วันที่สองของค่ายฯ เราตัดสินใจเปลี่ยนสถานที่จากศูนย์การเรียนรู้ของกลุ่มเยาวชนไปเป็นที่บ้านผู้ใหญ่บ้าน เพราะที่เดิมเป็นอาคารโล่งเมื่อฝนตกแรงมักจะสาดเข้ามาภายใน ที่สำคัญที่นี่อากาศหนาวเย็นตลอดเวลา
สถานที่ ณ บ้านผู้ใหญ่บ้านที่เรามาใช้เมื่อคืน หลายคนติดอกติดใจ มีเตาไฟตั้งอยู่กลางบ้าน มีผนังรอบทำให้อบอุ่น ที่สำคัญมีไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ที่สำรองพลังงานไว้อย่างเหลือเฟือให้บรรดาคนเมืองอย่างพวกเราได้ใช้สอย บ้างก็ชาร์จแบตเตอรี่กล้องดิจิตอล บ้างก็ใช้เปิดคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กเพื่อถ่ายโอนไฟล์ภาพ ฯลฯ
กิจกรรมเริ่มต้นขึ้นในช่วงสาย
วันนี้มีเยาวชนมาร่วมกิจกรรมค่อนข้างบางตา ด้วยหลายคนมีภารกิจต้องช่วงการงานของครอบครัว เนื่องจากช่วงวันหยุดยาวเช่นนี้จะเป็นโอกาสที่ชาวบ้านจะนำผลิตผลทางการเกษตรออกไปจำหน่ายให้แก่นักท่องเที่ยวที่ผ่านไปมาบริเวณตลาดชาวเขา เป็นช่วงเวลาที่มีไม่บ่อยนัก
ผมและทีมงานต่างเข้าใจสภาพเช่นนี้ดี จึงไม่ได้รู้สึกทุกข์ร้อนและเสียความตั้งใจเมื่อเห็นเยาวชนหายไปจำนวนมาก
กิจกรรมช่วงแรกเป็นการทบทวนความรู้เดิมจากวันก่อน โดยเริ่มจากให้ตัวแทนเยาวชนคนหนึ่งสรุปเนื้อหาความรู้จากเมื่อวาน แล้วผมอธิบายซ้ำอีกรอบ

ถัดมาเป็นการวิเคราะห์คุณลักษณะ (Attribute Analysis) หมู่บ้านห้วยปลาหลด ด้วยการทำ mind map ลงในกระดาษปรู๊ฟ โดยแบ่งเป็นกลุ่มย่อย ๕ กลุ่ม จากนั้นก็ให้แต่ละกลุ่มนำเสนอ ผมทำหน้าที่จับและสรุปประเด็นและเขียน mind map ภาพรวมสิ่งที่เยาวชนแต่ละกลุ่มนำเสนอ มีประเด็นหลัก ๆ ดังนี้
จากนั้นก็ให้เยาวชนแบ่งเป็นกลุ่มย่อย ๕ กลุ่ม เช่นเดิมครับ ผมให้ชัย – ประธานกลุ่มเยาวชนเป็นคนจัดให้ โดยเฉลี่ยคนเก่งไปอยู่ในทุกกลุ่ม แล้วก็ให้แต่ละกลุ่มเลือกประเด็นจากกระดาษปรู๊ฟที่ผมขมวดประเด็นไว้ ประเด็นที่ถูกเลือก ได้แก่ ประวัติชุมชน บุคคลสำคัญ เทศกาลขึ้นปีใหม่ เทศกาลกินข้าวใหม่ และประเพณีรักษาอาการเจ็บป่วย ฯลฯ
เมื่อแต่ละกลุ่มเลือกประเด็นได้แล้วก็ให้สมาชิกในกลุ่มช่วยกันตั้งคำถาม จากความรู้ที่ได้เรียนรู้ไปเมื่อวาน กำหนดขั้นต่ำ ๓๐ คำถาม และให้ครอบคลุมคำถามทุกประเภท จากนั้นก็ให้แต่ละกลุ่มนำเสนอ
จากการนำเสนอของเด็กทำให้ผมค่อนข้างประหลาดใจเล็กน้อย เนื่องจากในช่วงการเรียนรู้เรื่องราวหลักการเกี่ยวกับคำถาม เด็ก ๆ เรียนรู้ได้ดี ซึ่งเห็นได้จากการตอบคำถามและการแสดงออก แต่เมื่อต้องปรับหลักการนั้นมาใช้ในสถานการณ์จริงพบว่าเด็ก ๆ ยังทำได้ไม่ดีนัก อย่างน้อยก็ต่ำกว่าที่ผมคาดหวังไว้ แต่เมื่อเปรียบเทียบกับที่ต่าง ๆ ที่ผมเคยใช้วิธีการและเนื้อหาแบบเดียวกันนี้ เยาวชนที่นี่ก็ไม่ขี้เหร่นัก ค่อนข้างจะดีด้วยซ้ำไป
หลังจากกินอาหารเที่ยงแล้ว แต่ละกลุ่มก็แยกย้ายกันไปเก็บข้อมูลตามคำถามของตนเอง จากชาวบ้านในหมู่บ้าน ทั้งคนเฒ่าคนแก่ และผู้นำชุมชน ฯลฯ โดยให้เวลาประมาณ ๒ ชั่วโมง
ราวบ่ายสามเด็ก ๆ จึงกลับมารวมกันที่บ้านผู้ใหญ่อีกครั้ง ผมได้มอบงานให้แต่ละกลุ่มเรียบเรียงข้อมูลที่ได้เป็นเรียงความ
ข้อมูลที่แต่ละกลุ่มได้มามีไม่มากนัก แม้จะมีคำถามมาก แต่เด็ก ๆ ก็ไม่ได้คำตอบทุกคำถาม ประเด็นนี้ผมพอจะเข้าใจ เพราะมีประสบการณ์กับการซักถามคนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้าน การได้คำตอบสำหรับคำถามมิใช่เรื่องง่าย ทำไมจึงเป็นเช่นนี้ ผมขอยกยอดไปเฉลยตอนถอดบทเรียนค่ายฯ แล้วกัน
การเขียนเรียงความของเด็ก ๆ ก็กระท่อนกระแท่นครับ เยาวชนวันนี้ส่วนใหญ่เป็นเด็กนักเรียน ป.๕ ป.๖ ม.๑ และ ม.๒ ความสามารถทางการเขียนก็มีระดับหนึ่ง จะว่าไปปรากฏการณ์เช่นนี้เป็นเกือบทั่วประเทศครับ
หลังจากนั้นก็ให้แต่ละกลุ่มออกมานำเสนอ ซึ่งผมเห็นว่าข้อมูลที่นำเสนอนั้นตื้นเขินมาก จึงปรึกษาชัยว่าน่าจะชวนคนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้านสักจำนวนหนึ่งมาร่วมในเวที เพื่อเพิ่มเติมข้อมูลจากที่เด็ก ๆ ค้นคว้ารวบรวมมา ชัยจึงอาสาไปชักชวนคนเฒ่าคนแก่ที่บ้านอยู่ใกล้ ๆ มาราวสี่ห้าคน

ผมปรับประบวนการเรียนรู้ใหม่ เพื่อให้เด็ก ๆ ได้รับผลควบคู่กัน ๒ ประการ คือ (๑) การเรียนรู้วิธีการตั้งคำถาม และ (๒) เรียนรู้ข้อมูลจากคนเฒ่าคนแก่
ประเด็นแรกที่จะพูดคุยเรียนรู้ร่วมกันคือ ประวัติชุมชน
ผมตั้งคำถามเกี่ยวกับประเด็นนี้จากข้อมูลที่เด็ก ๆ นำเสนอไว้ก่อนหน้า โดยถามเป็นภาษาไทย ส่วนชัยและผู้ใหญ่บ้านช่วยแปลความ รวมทั้งแปลความคำตอบคืนมาเป็นภาษาไทย
กิจกรรมนี้สนุกมากครับ ผมได้รับรู้ข้อมูลใหม่ ๆ มากมาย หลายเรื่องเป็นเรื่องที่เข้าใจผิดมาตลอดและหลายเรื่องเป็นเรื่องที่ไม่เคยรับรู้มาก่อน
เด็ก ๆ ก็สนุกสนานไปพร้อมกัน ได้เรียนรู้เรื่องราวของชุมชนตนเองที่ไม่เคยรับรู้มาก่อน ชาวบ้านบางคนที่มานั่งฟังก็ฟังกันจนเลิกโดยไม่ลุกไปไหน
นอกจากนั้นเวทีนี้ยังได้ทำหน้าที่ชำระประวัติของชุมชนด้วย เพราะชาวบ้านบางคนเข้าใจไม่ตรงกัน บางคนเข้าใจคลาดเคลื่อนไปบ้าง ก็ถือโอกาสพูดคุยชำระเรื่องราวให้ตรงกัน
เราใช้เวลาไปกระทั่งเกือบห้าโมงเย็นจึงเลิก และได้นัดให้เด็ก ๆ มาพร้อมกันอีกครั้งตอนสองทุ่ม
ขอจบบันทึกนี้ไว้ตรงนี้ก่อน บันทึกหน้าผมจะเล่าต่อครับ

อืม.. ชวนคุยเรื่องประวัติชุมชนนี่ น่าสนใจดีมากเลยครับ น่าจะนำไปดัดแปลงคุยกับนักศึกษาแพทย์ คุยกับคนไข้ คุยกับ อสม. สอ.ต่างๆได้อีกเยอะ
บางทีพอเราเห็น "ที่มา" เราก็พลอยเข้าใจ (บางทีก็เข้าใจว่าที่แล้วมาไม่เข้าใจ) ถึงพฤติกรรมต่างๆ และบ่อยครั้งที่มันต่างจากที่เราคิด (เดา) แต่แรก
ขอบคุณครับ
สวัสดีค่ะ
ตามมาดู MM ของเด็กๆ สุด ยอด ครับ
ขอบคุณค่ะ..วันนี้ไปร่วมสัมมนาร่างแผนพัฒนาฉบับที่ 11 ..ให้ความสำคัญของคนเป็นศูนย์กลางของพัฒนา..การมีส่วนร่วมของชุมชนคือรากฐานสำคัญ..
สวัสดีค่ะ
สวัสดีครับ อาจารย์Phoenix
สวัสดีครับ พี่ครูคิม
สวัสดีครับ ท่านอาจารย์ JJ
สวัสดีครับ พี่ใหญ่ - นาง นงนาท สนธิสุวรรณ
สวัสดีค่ะ