิวัตน์

คุณสมบัติที่พึงประสงค์ของผู้บริหารมืออาชีพ เป็นคุณลักษณะอย่างหนึ่ง ซึ่งมีผู้กล่าวไว้พอสมควร จะขอยกตัวอย่างของ สมชาย เทพแสง (2543 : 16-17 อ้างถึงใน ศักดิ์ไทย สุรกิจบวร, 2549) ได้กล่าวไว้ว่า ผู้บริหารมืออาชีพควรมีลักษณะ 20P ดังนี้

  1. Psychology ผู้บริหารต้องมีจิตวิทยาในการบริหารคน
  2. Personality ผู้บริหารต้องมีบุคลิกดี
  3. Pioneer ผู้บริหารต้องเป็นผู้ริเริ่มบุกเบิก กล้าได้กล้าเสีย
  4. Poster ผู้บริหารต้องมีการประชาสัมพันธ์
  5. Parent ผู้บริหารต้องเป็นพ่อแม่หรือผู้ปกครอง มีพรหมวิหาร 4
  6. Punctual ผู้บริหารต้องเป็นคนตรงเวลา
  7. Pacific ผู้บริหารต้องมีความสุขุมรอบคอบ
  8. Pleasure ผู้บริหารต้องมีอารมณ์ขัน
  9. Prudent ผู้บริหารต้องมองการณ์ไกล
  10. Principle ผู้บริหารต้องยึดหลักการเป็นหลัก
  11. Perfect งานที่เกิดขึ้นตองสมบูรณ์เท่าที่จะทำได้
  12. Point งานที่ทำต้องมีวัตถุประสงค์แน่นอน ชัดเจน
  13. Plan ผู้บริหารต้องวางแผนอย่างรอบคอบ
  14. Pay ต้องมีการกระจายงานอย่างทั่วถึง
  15. Participation ทุกคนมีส่วนร่วมในการบริหารงาน
  16. Pundit ต้องมีความรู้เรื่องที่ทำอย่างชัดเจน
  17. Politic มีความรู้ความเข้าใจด้านการเมือง การปกครอง
  18. Poet ต้องมีความสามารถด้านสำนวนโวหาร
  19. Perception ต้องมีความสามารถในการหยั่งรู้ คาดการณ์
  20. Psycho ต้องมีจิตวิญญาณของนักบริหาร มีอุดมการณ์และปณิธาน

สุรศักดิ์ ปาแฮ (2543 : 27-31 อ้างถึงใน ศักดิ์ไทย สุรกิจบวร, 2549 : 11) ได้กล่าวถึงคุณลักษณะของผู้บริหารการศึกษามืออาชีพ ดังนี้

  1. มองกว้างไกลอย่างต่อเนื่อง และพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลง ต้องเป็นผู้มีวิสัยทัศน์ (vision) สามารถที่จะกำหนดกลยุทธ์ในการบริหารได้อย่างถูกต้อง เหมาะสมกับสถานการณ์ต่าง ๆ
  2. สามารถที่จะวิเคราะห์สถานการณ์ (analyze situations) เพื่อกำหนดแผลกลยุทธ์และแผนปฏิบัติงานให้บรรลุเป้าหมายและนโยบายได้อย่างเหมาะสม
  3. ไวต่อการรับรู้ข่าวสารต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น
  4. ความสามารถในการจัดระบบสื่อสารให้ได้ผล
  5. ความสามารถในการบริหารทรัพยากรบุคคล
  6. คุณธรรมและจริยธรรมในการบริหาร

ผลการวิจัยบางชิ้นงานที่สรุปและจำแนกถึงคุณลักษณะของผู้บริหารที่จะส่งผลต่อการบริหารจัดการศึกษาอย่างมืออาชีพ สามารถจำแนกได้เป็น 10 ประการ คือ (อ้างถึงใน ศักดิ์ไทย สุรกิจบวร, 2549)

