นปส.55 (11): จัดกระบวนคิด


คนไทยคิดแบบ “อะไร” จึงยึดติดทฤษฎีหลักการ ไม่สามารถคิดค้นแนวคิด ทฤษฎีหรือรูปแบบอะไรใหม่ๆได้มากนัก ขณะที่ฝรั่งคิดแบบ “ทำไม” จึงสร้างสรรค์นวัตกรรม แนวคิด ทฤษฎี ตัวแบบใหม่ๆได้เยอะกว่า

      (11): จัดกระบวนคิด

          ในสัปดาห์ที่สองของการฝึกอบรมยังคงเน้นที่การพัฒนาตัวตนของตนเองโดยเน้นการพัฒนาทางด้านสมองและจิตใจเพื่อเตรียมตัวให้พร้อมกับการเป็นผู้นำและผู้บริหารที่ก้าวตามทันตนเองและก้าวตามทันโลกภายนอก เป็นการปรับ “กระบวนทัศน์” (Paradigm) ซึ่งจำได้ว่าครั้งหนึ่งเคยฟังครูบาสุทธินันท์ ปราชญ์ชาวบ้านอีสานท่านเคยพูดถึงคำนี้ง่ายๆว่า “กบาลทัศน์” ซึ่งทำให้เข้าใจได้อย่างง่ายๆ แต่มาตอนนี้ผมคิดว่า กระบวนทัศน์ น่าจะดูเข้าใจได้ดีอยู่แล้ว ที่หมายถึง รูปแบบการมองเห็น รูปแบบความเข้าใจ ส่วน “กบาลทัศน์” น่าจะหมายถึง รูปแบบความคิดหรือ “วิธีคิด” (Mindset) น่าจะเข้ากันได้ดีกว่า

         ความคิดและจินตนาการของมนุษย์มีความสำคัญยิ่งนัก ส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่างๆมากมาย โลกเรามีอายุราว 4.5 พันล้านปี เกิดสิ่งมีชีวิตราว 3.5 พันล้านปี คนเกิดเมื่อราว 2 ล้านปีก่อน คนทันสมัยเกิดราว 35,000-5 หมื่นปีก่อน เริ่มทำการเกษตรเมื่อราว 12,000 ปีก่อน คิดไถทำเกษตรและเกวียนเมื่อราว 5 พันปีก่อน เครื่องจักกรกลไอน้ำเกิดเมื่อราว 250 ปีก่อน คอมพิวเตอร์เกิดเมื่อ 40-50 ปีก่อน โทรศัพท์เมื่อปี 1876  ภาพยนตร์เมื่อปี 1894 วิทยุทรานซิสเตอร์เมื่อ 1948

         ในขณะที่สมองมนุษย์พัฒนาเมื่อ 500 ล้านปีก่อน เริ่มมีภาษาพูดเมื่อ 35,000-50,000 ปีก่อน เริ่มภาษาเขียนเมื่อ 6 พันปีก่อน ประดิษฐ์อักษรเมื่อ 4 พันปีก่อน และเริ่มมีการพิมพ์เมื่อ 1440 พัฒนาการต่างๆล้วนมาจากสมองมนุษย์ที่ทำหน้าที่คิด

         วันพุธที่ 28 เมษายน 2553 เรียนวิชาทักษะการคิดอย่างมีประสิทธิภาพ: การสร้างกรอบความคิดของนักบริหาร กระบวนการคิดอย่างเป็นระบบ (Mind map) โดยอาจารย์ขวัญฤดี ผลอนันต์ ซึ่งได้รับสิทธิ์จากBuzan ในการฝึกอบรมMind map ในประเทศไทย อาจารย์ขวัญฤดี เริ่มบทเรียนด้วยการพูดถึงไคเซ็น (Kaizen) ภาษาญี่ปุ่นที่หมายถึง การเปลี่ยนแปลงต่อเนื่องให้ดีกว่าเดิม เมื่อทำสิ่งใดเสร็จแล้ว ให้รีบถามตัวเองว่าทำให้ดีกว่าเดิมได้ไหม แล้วลงมือทำให้ดีขึ้นทันที นั่นคือหัวใจของไคเซ็น ในการพัฒนาการคิดปรับปรุงงาน อาจารย์แนะว่าให้ใช้หัวคิด เปิดใจ ไม่สื่อสาร ร่วมขานรับ จับเวลา ตาโปร่งใส

