นี่คือบทเรียนบทแรก

เนื่องจากฉันนั่งรถคันแรกในจำนวนทั้งหมด ๓คัน จึงไปถึงก่อน และยังรถคันที่ ๓ เกิดมีเหตุขัดข้อง พวกเราที่ถึงก่อนจึงไปรอกันอยู่ที่ห้องประชุมใหญ่ซึ่งจัดเตรียมไว้โดยมีการปูเสื่อและวางหมอนทรงสี่เหลี่ยม เอาไว้เป็นแถว ๆ เต็มห้องประชุม ประมาณดูแล้วน่าจะสัก ๒๐๐ - ๓๐๐ใบ

     ฉันเลือกที่จะนั่งซุกตัวอยู่ตรงมุมหนึ่ง ด้วยความที่มาคนเดียวและไม่รู้จักใครเลย จึงได้แต่นั่งเงียบ ๆ มีใครท่าทางใจดียิ้มให้ก็ได้แต่ยิ้มรับ แล้วก็คอยสังเกตดูโน่นนี่ ดูผู้คนมากมายที่ทะยอยกันเข้ามา ฉันเห็นเด็ก(น่าจะเป็นนักศึกษา)คนหนึ่งเข้ามาแล้วก็คว้าหมอนใบหนึ่งมาหนุนนอนท่ามกลางผู้คนตรงนั้นเอง ฉันก็คิดในใจ..เอ้ย เด็กนี่ทำแบบนี้ได้ยังไง ไม่สนใจชาวบ้านเขาเลยหรือ   ซักพักก็มีอีกคนหนึ่งเข้ามานั่งใกล้กัน นั่งไปนั่งมาก็คว้าหมอนมารองนั่งเฉยเลย คราวนี้ฉันร้องเอะอะในใจ เฮ้ยตายจริงเด็กสมัยนี้ทำอะไรไม่รู้จักคิด หมอนนี่โบราณเขาถือนะ เขาห้ามนั่งหมอน มันบาป

     พอมาถึงตอนที่เหมือนเป็นการปฐมนิเทศ ฉันจึงถึงบางอ้อ ว่าความจริงแล้ว หมอนสำหรับที่นี่แล้วมีไว้เพื่อให้ผู้เข้าร่วมภาวนาใช้รองนั่งสมาธิเพื่อช่วยปรับหลังให้ตรงและรู้สึกผ่อนคลาย หรือใช้หนุนตอนที่นอน"ผ่อนพักตระหนักรู้"(นอนสมาธิ) หรือใช้วางบนตักเพื่อรองจดบันทึกจากการฟังบรรยายธรรมะก็ได้ตามสะดวก..ไงล่ะเรา  ไม่รู้อะไรแล้วยังจะไปนึกตำหนิคนเขาอีก...เราไม่มีสิทธิ์ไปว่าหรือตัดสินใครทั้งนั้น ที่ต้องทำคืออ่อนน้อมถ่อมตนแล้วค่อย ๆ เรียนรู้จากทุกคน นี่คือบทเรียนบทแรกสำหรับวันนี้