  1. มีความพร้อมทางด้านข้อมูลสารสนเทศ (Command of Basic Facts)
  2. มีความรู้ทางวิชาชีพ (Relevant Professional Knowledge)
  3. มีความรู้เท่าทันในสถานการณ์ (Continuing Sensitivity of Events)
  4. มีทักษะในการเข้าสังคม (Social skill and Abilities)
  5. มีทักษะในการคิดวิเคราะห์ปัญหา แก้ปัญหาและตัดสินใจ (Analytical Problem Solving Decision Making Skill)
  6. การควบคุมอารมณ์ (Emotional Resilience)
  7. มีพฤติกรรมกล้าเสี่ยง (Proactivity – inclination to Respond Purpose Fully to Events)
  8. มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ (Creativity)
  9. มีความรู้สึกไวต่อบุคคลอื่น (Mental Agility)
  10. มีความใฝ่รู้และฝึกฝนการเรียนรู้ (Balanced Learning Habits and Skill)

สรุปบทความเรื่องที่ 2

การพัฒนาภาวะผู้นำทางปัญญาแก่พระสงฆ์

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2552 ได้รับเชิญจาก มจร.ห้องเรียนสุราษฎร์ธานี วัดพัฒนาราม (พระอารามหลวง) เข้าร่วมเสวนาในเรื่อง “การพัฒนาภาวะผู้นำทางปัญญาแก่พระสงฆ์” โดยมีผู้เข้าร่วมเสวนาจำนวน 3 คน จาก 3 สถานะคือ พระสงฆ์ นักการเมือง และ นักวิชาการ ข้าพเจ้าจึงได้รับเชิญให้พูดในฐานะและมุมมองของนักวิชาการ โดยมีประเด็นการเสวนา 4 ข้อคือ

  1. บทบาทพระสงฆ์ในปัจจุบันเป็นอย่างไร
  2. พระสงฆ์ควรเป็นผู้นำทางสังคมด้านใดบ้าง
  3. มีแนวทางและหรือวิธีการส่งเสริม/พัฒนาภาวะผู้นำของพระสงฆ์อย่างไร
  4. ผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้น จากการพัฒนาภาวะผู้นำของพระสงฆ์

โดยในแต่ละประเด็นข้าพเจ้าได้แสดงทัศนะตามมุมมองของนักวิชาการ ดังนี้

บทบาทพระสงฆ์ในปัจจุบันเป็นอย่างไร

  • สังคมปัจจุบัน เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านจากสังคมแบบเก่า (ที่ยึดมั่นขนบธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรม) สู่ สังคมแบบใหม่ (ที่สรรพสิ่งเปลี่ยนแปลงไปตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยี) บทบาทและความสัมพันธ์ระหว่างพระสงฆ์กับฆราวาส จึงเป็นไปใน 2 ลักษณะ คือ สังคมแบบเก่า พระสงฆ์เป็นผู้นำชาวบ้านในด้านของจิตวิญญาณ พิธีกรรม และคุณธรรมจริยธรรม และ สังคมแบบใหม่ ชาวบ้านเป็นผู้นำในการแสวงหาความรู้ในเรื่องต่าง ๆ ที่สนใจ โดยอาศัยเทคโนโลยีสารสนเทศ
  • ในด้านของบทบาทของพระสงฆ์ในปัจุบันก็เป็นไปใน 2 ลักษณะเช่นกัน กล่าวคือ บทบาทพระสงฆ์แบบเก่า มุ่งศึกษาเพื่อพัฒนาตนเอง ใช้วัดเป็นฐานในการเผยแพร่หลักธรรมคำสอน ยึดมั่นในธรรมเนียมประเพญีปฏิบัติ ในขณะที่ บทบาทพระสงฆ์แบบใหม่ มุ่งศึกษาเพื่อพัฒนาสังคม นำความรู้สู่กลุ่มเป้าหมายด้วยวิธีการ และช่องทางต่าง ๆ รวมถึงการใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการเผยแพร่หลักธรรมคำสอน