          Mind map เป็นเทคนิคการจดบันทึกที่พัฒนาขึ้นจากความรู้เรื่องสมองและความทรงจำของมนุษย์ ส่วนใหญ่มนุษย์ทุกชาติ ทุกภาษา จดบันทึกแบบเส้นตรง ขนานกันเป็นแถวๆมานาน จนราวพ.ศ. 2520 เราจึงรู้เรื่องการทำงานของมนุษย์มากขึ้น Mind map จึงเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการจดบันทึกที่ใช้สมองสองซีกอย่างเต็มที่ทั้งซีกซ้ายและซีกขวาที่คิดโดยTony Buzan และได้เผยแพร่ไปทั่วโลก สามารถใช้ได้ทั้งการเรียน การสอนและการทำงาน

           สมองซีกซ้ายชำนายในเรื่องคำ วงจรแบบฉบับหรือรูปแบบ การจัดลำดับ เส้น-แถว วิเคราะห์ ตรรกะ รายการ สัญลักษณ์ และตัวเลข ในขณะที่สมองซีกขวากลับชำนาญในเรื่องความตระหนักในมิติสัมพันธ์ ช่องว่าง ทิศทาง ใจลอย ฝันกลางวัน จินตนาการ สี การมองภาพรวม จังหวะ ภาพ การสังเคราะห์และมิติ หากเราสามารถใช้สมองสองซีกไปด้วยกัน เราจะใช้ศักยภาพของสมองได้อย่างเต็มความสามารถของมัน

           อาจารย์ขวัญฤดี ให้ทำกิจกรรมหลายอย่างเพื่อให้เราเข้าใจและเห็นความสำคัญของสมองสองซีก ทำให้รู้ได้ว่าสมองไม่ชอบจำตัวเลข ตัวอักษร แต่จะจำรูปภาพได้ดีกว่า ความเข้าใจกับความจำเป็นคนละส่วนกัน การทบทวนหรือทำซ้ำจะทำให้จำได้ดี รวมทั้งการเชื่อมโยงด้วย ความจำของมนุษย์เป็นดุจเรือสุพรรณหงส์ หนึ่งวันจะจำได้ราว 25-30% ถ้าผ่านไปครบ 1 เดือน จะเหลือแค่ 1-5 % สมองจดจำภาพแม่นยำและจำรายละเอียดได้มากกว่าตัวอักษร

           อาจารย์ให้ข้อมูลว่า การเก็บเกี่ยวความรู้วิธีต่างๆให้ประสิทธิภาพที่แตกต่างกัน ถ้าอ่านได้ 10% ฟังได้ 20% เห็นหรือดูได้ 30% ฟังและเห็นได้ 50% พูดได้ 70%พูดและทำได้ 90%

           การคิดเป็นรัศมี เป็นการคิดที่สอดคล้องกับรูปลักษณ์ของเซลสมองที่มีกิ่งก้านแตกสาขา จะคิดเป็นรัศมีได้ดีต้องอย่าวิจารณ์หรือตัดสิน คิดนอกลู่นอกทางได้ เน้นปริมาณ ร่วมด้วยช่วยกันปรุง เราควรตั้งสติคิด บันทึกสิ่งที่เราคิดถึงไปก่อน ต้องให้ความสำคัญกับสิ่งที่คิด วางไว้ตรงกลาง แล้วขยายความคิดเป็นรัศมีรอบๆแก่นแกน จดทุกความคิดลงกระดาษโดยไม่ตัดสิน ไม่ตั้งคำถาม ไม่กลัวผิด (เชย บ้า ผิดศีลธรรม สามก ห่วย แย่ ไม่แน่ใจ ซ้ำ แปลก) ปล่อยความคิดมาก่อนแล้วค่อยหาเหตุหาผลทีหลัง เริ่มคิดกว้างก่อนแล้วค่อยคิดลึก

            หลักการง่ายๆของการเขียนMind map คือเริ่มแก่นแกนจากกึ่งกลางหน้า แก่นแกนควรเป็นภาพหรือสัญลักษณ์และมีอย่างน้อย 3 สี ไม่ควรล้อมกรอบ แล้วค่อยแตกกิ่งแก้วเป็นประเด็นสำคัญ คำกุญแจหรือใจความออกมารอบและติดกับแก่นแกนเหมือนแตกหน่อออกมา กระจายออกรอบทิศทางและพยายามใช้ภาพและสัญลักษณ์แทนคำ เส้นของกิ่งแก้ววาดให้เรียวโค้งลงดูเหมือนกิ่งไม้รากไม้ที่มีชีวิต กิ่งก้อยแตกออกมาเป็นประเด็นรอง ใช้สีเดียวกับกิ่งแก้ว เขียนให้เป็นเส้นโค้งไหลลื่นเป็นธรรมชาติ อย่าเขียนเป็นเส้นตรง คำที่ใช้ให้เป็นคำมูลหรือคำเดี่ยวสั้นๆ บรรจงอ่านได้ชัดเจน ถ้าเป็นภาษาอังกฤษใช้ตัวพิมพ์ใหญ่ ภาพ คำหรือสัญลักษณ์ต้องมีเส้นรองรับข้างใต้เสมอและเส้นยาวกว่าคำเล็กน้อย คำที่อยู่ห่างแก่นแกนออกไปเขียนเล็กลงลดหลั่นกันไป

            การใช้Mind map สามารถระดมสมอง ระดมความคิดได้ดี ผมเคยอบรมมาแล้วสองสามครั้ง ครั้งนี้เข้าใจได้มากที่สุด แต่ก็รู้สึกว่าไม่ชอบใช้อยู่ดี ซึ่งผมคิดว่า ถ้าจะใช้Mind map ให้ได้ผลดีควรจะต่อยอดจากความคิดเชิงบวก แล้วคิดหาความเป็นไปได้หรืออาจจะเป็นไปได้ให้มากขึ้น ต้องคิดนอกกรอบ คิดให้มากๆ ต้องมองภาพใหญ่ไม่ให้หลุดจากเป้าหมายใหญ่ เขียนให้เหมือนเซลสมอง ต้องใช้จินตนาการหาความคิดที่หลากหลายแล้วมาแยกแยะกลั่นกรองเรียงความสำคัญอีกทีหนึ่ง ผมคิดว่าMind map ไม่ได้บอกความเข้มข้นของการเป็นเหตุเป็นผล ทำให้ไม่ได้ช่วยในการตัดสินใจเลือกทางเลือกมากนัก เป็นเพียงเสนอทางเลือกที่หลากหลายเท่านั้น

             วันพฤหัสบดีที่ 29 เมษายน 2553 เป็นวิชาแบบสบายๆในหัวข้อแพทย์แผนไทย โดยมีอาจารย์กิตติพงษ์ ปังศรีวินิจ วิทยากรและผู้เชี่ยวชาญศาสตร์การกดจุดบำบัด กองการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข มาสอนให้หลังจากที่เราเน้นการปรับกระบวนทัศน์และจัดกระบวนคิดกันมาหลายวันแล้ว วันนี้เป็นการปรับสมดุลโครงสร้างกระดูกสันหลังบ้าง โดยอาจารย์สอนหัวข้อ กดจุดบำบัดและปรับสมดุลโครงสร้าง (Acute pressure and skeleton alignment) ผมคิดว่าหัวข้อนี้ไม่น่าจะเป็นแพทย์แผนไทย น่าจะประยุกต์มาจากแพทย์แผนจีนมากกว่าและควรเรียกว่าเป็น การแพทย์ทางเลือก ยังมีคนเข้าใจแพทย์แผนไทยไม่ค่อยถูกต้องอีกเยอะและไปเข้าใจเอาว่า การแพทย์ทางเลือกต่างๆที่มีคนเอามาประยุกต์ในการดูแลสุขภาพเป็นแพทย์แผนไทยไปทั้งหมด ซึ่งไม่ใช่ เพราะแพทย์แผนไทยก็มีศาสตร์เฉพาะของแพทย์แผนไทย

             การกดจุดเป็นศาสตร์เก่าแก่ของชาวเอเชียที่สืบทอดกันมานานแล้ว โดยใช้มือกดไปตามจุดต่างๆของร่างกาย ซึ่งจะใกล้เคียงกับจุดของการฝังเข็ม เพื่อทำให้กล้ามเนื้อ-เส้น-ระบบประสาทที่เกี่ยวข้องกับอวัยวะส่วนที่ขาดสมดุลให้กลับสู่ภาวะปกติเพื่อที่จะได้บรรเทาอาการเจ็บปวดนั้นๆ มีการสอนกดจุดแก้ปวดศีรษะไมเกรน เครียด ลดความดัน ลดน้ำหนัก นอนไม่หลับ ง่วง หลังบรรยายอาจารย์จะตรวจโครงสร้างกระดูกสันหลังให้ ถ้ามีความผิดปกติก็จะมีทีมงานมาช่วยจัดกระดูกให้ใหม่แต่ต้องเสียค่าบริการคนละ 500 บาท