พระสงฆ์ควรเป็นผู้นำทางสังคมด้านใดบ้าง

  • พระสงฆ์ควรสร้างภาวะผู้นำทางปัญญาของสังคมใน 3 ประการคือ 1) ศีลธรรมจริยธรรม 2) สังคมพหุวัฒนธรรม และ 3) เทคโนโลยีสารสนเทศ
  • พระสงฆ์ในฐานะผู้นำทางจิตวิญญาณของสังคม ต้องยึดมั่นใน ศีลธรรมจริยธรรม โดยการปฏิบัติเป็นแบบอย่าง และมีหน้าที่ในการแนะนำ สั่งสอน อบรมแก่ฆราวาส
  • พระสงฆ์จะต้องสร้างความสัมพันธ์อันดีกับฆราวาส จึงจำเป็นต้องมีความเข้าใจใน สังคมพหุวัฒนธรรม คือ ความแตกต่างของบุคคลในสังคม ได้แก่ เพศ วัย เชื้อชาติ ศาสนา ภาษา วัฒนธรรม ประเพณี การศึกษา ฐานะทางเศรษฐกิจ และ ชันชั้นทางสังคม เพื่อจะได้สร้างการสื่อสารที่ตรงกันระหว่างพระสงฆ์กับฆราวาส
  • พระสงฆ์จะต้องมีความรู้และความเข้าใจในการใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อเป็นเครื่องมือในการศึกษาหาความรู้ในการพัฒนาตนเอง และเป็นเครื่องมือในการเผยแพร่หลักธรรมคำสอน รวมถึงเป็นการแบบอย่างในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างมีวินัยและความรับผิดชอบ

มีแนวทางและหรือวิธีการส่งเสริม/พัฒนาภาวะผู้นำของพระสงฆ์อย่างไร

  • แนวทางในการพัฒนาพระสงฆ์ควรดำเนินการใน 3 ลักษณะ คือ 1) การจัดการอบรม ในกรณีที่ต้องพัฒนาอย่างเร่งด่วน 2) การศึกษาต่อทั้งทางโลกและทางธรรม ในกรณีที่ต้องการพัฒนาทรัพยากรบุคคล และ 3) ส่งเสริมการพัฒนาตนเองของพระสงฆ์
  • พัฒนาคุณลักษณะภาวะผู้นำของพระสงฆ์ อันประกอบด้วย 1) ความรู้ความสามารถในภาระกิจที่กระทำ 2)บุคลิกภาพที่เหมาะสมกับความเป็นสงฆ์ 3) ความสามารถในการสร้างแรงจุงใจ และ 4) พัฒนาให้พระสงฆ์มีทักษะทางสังคม นอกจากนี้ต้องพระสงฆ์พัฒนาอุปนิสัยที่จำเป็นของภาวะผู้นำคือ ความรับผิดชอบ ความคิดเชิงสร้างสรรค์ และ ความมุ่งมั่นในการกระทำให้ประสบความสำเร็จ
  • พระสงฆ์ต้องได้รับการพัฒนาให้เป็นผู้ที่มีความสามารถในการสร้างวิสัยทัศน์ที่เชื่อมโยง สังคมแบบเก่า เข้ากับ สังคมแบบใหม่ นำไปสู่การพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน

ผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้น จากการพัฒนาภาวะผู้นำของพระสงฆ์

  • พระสงฆ์ที่ได้รับการพัฒนาภาวะผู้นำ จะมีความสามารถในการชี้แนะ และดลใจ ให้ฆราวาสประพฤติ ปฏิบัติไปสู่เป้าหมายที่ต้องการของศาสนา คือ “การเป็นคนดีของสังคม”

เก็บตกจากการเสวนา

  • ผู้นำไม่ใช่คนเดินนำหน้า แต่เพราะมีคนยอมเดินตาม
  • คนเดินตาม จะเดินตามด้วยความเต็มใจ หากผู้นำมี ปิยวาจา ความอดทน สำรวมใจ และ ปฏิบัติเป็นแบบอย่าง
  • ผู้นำต้องหัดโง่ไว้
  • ผู้นำโง่ไม่เป็น เป็นแต่ยาก
  • ผู้นำไม่พูดมาก พูดแต่น้อยและมีประโยชน์
  • บทบาทภาวะผู้นำ เป็นผู้ชี้แนะแนวทาง เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง เป็นโฆษก และเป็นผู้สอนงาน

สรุปบทความเรื่องที่ 3

ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรม  ( Ethical  Leadeship)

 

            สังคมปัจจุบันมรการเปลี่ยนแปลงเนื่องจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการสื่อสาร ทำให้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ณ จุดหนึ่งจุดใดจะส่งผลกระทบแพร่กระจายไปยังส่วนอื่นได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะความเสื่อมโทรมด้านจริยธรรมของสังคมที่มาจากสาเหตุของการยึดวัตถุมากกว่าความดี การแข่งขันกันเพื่อเอาชนะแทนการร่วมมือ การมองคนอื่นเป็นคู่แข่งมากกว่าเป็นพันธมิตร การศึกษาจะให้ทางออกที่ดีต่อปัญหาดังกล่าว และผู้นำสถานศึกษ่าจะเป็นความหวังของการเป็นแบบอย่างที่ดีด้านจริยธรรมต่อครู นักเรียน และบุคคลอื่นในสังคม

                ครูใหญ่เผชิญกับปัญหากลืนไม่เข้าคายไม่ออกด้านจริยธรรมอยู่ทุกวัน  กรีนฟิลด์ (Greenfield, 1991)

กล่าวว่าครูใหญ่ไม่อาจปฎิเสธความรับผิดชอบต่อปัญหาด้านคุณธรรมจริยธรรมของสังคมของ  นักเรียน และต่ออาชีพครู โดยปัญหาที่เกิดขึ้นบางครั้งแม้ยากที่จะชี้ชัดได้ว่าอะไรถูกอะไรผิด อะไรควร และอะไรที่ไม่ครประพฤติปฎิบัติในแง่ของศีลธรรมก็ตาม

                กรีนฟิลด์ (Greenfield, 1991) ระบุว่าสังคมมีความคาดหวังด้านจริยธรรมจากครูใหญ่ เช่น

โรงเรียนต้องเป็นสถาบันแห่งศีลธรรม ( moral  institute ) ที่ช่วยกำหนดปทัสถานของสังคม (SOCIAL NORM) ครูใหญ่ต้องเป็นต้นแบบ ด้านศีลธรรม (moral  value)  การตัดสินใจเรื่องๆใดของครูใหญ่ต้องอยู่บนเหตุผลค่านิยมทางศีลธรรมเป็นหลักมากกว่าหลักอื่นใดการบริหารโรงเรียนจะต้องยึดหลักการทุ่มเทเพื่อให้เกิดบรรยากาศให้นักเรียนได้เจริญงอกงาม ได้เรียนรู้อย่างมีคุณภาพและมีความสุข (  ดี  เก่ง และมีความสุข)  เหตุผลดังกล่าวความประพฤติของครูใหญ่ จึงต้องแสดงออกถึงการเป็นผู้มีศีลธรรม ดังที่   ศดร. สาโรช   บัวศรี เคยกล่าวไว้ว่า “บัณฑิตต้องมีความรู้ดุจนักปราชญ์ และต้องประพฤติตนดุจผู้ทรงศีล”  การแสดงออกเชิงศีลธรรมของผู้นำนอกจากมองเห็นได้จากการประพฤติปฎิบัติปกติประจำวันแล้ว ผู้นำยังต้องทำให้นโยบายต่างๆ และโครงสร้างของโรงเรียนแฝงด้วยค่านิยมเชิงจริยธรรมทั้งสิ้น  เช่นสังคมปัจจุบันคนส่วนใหญ่ต้องการเอาชนะบนความพ่ายแพ้ของคนอื่น จึงเกการเอารัตเอาเปรียบ และใช้กลยุทธ์สกปรกไร้จริยธรรมเพียงเพื่อชัยชนะของตน ดังนั้น   ครูใหญ่จึงต้องทำให้นโยบายและการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ของครูและนักเรียนมุ่งเน้นคุณธรรมจริยธรรมเรื่อง ความยุติธรรม การไม่เอารัตเอาเปรียบผู้อื่น เน้นความร่วมมือมากกว่าการแข่งขัน ยึดความสำคัญของการทำง านแบบทีมมากกว่าทำรายบุคคล ใช้กลยุทธ์การแก้ปัญหาความขัดแย้ง ยึด ชนะ /  ชนะมากกว่าชนะ / แพ้ รวมทั้งการสร้างค่านิยมให้เกิดความเคารพในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น โดยสรุปว่าครูใหญ่จึงไม่เพียงเป็นผู้นำการประพฤติปฎิบัติทางจริยธรรม เฉพาะตนเท่านั้น แต่มีหน้าที่สำคัญยิ่งกว่าคือ “การสร้างโรงเรียนให้เป็นสถาบันแห่งคุณธรรมจริยธรรม อีกด้วย  ในฐานะเป็นผู้นำครูใหญ่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษในการใช้อำนาจหน้าที่ของตนอย่างมีจริยธรรม  การแสดงทัศนะก็ดีหรือการตัดสินใจต่างๆ ของครูใหญ่ จะต้องทำให้ทุกคนเห็นว่าตั้งอยู้บนพื้นฐานของความมีเหตุผลของจริยธรรม  สิ่งที่ผู้นำคิด พูดและทำต้องสอดคล้องกัน ทุกคนเต็มใจที่จะปฏิบัติตาม การใช้อำนาจลงโทษพึงหลีกเลี่ยงให้มากที่สุดและเป็นทางเลือกสุดท้ายเมื่อหมดวิธีอื่นแล้ว เพราะมีผลเสียมากกว่า และไม่นำสู่การสร้างวินัยตนเอง หรือการเคารพตนเอง

 

ครูใหญ่กับปัญหาทางเลือกสองแพร่งทางจริยธรรม(What  ethical dilemmas  do principal face) 

 

ในการเป็นผู้นำที่ต้องอยู่บนพื้นฐานของจริยธรรม ครูใหญ่จึงมักพบกับความอึดอัดใจที่จะต้องตัดสินใจทางเลือกใดทางเลือกหนึ่งที่เห็นว่าดีกว่าอีกทางเลือกหนึ่งในเกณฑ์เชิงจริยธรรม บางครั้งประเด็นเชิงจริยธรรมไม่ใช่การเลือกระหว่างผิดหรือถูก แต่เป็นเรื่องของอย่างไหนที่เหมาะสมกว่ากัน  เช่น ใช้งบประมาณที่จำกัดของโรงเรียนระหว่างโครงการส่งเสริมนักเรียนปัญญาเลิศ กับโครงการสอนเสริมเพื่อลดการตกซ้ำชั้นของนักเรียน หรือกรณีที่ครูใหญ่เน้นนโยบายการให้ความอิสระแก่ครู แต่ขณะที่เน้นเรื่องผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน เป็นเรื่องสำคัญด้วย ปรากฎว่าคณะครูได้ใช้อำนาจที่ได้รับไปจัดทำเกณฑ์มาตรฐานทางวิชาการของนักเรียนต่ำลงเพื่อทำตัวเลขของจำนวนผู้สำเร็จการศึกษาเพิ่มขึ้น หรือครูใหญ่ควรปกป้องครูที่ทำงานสอนดี แต่ล่วงละเมิดทางเพศต่อนักเรียนหรือไม่ ครูใหญ่ควรปฏิบัติอย่างไร

 

การแก้ไขปัญหาทางสองแพร่งทางจริยธรรม ( How  canleaders  resolve ethical dilemmas)

 

ผู้รู้เชื่อว่าไม่มีสูตรสำเร็จใดที่ผู้นำสามารถใช้เพื่อแก้ไขหาทางเลือกทางจริยธรรม แต่มีแนวทางดำเนินการกว้างๆ

1.ตัวผู้นำเองต้องมีมาตรฐานด้านจริยธรรม ( Cthical  Standards)  และต้องประพฤติปฎิบัติตนให้สอดคล้องกับมาตรฐานจริยธรรมดังกล่าวอย่างสม่ำเสมอ เช่นแสดงออกทางพฤติกรรมของผู้ที่เมตตาเอื้ออาทรต่อศิษย์เพื่อครูและคนทั่วไป การแสดงออกในความเป็นผู้รักความเป็นธรรมและความยุติธรรม การมีพฤติกรรมของผู้ที่มีความซื่อสัตย์ทั้งต่อตนเองและต่อผู้อื่น การให้การเคารพต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนอื่นเป็นต้น

2.  เมื่อจำเป็นหาทางออกต่อปัญหาเชิงจริยธรรม มีหลักที่ผู้นำควรพิจารณาดังนี้

                2.1ดูผลที่เกิดขึ้นตามมาถ้าตัดสินใจเลือกวิธีนั้นและให้พยาทวิเคราะห์ว่าใครบ้างที่จะถูกผลกระทบและผลที่เกิดกับคนเหล่านี้เป็นอย่างไร

                2.2 ตัดสินใจเลือกทางเลือกโดยอิงหลักเกณฑ์ทางศีลธรรม (moral rules ) เช่นเชื่อว่าถ้าทำเช่นนั้นแล้วโลกของเราจะน่านอยู่ยิ่งขึ้นเพราะทุกคนอยู่ในหลักศีลธรรม

                2.3  พยายามยึดแนวทางเอื้อาทร (caring) เอาใจเขามาใส่ใจเรา เช่น พยายามคิดว่า ถ้าคนที่อยู่ในเหตุการณ์นั้นเป็นตัวเราเราอยากให้คนอื่นปฎิย่างไรบัติกับเรา

3.  ปัญหาทางจริยธรรม น่าจะมีตัวเลือกที่เป็นทางออกได้มากกว่าสองทาง (dilemmas) คือ ไม่ถูกก็ต้องผิด แต่ควรมีทางเลือกที่สาม (trilemmas) ซึ่งเป็นทางที่ดีกว่า เช่นแทนที่โรงเรียนจะกำหนดให้นักเรียนทุกคนต้องเข้าร่วมกิจกรรมทางพุทธศาสนา ก็ควรมีกิจกรรมทางเลือกที่สอดคล้องกับศาสนาอื่นของนักเรียนบางคนด้วยเช่นกัน

4. ท้ายสุดผู้นำเองต้องทำตัวรับรู้ตระหนักถึงปัญหาทางจริยธรรมที่เกิดได้ดี โดยเฉพาะในชุมชน ซึ่งตนมีบทบาทเป็นผู้นำ

บทบาทครูใหญ่ในการสร้างจริยธรรมในโรงเรียน

 

โดยปกติโรงเรียนมักละเลยในการกระตุ้นให้มีการถกประเด็นปัญหาที่เกี่ยวกับ จริยธรรม โดยอ้างว่าทุกคนต้องรับภาระงานประจำหนักอยู่แล้วทั้งการหาเวลาว่างตรงกันยิ่งเป็นเรื่องยาก วิธีหนึ่งเสนอแนะในการสร้างความตระหนักทางจริยธรรมให้เกิดขึ้นในโรงเรียนได้แก่ การจัดตั้งคณะกรรมการทางจริยธรรม (ethical  committee) คณะกรรมการชุดนี้มีหน้าที่ไม่เพียงกำหนดกฎระเบียบทางการ แต่ยังมีหน้าที่สร้างจิตสำนึกต่อประเด็นทางจริยธรรม ช่วยดูแลให้ครู  ผู้บริหารปฎิบัติตามแนวทางแห่งจรรยาบรรณของวิชาชีพ ให้คำแนะนำต่อผู้บริหารในการแก้ไขประเด็นปัญหาจริยธรรมที่เกิดขึ้นในโรงเรียน เป็นต้น

                โทมัส  เซอจิโอวันนี (Themas  Sergiovanni, 1992). โรงเรียนที่มีประสิทธิภาพประสิทธิผลจะต้องมีข้อกำหนดที่เป็นพันธสัญญาร่วมกันทุกคน โดยพันธสัญญาดังกล่าวเป็นแกนของค่านิยมสำคัญของโรงเรียน และสามารถใช้เป็นเกณฑ์มาตรฐานอ้งอิงในการตัดสินใจว่า พฤติกรรมหรือการกระทำใดของสมาชิกผิดถูกเหมาะสมหรือไม่ในเชิงจริยธรรม ผู้นำต้องมีบทบาทสำคัญยิ่งไม่เพียงแค่จัดทำข้อพันธสัญญาของโรงเรียน แต่ต้องให้การสนับสนุนอย่างแข็งขัน และให้ผลนำไปใช้ปฎิบัติอย่างจริงจัง และเมื่อมีผู้ฝ่าฝืนต่อพันธสัญญาดังกล่าวผู้นำต้องกล้าตัดสินใจใช้มารตการเฉียบขาดต่อผู้นั้น  

                กล่าวโดยสรุป  ผู้นำเชิงจริยธรรมต้องเริ่มจากตัวผู้นำที่มีคุณธรรม  ( Moral  leadership  begins  with  moral  leaders )  ผู้นำที่มีประสิทธิผลต้องไม่เพียงแค่มีความรอบรู้ด้านคุณธรรมเท่านั้นไม่เพียงแต่สอนคนอื่นด้วยคำพูด แต่สำคัญสุดคือ การประพฤติปฏิบัติให้เป็นแบบอย่างที่ดีของผู้มีคุณธรรมแก่คนทั่วไป  สังคมปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงเนื่องจากผลความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการสื่อสาร ทำให้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ณ  จุดหนึ่งใดจะส่งผลกระทบแพร่กระจายไปยังส่วนอื่นได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะความเสื่อมโทรมด้านจริยธรรมของสังคมที่มาจากสาเหตุของการยึดวัตถุมากกว่าความดี  การแข่งขันเพื่อเอาชนะแทนการร่วมมือ การมองเห็นคนอื่นเป็นคู่แข่งมากกว่าเป็นพันธมิตร   การศึกษาน่าจะให้ทางออกที่ดีต่อปัญหาดังกล่าว  และผู้นำสถานศึกษาน่าจะเป็นความหวังของการเป็นแบบอย่างที่ดีด้านจริยธรรมต่อครู  นักเรียน และบุคคลอื่นในสังคม

การแสดงออกเชิงจริยธรรมของผู้นำนอกจากสามารถมองเห็นได้จากการประพฤติปฏิบัติปกติประจำวันแล้ว  ผู้นำยังต้องทำให้นโยบายต่างๆ และโครงสร้างของสถานศึกษาแฝงด้วยค่านิยมเชิงจริยธรรมทั้งสิ้น  ตัวอย่างเช่น สังคมปัจจุบันคนส่วนใหญ่ต้องการเป็นผู้ชนะบนพ่ายแพ้ของคนอื่น  จึงเกิดการเอารัดเอาเปรียบและใช้กลยุทธ์สกปรกไร้จริยธรรมเพียงเพื่อชัยชนะของตน  ดังนั้นภาวะผู้นำจึงต้องทำให้นโยบายและการดำเนินกิจกรรมต่างๆ  ของครูและนักเรียนมุ่งเน้น  คุณธรรม  จริยธรรมเรื่องความยุติธรรมและสันติ  การไม่เอาเปรียบผู้อื่นเน้นความร่วมมือมากกว่าการแข่งขัน  ยึดความสำคัญของการทำงานแบบทีมมากกว่าทำรายบุคคล  ใช้กลยุทธ์การแก้ปัญหาความขัดแย้งแบบ ทำโครงการรณรงค์เกี่ยวกับยุติธรรมและสันติ   รวมทั้งการสร้างค่านิยมให้เกิดการเคารพในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น  โดยสรุปจะเห็นว่าผู้บริหารจึงไม่เพียงเป็นผู้นำการประพฤติปฏิบัติทางจริยธรรมเฉพาะตนเท่านั้น แต่มีหน้าที่สำคัญยิ่งคือ “ การสร้างสถานศึกษาให้เป็นสถาบันแห่ง  คุณธรรม  จริยธรรม  (ethicalinstitution)  ควบคู่ไปกับความรู้”