             วันศุกร์ที่ 30 เมษายน 2553 เรียนวิชาทักษะการคิดอย่างมีประสิทธิภาพ: หลักการคิดของนักบริหาร (Conceptualization) การปรับกระบวนทัศน์และพัฒนากระบวนการทางความคิด โดย รศ. ดร. สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ มาพูดเน้นเรื่องระบบคิด (Mindset) ซึ่งผ่านกระบวนการศึกษาเรียนรู้ 2 แบบคือแบบกลไก (Mechanic) เรียกว่า Exam meritocracy ใช้กระบวนการเรียนแบบอะไร (what) การเรียนแบบนี้จะไม่มีมูลค่าเพิ่มแต่สะสมเป็นจำนวน อีกวิธีหนึ่งคือแบบชีวะ (organic) หรือ Talent meritocracy เน้นเรียนแบบทำไม (why) ทำให้เกิดมูลค่าเพิ่ม

             มีการพูดคุยถึงกฎของพาเรโท (Pareto rule) คือหลักการของ 20:80 ซึ่งต้องอาศัยกระบวนการคิดแบบชีวะและทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือเกิดมูลค่าเพิ่มในด้านต่างๆได้ แต่เดิมโลกเปลี่ยนช้า เราใช้แค่ตากับหู (ประสบการณ์) ทำงานได้ แต่ทุกวันนี้โลกเปลี่ยนเร็ว (โลกแบน=speed+global) จะคิดและทำแบบเดิมๆไม่ได้แล้ว อาจารย์แนะนำให้อ่านหนังสือ 4 เล่มคือ Paradigm shift, Re-thinking the future, If the future catch you และ Change or die ซึ่งจะทำให้ผู้นำเกิดระบบคิดใหม่ที่ต้องมองข้ามช็อต เห็นอนาคตได้เจ๋ง คิดแบบกฎพาเรโท มองอย่างองค์รวมทั้งภายในและภายนอก

            ผู้นำต้องมีระบบคิดที่เห็นล่วงหน้าและเห็นเร็ว เป็นนักคิดเชิงกลยุทธ์ เป็นมนุษย์พันธุ์ใหม่ที่คิดแบบพาเรโท ใช้สมองตลอดเวลา เห็นข้ามช็อตด้วยข้อมูลเล็กน้อย สามารถทำนายอนาคต จัดระบบความคิดได้ดีทำให้เรียนน้อยแต่รู้มาก

            อาจารย์บอกว่า "คนที่เก่งทฤษฎีเกมส์ ถ้าไม่เก่งสุดขีด ก็รวยสุดขีด เพราะจะเห็นทะเลสีน้ำเงิน เห็นในสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น" ทำอะไรตรงเป้าเรา (องค์กร)และเป้าเขา (ลูกค้า) คิดถึงผลลัพธ์ก่อนแล้วค่อยมาหาปัจจัยนำเข้า ต้องวิเคราะห์อนาคตเป็นโดยต้องไม่มีอคติต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง (ทางบวกและทางลบ) จะทำให้วิเคราะห์ไม่ได้ พังได้ง่ายๆ และระลึกอยู่เสมอว่า เป้าหมายกับลูกค้าไม่อยู่นิ่ง ในการทำงานปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวชี้วัด มันอยู่ที่กลยุทธ์ ถ้ากลยุทธ์ห่วย ตัวชี้วัดดี ผลมันก็ออกมาห่วย

            กระบวนการทางความคิด (Methodology of Thinking) แบ่งได้เป็น 2 แนวทางคือ

-  Deductive approach เรียนจากใหญ่ไปเล็กหรือเรียนอะไร (what) สอนโดยให้เข้าใจแนวคิดทฤษฎีแล้วยกตัวอย่างประกอบ ข้อเสียคือถ้าเข้าใจแนวคิดผิด คนเรียนก็จะทำผิดไปด้วย เช่น บอกว่าแมวเป็นอย่างนี้นะ ถ้าไปเจอสัตว์แบบนี้ให้สรุปได้เลยว่าเป็นแมว

-  Inductive approach เรียนจากเล็กไปใหญ่ เน้นทำไม (why) จะคิดเป็นระบบ เช่นให้ดูแมวเป็นตัวๆแล้วให้สรุปแนวคิดของตนเอง

            คนไทยคิดแบบ “อะไร”เป็นส่วนใหญ่ จึงยึดติดทฤษฎีหลักการ ไม่สามารถคิดค้นแนวคิด ทฤษฎีหรือรูปแบบอะไรใหม่ๆได้มากนัก ในขณะที่ฝรั่งมักเรียนและคิดแบบ “ทำไม” ทำให้เขาคิดนอกกรอบ ไม่ยึดติดแนวคิดทฤษฎีเดิมๆ จึงสร้างสรรค์นวัตกรรม แนวคิด ทฤษฎี ตัวแบบใหม่ๆได้เยอะ

            อาจารย์สมชายเป็นผู้บรรยายที่ให้ความรู้ความสนุกได้ดี แต่ผมก็ยังรู้สึกว่าได้รู้แค่อะไรเป็นอะไร (What) โดยที่อาจารย์ก็ยังไม่ได้แนะนำว่าให้ทำอย่างไร (How)      อาจเป็นได้ว่า อาจารย์ชี้แนวให้แล้ว ทางให้ไปคิดค้นหาเอาเองก็เป็นได้

            เสร็จสิ้นการบรรยายในวันสุดสัปดาห์การทำงาน ผมขับรถกลับไปหาครอบครัวที่ตาก ระยะทางจากบางละมุงถึงตากก็ราว 560 กิโลเมตร ผ่านไปตามเส้นทางหมายเลข 7 หรือมอเตอร์เวย์ ถนนกว้างขวาง รถไม่มากจึงขับได้อย่างสะดวก ผมใช้เวลาขับรถราว 6 ชั่วโมง ซึ่งเป็นเวลาค่อนข้างยาวนานมาก เพื่อไม่ให้เสียเวลาเปล่า ผมก็ได้อาศัยช่วงนี้เป็นการรื้อฟื้นภาษาอังกฤษด้วยการนำซีดีภาษาอังกฤษของE4U มาฟังทบทวนความรู้ไปด้วย ถือว่าเป็นชั่วโมงเรียนภาษาอังกฤษ

             ช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ไม่มีชั่วโมงเรียนจึงเป็นช่วงพักผ่อนของพวกเรา ส่วนใหญ่ก็เดินทางกลับบ้าน โดยเฉพาะคนที่อยู่ในกรุงเทพฯและปริมณฑลก็จะเดินทางสะดวก มีหลายคนที่ทำงานอยู่ต่างจังหวัดแต่มีบ้านอยู่ที่กรุงเทพฯก็กลับบ้านได้สบายๆ แต่ก็มีหลายคนที่มาจากจังหวัดไกลๆโดยเฉพาะทางภาคใต้ ก็มักจะอยู่ที่วิทยาลัยมหาดไทยเพราะเดินทางกลับบ้านไกลมากและค่าใช้จ่ายสูง เช่นพี่ประเสริฐ อยู่ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ก็ไม่ค่อยได้กลับบ้าน ท่านจะบ่นให้ฟังว่าบรรยากาศช่วงเสาร์อาทิตย์ที่วิทยาลัยเงียบเหงามาก เย็นวันศุกร์กับเย็นวันอาทิตย์จะมีอาหารให้ทาน ส่วนวันอื่นๆต้องออกไปหาทานเองข้างนอก ผมเองต้องกลับเนื่องจากต้องไปดูแลการฝึกอบรมหลักสูตรหมออนามัยติดปีกที่ตากและบางวันก็มีชั่วโมงบรรยายด้วย

หมายเลขบันทึก: 382148เขียนเมื่อ 5 สิงหาคม 2010 23:42 น. ()แก้ไขเมื่อ 7 กุมภาพันธ์ 2019 17:34 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน


ความเห็น (2)

สวัสดีครับคุณหมอ

แวะมาเยี่ยมเยียนและทักทายครับ

อ่านบันทึกหนัก ๆ ด้วยสาระของคุณหมอด้วยความเพลิดเพลินครับ

สวัสดีค่ะ คุณหมอ

สาระความรู้ที่คุณหมอเขียนนี้ สรุปความคิดให้เข้าใจได้ดีขึ้น deduct กับ induct หรือ วิเคราะห์ สังเคราะห์  ไปด้วยกันได้ทั้งสิ้นค่ะ

ขอบคุณมากค่ะ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี