สวัสดีครับชาว Blog
วันอาทิตย์ที่ 1 สิงหาคมนี้ ผมได้รับเกียติจากมหาวิทยาลัยสยามเชิญให้ไปบรรยายให้แก่นักศึกษาปริญยาเอก สาขาวิชาการจัดการ ในหัวข้อ "บทบาทภาครัฐและภาคเอกชนในการบริหารและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์"
ผมจึงถึอโอกาสนี้นำคณะนักศึกษาปริญญาเอกจากมหาวืทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา รุ่นที่ 4 ที่ผมกำลังสอนอยู่ไปร่วมด้วย และผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าในการเรียนร่วมกันครั้งนี้คงจะเกิด "ปัญญายกกำลัง++"
ท่านที่สนใจโปรดติดตามสาระดี ๆ กับเราต่อไปครับ
จีระ หงส์ลดารมภ์
ภาพบรรยากาศ
เรื่องเล่าสู่กัน...(3) เมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 สิงหาคม 2553 คณะนักศึกษาปริญญาเอกของมหา’ลัย สวนสุนันทา ได้มีโอกาสร่วมฟังการบรรยายพิเศษร่วมกับนักศึกษาปริญญาเอกของมหา’ลัยสยามครับ ในหัวข้อ “ บทบาทภาครัฐและภาคเอกชนในการบริหาร และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์” ซึ่งดำเนินการบรรยายโดยท่าน ศ.ดร.จีระ ซึ่งพวกเราชาววังสุนันทา ต้องขอกราบขอบพระคุณท่านศ.ดร.ยุวัฒน์ วุฒิเมธี ท่านประธานกรรมการบริหารหลักสูตร และคณะนักศึกษาปริญญาเอกของมหาวิทยาลัยสยาม ครับ ที่กรุณาให้การต้อนรับพวกเราเป็นอย่างดี ซึ่งพวกเราได้มีโอกาส Joint Class ได้ในช่วงเช้าเท่านั้น เพราะติดภารกิจที่มหา’ลัยในช่วงบ่าย ถึงแม้จะมีโอกาสในช่วงเวลาสั้นๆ แต่พวกเราทุกคนก็มีความสามารถที่จะเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในการเรียนรู้ร่วมกันได้โดยไม่ติดขัดครับ ซึ่งหลังจากการเรียนรู้ร่วมกันแล้ว เราได้ใช้เวลาช่วงสั้นๆ ในการเดินทางกลับ ได้พูดคุยกันถึงสิ่งที่ผ่านมาในช่วงเช้า ซึ่งแต่ละคนมีความเห็นร่วมกันว่า “ท่านอาจารย์จีระ ได้โยนลูกกุญแจให้พวกเราอีกดอกหนึ่งแล้ว ซึ่งต่อไปก็ต้องเป็นหน้าที่ของพวกเราเองว่า จะใช้ลูกกุญแจดอกนี้ให้เป็นประโยชน์กับพวกเรา กับเพื่อนๆ นักศึกษาของมหา’ลัยสยาม ได้มาก น้อยขนาดไหน” ในท้ายที่สุดแล้วบทสรุปสุดท้ายปรากฏว่า ยิ่งพวกเราได้เรียนรู้เพิ่มมากขึ้นเท่าไหร่ จะมองเห็นความท้าทาย ความน่าสนใจในสิ่งที่ต้องค้นหาเพิ่มมากขึ้นโดยไม่มีวันเรียนได้จบ (ผมหมายถึงในชีวิตครับ ไม่ใช่ปริญญา)
ในท้ายที่สุดนี้ ต้องขอกราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ยุวัฒน์ (ประวัติท่านยาวมากๆ ๆ ๆ ครับ) และขอขอบคุณคณะนักศึกษามหาวิยาลัยสยามอีกครั้งครับ.
สรุปการบรรยายหัวข้อ บทบาทภาครัฐและภาคเอกชนในการบริหารและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
Core value คือแก่นนิยมร่วมขององค์กร ผู้บริหารต้องทำ Workshop ว่าองค์กรต้องการอะไร
การจะทำงานสำเร็จได้ต้องมีตัวละคร 3 กลุ่ม
Fourth Wave By Dr.chira
แนวทางการเรียน Ph.D.
ปริญญาเอก ม.สยาม ได้อะไร 1 เรื่องที่มีประโยชน์ต่อคุณ ที่ฟังมาในครึ่งเช้านี้
Comment โดย Ph.D มรภ.สวนสุนันทา
การเปลี่ยนกระบวนการทางการเรียนรู้ เปลี่ยนมุมมอง เพราะการศึกษาไม่จำเป็นต้องเรียนในห้อง ต้องเปลี่ยนพฤติกกรมการเรียนรู้ จิตสำนึกเป็นการวิจัย
ทฤษฎี HRDS
Participating การมีส่วนร่วมในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
Engaging มีส่วนร่วมเพื่อไปสู่เป้าหมายเดียวกัน
ทฤษฎีทุน 8 ประการ พื้นฐานของการพัฒนาทุนมนุษย์
Human Capital ทุนมนุษย์
Intellectual Capital ทุนทางปัญญา
Ethical Capital ทุนทางจริยธรรม
Happiness Capital ทุนแห่งความสุข
Social Capital ทุนทางสังคม
Sustainability Capital ทุนแห่งความยั่งยืน
Digital Capital ทุนทาง IT
Talented Capital ทุนทางความรู้ ทักษะ และทัศนคติ
ทฤษฎีทุน 5 ประการ พื้นฐานของการพัฒนาทุนมนุษย์ยุคโลกาภิวัตน์
Creativity Capital ทุนแห่งการสร้างสรรค์
Knowledge Capital ทุนทางความรู้
Innovation Capital ทุนทางนวัตกรรม
Emotional Capital ทุนทางอารมณ์
Cultural Capital ทุนทางวัฒนธรรม
ทุนแห่งการสร้างสรรค์ต้องมาจากการใฝ่รู้ การสร้างทุนทางความคิดสร้างสรรค์เน้นทฤษฎี Blue Ocean
ทุนทางความรู้ คือการเปลี่ยน Data ให้เป็นระบบ Information และเปลี่ยนเป็นมูลค่าเพิ่ม
ต้องความคุมอารมณ์ให้ได้ บางครั้งต้องยอมรับความเจ็บปวดบ้างเพื่อให้ได้สิ่งที่ดีกว่า
มนุษย์ในประเทศไทยมีรากเหง้า ที่มีมูลค่ามาก ต้องรู้จักนำภูมิปัญญามาสร้างมูลค่าเพิ่ม
การบ้านส่งทาง Blog ภายในวันศุกร์ที่ 6 ส.ค. 53 (20 คะแนน)
การพัฒนาคนมีตั้งแต่ก่อนทำงานและหลังทำงาน ก่อนทำงานคือเรื่องการศึกษา
ราชการไทยใครเป็นคนรับผิดชอบเรื่องคนในราชการ
การตั้งโจทย์เรื่องงานวิจัย เป็น Hypostasis เพื่อเอาข้อมูลต่างๆไปตอบโจทย์ โดยทดสอบโจทย์นั้นให้ได้ เป็นการเปรียบเทียบ เมื่อพิสูจน์แล้วต้องหาคำตอบให้ได้ testable Hypostasis
การเรียน ป.เอกต้องคิดแบบ Problem solving และต้องตอบโจทย์ให้ได้
วิเคราะห์เรื่องการพัฒนาคนหลังจากที่ทำงานแล้วในองค์กรแบบหัวข้อวิจัย Hypostasis
คำแนะนำ บรรยากาศในการทำงานมีผลกระทบกับประสิทธิภาพในการทำงาน จุดอยากคือ ต้องวัดบรรยากาศในการทำงานให้ได้ บรรยากาศวัดอย่างไรเป็นตัวแปรอิสระ ตัวแปรตามคือผลประกอบการ
คำแนะนำ ตัวแปรตามคือคนในองค์กรที่เกิดการเรียนรู้ การสร้างองค์กรให้เป็นองค์กรการเรียนรู้ไปสร้างผลประกอบการในองค์กรได้ดีหรือไม่
คำแนะนำ ต้องเป็นการเก็บข้อมูลแบบ In-depth Interview ปัญหาคือคนเก่งจริงๆที่เป็นตัวแปรไม่มีเวลา
ทฤษฎี 3 วงกลม เพื่อการบริหารทรัพยากรมนุษย์
Workshop
กลุ่มที่ 1
ข้อ 1 แรงบันดาลในภาคเอกชน เหมือนพลังที่อยู่ในตัวพนักงาน ไม่ต้องบอกไม่ว่าจะมีหลักอย่างไร ยกตัวอย่างต้องจำหลักธรรมาภิบาลในองค์กรให้ได้ แรงจูงใจ ดูยอดซื้อยอดขาย แล้วมีเงินมาสร้าง Motivation ให้พนักงาน การสร้างกำลังใจให้พนักงานในยามที่เศรษฐกิจ
ภาคราชการ แรงบันดาลใจมาจากจิตวิญาณ แรงจูงใจคือมาจากสิ่งแวดล้อมภายนอก ที่ทำให้คนอยากทำงาน เป็นปัจจัยในการตัดสินใจ
ข้อ 2 ทุนมนุษย์เรามีอยู่ตั้งแต่เกิดแล้ว แต่เราได้รับการพัฒนาศักยภาพเป็นการต่อยอดทางทุนมนุษย์
ทุนทางจริยธรรมเกิดจาการปลูกฝังทางครอบครัว การสร้างทุนทางจริยธรรม เป็นโครงการต่างๆเพื่อส่งเสริมการปลูกจิตสำนึกของเยาวชน
ข้อ 3
การกระจายอำนาจคือการมอบหมายความไว้วางใจให้ ความสำเร็จในการกระจายอำนาจ มีความรู้ความสามารถในงานและต้องมีทุนทางจริยธรรม
Comment อ.จีระ
แรงบันดาลใจนอกจากมาจากตัวเองแล้ว อาจจะมี Moment บางอย่างที่ทำให้เรากระโดดข้ามทางความคิดในการทำอะไรซักอย่าง
แรงจูงใจคือสิ่งที่ให้อยู่รอดและเกิด Performance
การกระจายอำนาจเพราะไม่มีใครทำงานคนเดียวได้ แต่เราต้องเตือนอย่าบ้าอำนาจ คนที่ได้รับอำนาจไปต้อง Monitor คนที่มอบอำนาจด้วย และ feed back ให้เจ้านายฟัง เพราะอำนาจที่สูงสุดก็ยังอยู่ที่ผู้มอบอำนาจ
Comment อ.ไชยนันท์
การกระจายอำนาจ คือการได้รับอำนาจไปด้วยแต่ต้องมีพันธะภาระต่อกัน การรายงานตลอดเวลาคือไม่ได้เป็นการ Empower อย่างแท้จริง เราต้องคิดเองทำเองในขอบเขตที่เราสามารถทำได้เพื่อเป็นการฝึก
กิจกรรมการเข้าวัดของเด็กสมัยนี้ ต้องปรับการสอนของพระให้เข้ากับยุคสมัยด้วย
การรวมตัวของพระสงฆ์เพื่อทำอะไรเพื่อสังคม เพราะสมัยนี้รัฐบาลไปแยกศาสนากับการศึกษา ทำให้คนขาดจริยธรรม
กลุ่มที่ 2
ข้อ 1 แรงจูงใจเป็นตัวที่ตอบสนองความต้องการพื้นฐาน เงินเดือน โบนัส
แรงบันดาลใจ ตอบสนองมากกว่าความต้องการพื้นฐาน เช่น ความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ความเป็นธรรมในการบริหารงาน ความโปร่งใสในการทำงาน งานที่ท้าทาย
เรื่องแรงจูงใจสร้างได้ง่าย แรงบันดาลใจสร้างได้ต้องเป้าหมายเดียวกัน
ข้อ 2 ทุนมนุษย์ในการสะสมความรู้ต่างๆที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ วิเคราะห์เป็นสารสนเทศ และเป็นความรู้เพื่อใช้ประโยชน์ต่อไป ทุนทางจริยธรรม มองเรื่องจิตใต้สำนึกผิดชอบชั่วดี
ความแตกต่าง องค์ความรู้ที่อยู่ในตัวตน จริยธรรมคือการรู้ผิด ชอบ ชั่ว ดี จากจิตใจสำนึก
ทุนทางจริยธรรมต้องปลูกฝังตั้งแต่เล็กๆ วิธีการสอนตั้งแยกออกแต่ละคน เริ่มที่ครอบครัว โรงเรียน และสังคม ต้องมีแรงจูงใจเด็กในการเรียนรู้ในเรื่องจริยธรรม
ข้อ 3 มองในระดับประเทศเพราะเครื่องมือในการพัฒนาประเทศคือการกระจายอำนาจ เพื่อให้ไปสู่รากหญ้าช้าโดยแท้จริง การนำนโยบายหลักไปใช้ การกระจายอำนาจคือเรื่อง Leadership, Stake holder ผู้มารับบริการมีความพอใจ
ความสำเร็จของการกระจายอำนาจคือ Social Network
Commend อ.จีระ
ยกตัวอย่างเรื่องภาคเอกชนได้ดีนะ แรงจูงใจเห็นได้ชัด และจำเป็นเพราะเป็นเรื่องพื้นฐานที่เราต้องให้ความสำคัญ แรงบันดาลใจคือ energy
ทุนทางจริยธรรมคือ Sub-Set ของทุนมนุษย์
การกระจายอำนาจดีมากเพราะมองระดับประเทศด้วย คนไทยที่มีอำนาจถามว่าได้เงินมาจากไหน
Comment อ.ไชยนันท์
เรื่องจริยธรรมและการกระจายอำนาจ คือต้องมีการกระจายไปสู่ประชาชน อย่างโปร่งใสอย่างเป็นธรรม การตั้งคำถามและตรวจสอบเรื่องการรู้เท่าทัน บทลงโทษต้องเด็จขาดเพื่อให้คนตระหนักเรื่องนี้มากๆ
แรงบันดาลใจ มีมากกว่าแรงจูงใจ มาจาก Inspiration ในการทำงานที่ก้าวกระโดด มองผู้นำต้องสร้างแรงบันดาลใจกับผู้ตาม
ทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด เนื่องจากมีอาชีพรับราชการครู หน้าที่หลักคือ การสอนนักศึกษาให้ได้ความรู้ให้มากที่สุดโดยใฝ่หาความรู้ให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้ผู้เรียนได้รับความรู้
เป็นบุคลากรที่ดีขององค์กรและสังคมและใช้ชีวิตให้มีความสุขในทุกๆเรื่อง
หลังจากได้เรียนกับโยมอาจารย์ ศ.ดร.จีระแล้ว ได้รับความรู้ความคิดที่แตกกระจายออกมาอีกประการหลายอย่าง ได้รับความรู้แปลกใหม่ ได้แนวคิดวิธีการที่มีคุณค่ามากจริงทำให้อาตมามีความกระตุ้นในการเรียน
มีเป้าหมายในการดำเนินชีวิตด้วยความสมดุล ทั้งด้านอาชีพการงาน,ครอบครัว,การศึกษา โดยให้บุคคลและสังคมรอบข้างมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืนควบคู่ไปด้วย
นำความรู้ความสามารถที่ได้รับจากการศึกษาและนำคุณธรรมมาใช้ในการทำงาน เพื่อประโยชน์แก่ประเทศชาติต่อไป
ความรู้อยู่คู่กับมนุษย์ทุกคนที่ใฝ่รู้
ตั้งใจจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยพัฒนากรมราชทัณฑ์ให้เจริญอย่างยั่งยืน
การเป็นคนที่สามารถดำเนินชีวิตในยุคปัจจุบันได้อย่างมีความสุข เรียนรู้ในทุกๆเรื่องที่ผ่านเข้ามาต้องเป็นคนมีจริยธรรมในการทำงานและการใช้ชีวิต
ปณิธาน ชีวิต คือ เมื่อจบการศึกษาในระดับปริญญาเอกแล้ว จะเป็นเป็นผู้ที่ช่วยสร้างคนในสังคมให้เป็นคนดีด้วยการให้โอกาสคน
ลำดับแรก ผมตั้งใจจะสำเร็จหลักสูตรดุษฏีบัณฑิตสาขาการจัดการของ ม.สยาม ตามระยะเงลา 3 ปีที่กำหนด
ลำดับที่สอง ผมตั้งใจจะนำความรู้ไปช่วยเหลือองค์กรตำรวจและสังคมต่อไป
การได้สนองงานทางพระพุทธศาสนา ได้เผยแพร่ธรรมะให้คนทั่วไปให้ได้รู้และมีความเข้าใจในธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
" ทรัพย์สินเงินทองก็พอมีกินมีใช้ " ผมตั้งใจว่าถ้าเรียนจบ ป.เอก จะนำความรู้ที่ได้เรียน + ประสบการณ์ในการทำธุรกิจไปสอนหนังสือให้กับเด็กตามชนบทในต่างจังหวัด
หลังจากได้รับความรู้จากท่านอาจารย์ ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ แล้วจึงมีความรู้มากขึ้นเกี่ยวกับคนมากขึ้นว่า " คนเป็นทรัพย์สินท่มีค่า " จริงตามทีที่ท่านกล่าว จึงมีความตั้งใจในฐานะที่มีโอกาสในการถ่ายทอดความรู้ให้นักศึกษาจะได้นำความรู้ต่างๆที่ได้รับจากท่านอาจารย์ไปทำความเข้าใจให้มากและถ่ายทอดสู่นักศึกษาที่มีโอกาสสอนต่อไป
1. หลักการของการมองเรื่องทรัพยากรมนุษย์ของ อ.จีระ กับ คุณพารณ มีอะไรเหมือนหรือต่างกัน
สิ่งที่เหมือนกัน
สิ่งที่แตกต่างกัน
มีเป้าหมายเดียวกัน แต่ต่างกันที่รายละเอียดของกรอบความคิด
4 L’s คุณพารณ
4 L’s อ.จีระ
Village that Learn
หมู่บ้านแห่งการเรียนรู้
Learning Methodology
เข้าใจวิธีการเรียนรู้
School that Learn
โรงเรียนแห่งการเรียนรู้
Learning Environment
สร้างบรรยากาศในการเรียนรู้
Industry that Learn
อุตสาหกรรมแห่งการเรียนรู้
Learning Opportunities
สร้างโอกาสในการเรียนรู้
Nation that Learn
ชาติแห่งการเรียนรู้
Learning Communities
สร้างชุมชนการเรียนรู้
สร้างคนในแบบ Global Citizen
HR Architecture
เทคโนโลยีทางการศึกษา การเรียนรู้แบบ Constructionism
ทฤษฎี 2R’s , ทฤษฎี 2 I’s, ทฤษฎี C&E
2. สิ่งที่เป็นความสำเร็จของ คุณพารณ และ อ.จีระ ที่วัดได้คืออะไร
นอกจากความสำเร็จ จากการที่เป็น “ทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้” ที่มีส่วนผลักดันให้สังคมไทยทั้งภาครัฐและเอกชนมีการตื่นตัวและเห็นคุณค่าของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์แล้ว ความสำเร็จที่สามารถวัดได้เป็นรูปธรรมมีดังนี้
คุณพารณ
1) การสร้างและพัฒนาเทคโนโลยีการศึกษา Global Citizen ให้มีกระบวนการเรียนรู้แบบ Constructionism ที่ให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ โดยเป็นผู้สนับสนุนในการผลักดันให้เกิดโรงเรียนในรูปแบบการศึกษาใหม่ ตาม Project Light House นี้คือ
I. โรงเรียนดรุณสิกขาลัย จังหวัดกรุงเทพฯ
II. โรงเรียนบ้านสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่
โดยมีการปรับเปลี่ยนการเรียนการสอนจากแบบที่มีครูผู้สอนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ เป็น Child Center โดยให้ผู้เรียน เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ เน้นเรียนรู้จากการลงมือทำ ปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง
2) เป็นผู้ริเริ่มก่อตั้ง “สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ”
3) รางวัล APO National Award ประจำปี 2543
อ.จีระ
1) ก่อตั้ง “สถาบันทรัพยากรมนุษย์” ปี 2523 และดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันคนแรกและอยู่ในวาระต่อๆมาต่อเนื่องรวม 4 สมัย
2) จัดตั้ง “มูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ” และดำรงตำแหน่งเลขาธิการมูลนิธิมาจนถึงปัจจุบัน
3) สร้างนวัตกรรมในการพัฒนาการศึกษาไทย โดยโครงการพัฒนาผู้บริหารโรงเรียนในจังหวัดสมุทรปราการ โดยมูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ โรงเรียนบางหัวเสือบุญแจ่มเจียรนิล (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า สมุทรปราการ) และองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ
4) รางวัลนักทรัพยากรมนุษย์ดีเด่น ประจำปี 2550 จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
5) ได้รับเลือกให้เป็นประธานสภาที่ปรึกษาเพื่อพัฒนาแรงงานแห่งชาติ
3. ส่วนของท่านพารณที่ไปกระทบส่วนของ public sector คืออะไร
1) Competitive Advantage of Thailand
ดังที่ World Economic Forum ให้ความสำคัญกับคุณภาพด้านคน เป็นเครื่องชี้วัดความสามารถในการแข่งขันของแต่ละประเทศ ดังนั้น การที่แรงผลักดันในการสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้ของคุณพารณ ต่อสังคมไม่ว่าจะเป็นเมื่อครั้ง ดำรงตำแหน่งหัวเรือใหญ่ของเครือปูน หรือ แนวความคิดในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์แบบ Global Citizen ผ่าน Project Light House จะเป็นคุณภาพของทรัพยากรมนุษย์ในระดับจุลภาค ที่ส่งผลต่อความได้เปรียบเชิงการแข่งขันของประเทศซึ่งเป็นระดับมหภาค
2) การเพิ่มประสิทธิภาพการเพิ่มผลผลิต (Productivity Improvement)
แนวความคิดในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของคุณพารณ ไม่ได้อยู่ที่การวัดการศึกษา และการฝึกอบรมอย่างเดียว แต่จะดูว่าคนเหล่านั้นมีความสามารถในการเพิ่มผลผลิตหรือไม่ด้วย ซึ่งการลงทุนในด้านทรัพยากรมนุษย์ของคุณพารณไม่ได้ส่งผลต่อ GDP ของประเทศด้วยแรงงานราคาถูกและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ แต่เป็น productivity ที่มี driven force จากคุณภาพของทรัพยากรมนุษย์
3) จริยธรรมในการดำเนินชีวิต
ปรัชญาการทำงานของเครือปูน ที่เป็น corporate culture มีวิธีการสร้างคุณธรรมในการบริหารทรัพยากรมนุษย์ มีจริยธรรมในการดำเนินธุรกิจ เป็นต้นแบบของอุดมการณ์ในการทำธุรกิจแก่องค์กรอื่นๆ ว่าสามารถสร้างได้ ทำได้ และเป็นสื่อชี้ให้เห็นเป้าหมายของธุรกิจ ว่าคือ การจรรโลงคุณค่าของสังคมไทย
4. ข้อเสนอแนะ ถ้าจะทำหนังสือต่อเนื่องเป็นเล่มที่ 2 จะมีแนวทางไปทางใด แบบไหน
โดยส่วนตัวผมมีความสนใจทฤษฎี 3 วงกลมเป็นพิเศษ ซึ่งเป็นแนวคิดเพื่อการบริหารทรัพยากรมนุษย์ในยุคปัจจุบัน ที่เราจะต้องนำ Change Management ไปใช้ในการบริหารเมื่อบริบทเปลี่ยนไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการบริหารทรัพยากรมนุษย์ไม่ได้มองแค่ “คนภายใน” แต่ยังต้องมอง “คนภายนอก” ด้วยแล้ว จึงมีความท้าทายจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ต่าง ๆ ได้แก่
ซึ่งนับวันปฏิสัมพันธ์ของหน่วยงานข้างต้นกับองค์กร ยิ่งมากขึ้น และ บางครั้งความขัดแย้งมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงหรือการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญขององค์กรและของประเทศ ดังจะเห็นได้ว่า มีหลายครั้งที่นโยบายหรือโครงการสำคัญหลายอย่าง ต้องกลับไปทบทวนหรือถึงกับยกเลิกไปเลย
ในฐานะที่เป็น Change Agent ขององค์กร จึงอยากจะได้เห็นกรณีศึกษาทั้งจาก กรณีที่ล้มเหลว และ กรอบความคิดที่ทำให้โครงการหรือนโยบายประสบความสำเร็จไปได้ด้วยดี
นาย นันทวัธน์ จีราคม
นักศึกษาปริญญาเอก การจัดการ
มหาวิทยาลัยสยาม
สิ่งที่เหมือนกัน
ความสำเร็จในการพัฒนาและสร้างความสามารถในการแข่งขัน คือ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
สิ่งที่แตกต่างกันแต่อยู่บนเป้าหมายเดียวกัน
4 L’s คุณพารณ
4 L’s อ.จีระ
Village that Learn
หมู่บ้านแห่งการเรียนรู้
Learning Methodology
เข้าใจวิธีการเรียนรู้
School that Learn
โรงเรียนแห่งการเรียนรู้
Learning Environment
สร้างบรรยากาศในการเรียนรู้
Industry that Learn
อุตสาหกรรมแห่งการเรียนรู้
Learning Opportunities
สร้างโอกาสในการเรียนรู้
Nation that Learn
ชาติแห่งการเรียนรู้
Learning Communities
สร้างชุมชนการเรียนรู้
2. สิ่งที่เป็นความสำเร็จของคุณพารณ และอ.จีระ ที่วัดได้คืออะไร
คุณพารณ
1. การสนับสนุน และผลักดันให้เกิดโรงเรียนรูปแบบการเรียนรู้/การศึกษาแบบใหม่ คือโรงเรียนดรุณสิกขาลัย จังหวัดกรุงเทพมหานคร และโรงเรียนสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ แบบ Constructionism ซึ่งเป็นการเน้นการเรียนการสอนที่เน้นให้เด็กเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้ เน้นการปฏิบัติ การลงมือทำจริง ตามProject Light House
2. เป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งสถาบัน เพิ่มผลผลิตแห่งชาติ
3. รางวัลนักทรัพยากรมนุษย์ดีเด่นประจำปี 2550
อ.จีระ
1. ริเริ่มก่อตั้ง สถาบันทรัพยากรมนุษย์ ในปี 2523 รวมทั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันคนแรกและอยู่ในวาระถึง 4 สมัย
2. การพัฒนาในการศึกษานวัตกรรมใหม่ในโครงการการพัฒนาผู้บริหารโรงเรียนในจังหวัดสมุทรปราการ โดยมูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ โรงเรียนบางหัวเสือบุญแจ่มเจียรนิล และองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ ในการร่วมกันจัดหลักสูตรพัฒนาผู้บริหารระดับสูง 48 ชั่วโมง ให้แก่ผู้อำนวยการโรงเรียนต่างๆในจังหวัดสมุทรปราการ เนื่องจากการดำเนินโครงการดังกล่าว ปรสบความสำเร็จและได้รับการยอมรับจึงทำให้โรงเรียนบางหัวเสือบุญแจ่มเจียรนิล เปลี่ยนชื่อเป็น โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า สมุทรปราการและได้รับพระราชทานเป็นโรงเรียนดีเด่นขนาดกลาง
3. การจัดตั้ง มูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ
4. ประธาน Asean-EU Management Center ที่บูรไน ซึ่งอ.จีระ มีส่วนในก่อตั้ง
3. ส่วนของท่านพารณที่ไปกระทบส่วนของ Public Sector คืออะไร
การเพิ่มประสิทธิภาพการเพิ่มผลผลิต (Productivity Improvement) ซึ่งแนวคิดนี้มองด้านการเพิ่มผลผลิตในด้านการลงทุนทรัพยากรมนุษย์ โดยไม่เน้นที่แรงงานราคาถูกเพื่อตอบสนองตลาดของประเทศและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติของประเทศเป็นหลัก แต่เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการเพิ่มผลผลิตจากทรัพยากรมนุษย์เป็นหลัก และเนื่องจากประเทศไทยมีการเปลี่ยนรัฐบาลกันบ่อยจึงทำให้การดำเนินการ ด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการเพิ่มผลผลิตเป็นไปได้ช้ากับประเทศอื่นในโลก ดังนั้นหากต้องการพัฒนาชาติสามารถก้าวทันประเทศอื่น รัฐบาลควรหันมาสนใจการการเพิ่มผลผลิตให้มากและควรเป็นแบบยั่งยืน
4. ข้อเสนอแนะ ถ้าจะทำหนังสือต่อเนื่องเป็นเล่มที่ 2 จะมีแนวทางไปทางใด แบบไหน
จากการที่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ แล้วทำให้ได้เข้าใจวิธีการทำงาน การดำเนินชีวิตของ ท่านพารณและอ.จีระ ที่มุ่งมั่น ทุ่มเทที่จะดำเนินการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในทุกภาคส่วนในสังคมทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่เข้าไปมีส่วนร่วมอย่างจริงจังและเต็มความสามารถ ดังนั้นแล้วจึงอยากเห็นการดำเนินงานขององค์กร(ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน)ที่ท่านทั้ง 2 ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์หรือองค์กรที่มีความโดดเด่นในเรื่องทรัพยากรมนุษย์ เพื่อจักได้ศึกษาเป็นความรู้ต่อไป
นางสาวพรรณอร กิจพิทักษ์
นักศึกษาปริญญาเอก สาขาการจัดการ มหาวิทยาลัยสยาม
เรียน อาจารย์ ดรจิระ หงส์ลดารมภ์ ผ่านคุณจงกลกร(เอ้)ค่ะ การบ้านส่งทาง Blog ภายในวันศุกร์ที่ 6 ส.ค. 53 (20 คะแนน) รหัสนักศึกษา 5319202004 น.ส. ณชิตา บุญเนียมแตง Ph.d. in Management Program Siam University 1. หลักการของการมองเรื่องทรัพยากรมนุษย์ของ อ.จีระ กับ คุณพารณ มีอะไรเหมือนหรือต่างกัน ตอบ หลักการมองเรื่องทรัพยากรของทั้งสองท่านเป็นมีทั้งความเหมือนกันและแตกต่างกันในด้านที่เหมือนกันนั้นคือมองเรื่องคนว่ามีความสำคัญในมุมมองที่ว่าคนเป็นสมบัติที่มีค่าที่สุดขององค์กรและประสบการณ์ของท่านทั้งสองที่บุกน้ำลุยโคลนมานั้นเรียกว่าคุ้มเหนื่อยทั้งสองท่าน ด้านท่านอาจารย์ดร.จิระนั้นท่านลุยมาในสถาบันการศึกษาซึ่งโอกาสของท่านที่จะเผยแพร่ภายใต้เครือข่ายที่สามารถจะขับเคลื่อนด้วยพลังของท่านอาจารย์ได้มากขึ้น จึงทำให้ท่านเข้าใจในความเป็นคนทำงานทุกระดับชั้นโดยเฉพาะในวงการนักวิชาการไม่ค่อยจะยอมรับคนที่วัยวุฒิน้อยแต่คุณวุฒิมากซึ่งมักจะมีคำว่าอาวุโสมาเป็นอุปสรรคในการพัฒนาในหลายๆด้านดังตอนหนึ่งที่เขียนไว้ในหนังสือทรัพยากรมนุษย์พันธ์แท้ว่า “มันสะท้อนให้เห็นถึงวัฒนะธรรมองค์กรของธรรมศาสตร์ที่มักเปิดโอกาสให้คนที่มีศักยภาพ และให้โอกาสในการทำงานโดยไม่ได้ดูเรื่องอาวุโสซึ่งต้องถือว่าเป็นธรรมเนียมที่น่าชื่นชม” ส่วนในด้านของท่านพารณนั้นท่านลุยมาในส่วนของอุตสาหกรรมภาคเอกชนซึ่งในยุคสมัยของท่านคนไทยที่จะคิดริเริ่มอะไรใหม่ๆ ให้เป็นที่ยอมรับนั้นเป็นเรื่องยากแต่ท่านก็เข้ามาทางที่เรียกว่าคนทุกคนต้องการหมายถึงทุกระดับชนชั้นโดยเฉพาะอย่ายิ่งการมองเห็นว่าทุกคนจะมีความสุขเมื่อต้องทำงานได้อย่างไร นอกจากนี้ในด้านส่วนตัวของทั้งสองท่านจะคล้ายกันตรงที่เป็นผู้ใฝ่เรียนรู้ซึ่งเป็นกุญแจดอกสำคัญที่สามารถเปิดประตูสู่ความสำเร็จจนกระทั่งมีทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้เกิดขึ้นอีกจำนวนมากมาย มุมมองที่คล้ายกันอีกมุมคือการพัฒนาให้คนเป็น คนดีและคนเก่ง ได้นั้นต้องพัฒนาหลายๆด้านไปพร้อมกันซึ่งแต่ละด้านนั้นจะต้องมีการเรียนรู้เกิดขึ้นก่อน และต้องทันสมัยนำไปใช้ได้จริง การพัฒนาคนเป็นการลงทุน ที่ไม่ใช้ต้นทุน แต่เป็นกำไรเพราะคนเป็นทรัพยากรที่สามารถตลอดเวลา จะต้องเริ่มต้นที่การมีความร่วมมือกันสามารถทำงานเป็นทีม สร้างความผูกพันในทีมงานไปสู่องค์กรให้เกิดขึ้นเสียก่อนจึงจะนำไปสู่การเกิดความจงรักภักดีต่อองค์กร โดยจะต้องไม่เน้นว่าเงินเท่านั้นที่เป็นสิ่งจูงใจในการทำงาน แต่จะต้องคำนึงถึงความสุขที่จะได้รับจากการทำงานด้วย ในด้านที่แตกต่างกันของทั้งสองท่านนั้นก็ยังส่วนแตกต่างที่เป้าหมายเดียวกันคือทฤษฏี 4L’s ซึ่งเป็นทฤษฏีเกี่ยวกับการเรียนรู้ที่ปรากฏบนหนังสือทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้ดังนี้ (ตารางในหนังสือทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้ พิมพ์ครั้งที่ 5 หน้า 47 พิมพ์เป็น 4L’s พารณ ทั้งสองด้าน) 4L’s คุณพารณ 4L’s ดร.จิระ Village that Learn: หมู่บ้านแห่งการเรียนรู้ Learning Methodology: เข้าใจวิธีการเรียนรู้ School that Learn:โรงเรียนแห่งการเรียนรู้ Learning Environment:สร้างบรรยากาศในการเรียนรู้ Industry that Learn: อุตสาหกรรมแห่งการเรียนรู้ Learning Opportunities:สร้างโอกาสในการเรียนรู้ Nation that Learn: ชาติแห่งการเรียนรู้ Learning Communities: สร้างชุมชนการเรียนรู้ Global Citizen: สร้างคนในแบบ HR Architecture: พัฒนาในขนาด Macro Constructionism: การเรียนรู้แบบ ทฤษฎี 2R’s , ทฤษฎี 2 I’s, ทฤษฎี C&E 2. สิ่งที่เป็นความสำเร็จของ คุณพารณและ อ.จีระ ที่วัดได้คืออะไร ตอบ คุณพารณ – สนับสนุน และผลักดันให้เกิดโรงเรียนรูปแบบการเรียนรู้/การศึกษาแบบใหม่ ได้แก่ โรงเรียนดรุณสิกขาลัย จังหวัดกรุงเทพมหานคร และโรงเรียนสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ แบบ Constructionism ซึ่งเป็นการเน้นการเรียนการสอนที่เน้นให้เด็กเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้ เน้นการปฏิบัติ การลงมือทำจริง ตามProject Light House – เป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ – รางวัล APO National Award ประจำปี 2543 – รางวัลนักทรัพยากรมนุษย์ดีเด่นประจำปี 2550 ดร.จีระ – ริเริ่มก่อตั้ง สถาบันทรัพยากรมนุษย์ ในปี 2523 – ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันคนแรกและอยู่ในวาระถึง 4 สมัย – การพัฒนาในการศึกษานวัตกรรมใหม่ในโครงการการพัฒนาผู้บริหารโรงเรียนในจังหวัดสมุทรปราการโดยมูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศโรงเรียนบางหัวเสือบุญแจ่มเจียรนิล และองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ ในการร่วมกันจัดหลักสูตรพัฒนาผู้บริหารระดับสูง 48 ชั่วโมง ให้แก่ผู้อำนวยการโรงเรียนต่างๆในจังหวัดสมุทรปราการ เนื่องจากการดำเนินโครงการดังกล่าว ประสบความสำเร็จและได้รับการยอมรับจึงทำให้โรงเรียนบางหัวเสือบุญแจ่มเจียร นิล เปลี่ยนชื่อเป็น โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า สมุทรปราการและได้รับพระราชทานเป็นโรงเรียนดีเด่นขนาดกลาง – จัดตั้ง “มูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ” และดำรงตำแหน่งเลขาธิการมูลนิธิมาจนถึงปัจจุบัน – ได้รับเลือกให้เป็นประธานสภาที่ปรึกษาเพื่อพัฒนาแรงงานแห่งชาติ – รางวัลนักทรัพยากรมนุษย์ดีเด่น ประจำปี 2550 จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 3. ส่วนของท่านพารณที่ไปกระทบส่วนของ public sector คืออะไร ตอบ – เรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพการเพิ่มผลผลิต (Productivity Improvement) คุณพารณมองการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ว่าไม่ได้อยู่ที่ระดับทางการศึกษา ไม่เน้นที่แรงงานราคาถูกเพื่อตอบสนองตลาดของประเทศและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ แต่เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการเพิ่มผลผลิตจากทรัพยากรมนุษย์ – ความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (Competitive Advantage of Thailand) มุมมองในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์แบบ Global Citizen ผ่าน Project Light House จะเป็นคุณภาพของทรัพยากรมนุษย์ในระดับจุลภาค ที่ส่งผลต่อความได้เปรียบเชิงการแข่งขันของประเทศซึ่งเป็นระดับมหภาค – การสร้างบรรยากาศในการทำงานอย่างมีจริยธรรมเป็นวัฒนธรรมองค์กรที่มีการปลูกสร้างจิตสำนึกด้านคุณธรรมในองค์กรเป็นแบบอย่างที่ดีที่สื่อให้เห็นว่าการดำเนินธุรกิจนั้นมิได้มุ่งหวังเพียงผลกำไรที่จะได้รับจากสังคมเท่านั้นแต่มีการคืนกำไรสู่สังคมด้วยการเริ่มต้นจากการคืนกำไรให้คนในองค์กรสู่ชุมชน 4. ข้อเสนอแนะ ถ้าจะทำหนังสือต่อเนื่องเป็นเล่มที่ 2 จะมีแนวทางไปทางใด แบบไหน ตอบ “ทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้” เป็นหนังสือที่มีคุณค่าทั้งด้านการได้รับความรู้ และประสบการณ์จากผู้มีประสบการณ์ตรงมาเล่าสู่กันฟัง และด้านการนำทฤษฏีต่างๆ มาประยุกต์ใช้ในการเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพและคุณค่าต่อไป ดังนั้นภาค 2 นั้น ควรนำความรู้และประสบการณ์นี้มาหาวิธีการที่อาจไม่ใช่สูตรสำเร็จ(ตามที่อาจารย์ดร.จิระเขียนไว้ในหนังสือ) มาทำให้ขยายวงกว้างมากขึ้น และอาจเน้นกลุ่มเป้าหมายลงสู่ระดับล่างมากขึ้นเพื่อให้เกิดความเข้าใจในการปฏิบัติเป็นทรัพยากรตามที่ผู้บริหารทรัพยากรมนุษย์ต้องการจะพัฒนาได้ง่ายขึ้น โดยส่วนตัวแล้วเห็นความมีคุณค่าที่สามารถแยกมาบูรณาการใช้กับทุกเรื่องเพราะเริ่มต้นจากการเรียนรู้ โดยเฉพาะอย่างในวงการการศึกษาของไทย และเชื่อมั่นว่าคนเป็นทรัพยากรที่มีค่ามากที่สุดที่จะสามารถพัฒนาและเพิ่มมูลค่าได้และดีที่สุดของประเทศ. ************************
เเรียน อาจารย์ ดรจิระ หงส์ลดารมภ์ ผ่านคุณจงกลกร(เอ้)ค่ะ
การบ้านส่งทาง Blog ภายในวันศุกร์ที่ 6 ส.ค. 53 (20 คะแนน)
รหัสนักศึกษา 5319202004 น.ส. ณชิตา บุญเนียมแตง Ph.d. in Management Program Siam University
1. หลักการของการมองเรื่องทรัพยากรมนุษย์ของ อ.จีระ กับ คุณพารณ มีอะไรเหมือนหรือต่างกัน
ตอบ หลักการมองเรื่องทรัพยากรของทั้งสองท่านเป็นมีทั้งความเหมือนกันและแตกต่างกันในด้านที่เหมือนกันนั้นคือมองเรื่องคนว่ามีความสำคัญในมุมมองที่ว่าคนเป็นสมบัติที่มีค่าที่สุดขององค์กรและประสบการณ์ของท่านทั้งสองที่บุกน้ำลุยโคลนมานั้นเรียกว่าคุ้มเหนื่อยทั้งสองท่าน ด้านท่านอาจารย์ดร.จิระนั้นท่านลุยมาในสถาบันการศึกษาซึ่งโอกาสของท่านที่จะเผยแพร่ภายใต้เครือข่ายที่สามารถจะขับเคลื่อนด้วยพลังของท่านอาจารย์ได้มากขึ้น จึงทำให้ท่านเข้าใจในความเป็นคนทำงานทุกระดับชั้นโดยเฉพาะในวงการนักวิชาการไม่ค่อยจะยอมรับคนที่วัยวุฒิน้อยแต่คุณวุฒิมากซึ่งมักจะมีคำว่าอาวุโสมาเป็นอุปสรรคในการพัฒนาในหลายๆด้านดังตอนหนึ่งที่เขียนไว้ในหนังสือทรัพยากรมนุษย์พันธ์แท้ว่า “มันสะท้อนให้เห็นถึงวัฒนะธรรมองค์กรของธรรมศาสตร์ที่มักเปิดโอกาสให้คนที่มีศักยภาพ และให้โอกาสในการทำงานโดยไม่ได้ดูเรื่องอาวุโสซึ่งต้องถือว่าเป็นธรรมเนียมที่น่าชื่นชม” ส่วนในด้านของท่านพารณนั้นท่านลุยมาในส่วนของอุตสาหกรรมภาคเอกชนซึ่งในยุคสมัยของท่านคนไทยที่จะคิดริเริ่มอะไรใหม่ๆ ให้เป็นที่ยอมรับนั้นเป็นเรื่องยากแต่ท่านก็เข้ามาทางที่เรียกว่าคนทุกคนต้องการหมายถึงทุกระดับชนชั้นโดยเฉพาะอย่ายิ่งการมองเห็นว่าทุกคนจะมีความสุขเมื่อต้องทำงานได้อย่างไร นอกจากนี้ในด้านส่วนตัวของทั้งสองท่านจะคล้ายกันตรงที่เป็นผู้ใฝ่เรียนรู้ซึ่งเป็นกุญแจดอกสำคัญที่สามารถเปิดประตูสู่ความสำเร็จจนกระทั่งมีทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้เกิดขึ้นอีกจำนวนมากมาย
มุมมองที่คล้ายกันอีกมุมคือการพัฒนาให้คนเป็น คนดีและคนเก่ง ได้นั้นต้องพัฒนาหลายๆด้านไปพร้อมกันซึ่งแต่ละด้านนั้นจะต้องมีการเรียนรู้เกิดขึ้นก่อน และต้องทันสมัยนำไปใช้ได้จริง การพัฒนาคนเป็นการลงทุน ที่ไม่ใช้ต้นทุน แต่เป็นกำไรเพราะคนเป็นทรัพยากรที่สามารถตลอดเวลา จะต้องเริ่มต้นที่การมีความร่วมมือกันสามารถทำงานเป็นทีม สร้างความผูกพันในทีมงานไปสู่องค์กรให้เกิดขึ้นเสียก่อนจึงจะนำไปสู่การเกิดความจงรักภักดีต่อองค์กร โดยจะต้องไม่เน้นว่าเงินเท่านั้นที่เป็นสิ่งจูงใจในการทำงาน แต่จะต้องคำนึงถึงความสุขที่จะได้รับจากการทำงานด้วย
ในด้านที่แตกต่างกันของทั้งสองท่านนั้นก็ยังส่วนแตกต่างที่เป้าหมายเดียวกันคือทฤษฏี 4L’s ซึ่งเป็นทฤษฏีเกี่ยวกับการเรียนรู้ที่ปรากฏบนหนังสือทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้ดังนี้
(ตารางในหนังสือทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้ พิมพ์ครั้งที่ 5 หน้า 47 พิมพ์เป็น 4L’s พารณ ทั้งสองด้าน)
4L’s คุณพารณ 4L’s ดร.จิระ
Village that Learn: หมู่บ้านแห่งการเรียนรู้ Learning Methodology: เข้าใจวิธีการเรียนรู้
School that Learn:โรงเรียนแห่งการเรียนรู้ Learning Environment:สร้างบรรยากาศในการเรียนรู้
Industry that Learn: อุตสาหกรรมแห่งการเรียนรู้ Learning Opportunities:สร้างโอกาสในการเรียนรู้
Nation that Learn: ชาติแห่งการเรียนรู้ Learning Communities: สร้างชุมชนการเรียนรู้
Global Citizen: สร้างคนในแบบ HR Architecture: พัฒนาในขนาด Macro
Constructionism: การเรียนรู้แบบ ทฤษฎี 2R’s , ทฤษฎี 2 I’s, ทฤษฎี C&E
2. สิ่งที่เป็นความสำเร็จของ คุณพารณและ อ.จีระ ที่วัดได้คืออะไร
ตอบ
คุณพารณ
– สนับสนุน และผลักดันให้เกิดโรงเรียนรูปแบบการเรียนรู้/การศึกษาแบบใหม่ ได้แก่
โรงเรียนดรุณสิกขาลัย จังหวัดกรุงเทพมหานคร และโรงเรียนสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่
โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ แบบ Constructionism ซึ่งเป็นการเน้นการเรียนการสอนที่เน้นให้เด็กเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้ เน้นการปฏิบัติ การลงมือทำจริง ตามProject Light House
– เป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ
– รางวัล APO National Award ประจำปี 2543
– รางวัลนักทรัพยากรมนุษย์ดีเด่นประจำปี 2550
ดร.จีระ
– ริเริ่มก่อตั้ง สถาบันทรัพยากรมนุษย์ ในปี 2523
– ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันคนแรกและอยู่ในวาระถึง 4 สมัย
– การพัฒนาในการศึกษานวัตกรรมใหม่ในโครงการการพัฒนาผู้บริหารโรงเรียนในจังหวัดสมุทรปราการโดยมูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศโรงเรียนบางหัวเสือบุญแจ่มเจียรนิล และองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ ในการร่วมกันจัดหลักสูตรพัฒนาผู้บริหารระดับสูง 48 ชั่วโมง ให้แก่ผู้อำนวยการโรงเรียนต่างๆในจังหวัดสมุทรปราการ เนื่องจากการดำเนินโครงการดังกล่าว ประสบความสำเร็จและได้รับการยอมรับจึงทำให้โรงเรียนบางหัวเสือบุญแจ่มเจียร นิล เปลี่ยนชื่อเป็น โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า สมุทรปราการและได้รับพระราชทานเป็นโรงเรียนดีเด่นขนาดกลาง
– จัดตั้ง “มูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ” และดำรงตำแหน่งเลขาธิการมูลนิธิมาจนถึงปัจจุบัน
– ได้รับเลือกให้เป็นประธานสภาที่ปรึกษาเพื่อพัฒนาแรงงานแห่งชาติ
– รางวัลนักทรัพยากรมนุษย์ดีเด่น ประจำปี 2550 จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
3. ส่วนของท่านพารณที่ไปกระทบส่วนของ public sector คืออะไร
ตอบ
– เรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพการเพิ่มผลผลิต (Productivity Improvement) คุณพารณมองการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ว่าไม่ได้อยู่ที่ระดับทางการศึกษา ไม่เน้นที่แรงงานราคาถูกเพื่อตอบสนองตลาดของประเทศและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ แต่เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการเพิ่มผลผลิตจากทรัพยากรมนุษย์
– ความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (Competitive Advantage of Thailand) มุมมองในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์แบบ Global Citizen ผ่าน Project Light House จะเป็นคุณภาพของทรัพยากรมนุษย์ในระดับจุลภาค ที่ส่งผลต่อความได้เปรียบเชิงการแข่งขันของประเทศซึ่งเป็นระดับมหภาค
– การสร้างบรรยากาศในการทำงานอย่างมีจริยธรรมเป็นวัฒนธรรมองค์กรที่มีการปลูกสร้างจิตสำนึกด้านคุณธรรมในองค์กรเป็นแบบอย่างที่ดีที่สื่อให้เห็นว่าการดำเนินธุรกิจนั้นมิได้มุ่งหวังเพียงผลกำไรที่จะได้รับจากสังคมเท่านั้นแต่มีการคืนกำไรสู่สังคมด้วยการเริ่มต้นจากการคืนกำไรให้คนในองค์กรสู่ชุมชน
4. ข้อเสนอแนะ ถ้าจะทำหนังสือต่อเนื่องเป็นเล่มที่ 2 จะมีแนวทางไปทางใด แบบไหน
ตอบ “ทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้” เป็นหนังสือที่มีคุณค่าทั้งด้านการได้รับความรู้ และประสบการณ์จากผู้มีประสบการณ์ตรงมาเล่าสู่กันฟัง และด้านการนำทฤษฏีต่างๆ มาประยุกต์ใช้ในการเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพและคุณค่าต่อไป ดังนั้นภาค 2 นั้น ควรนำความรู้และประสบการณ์นี้มาหาวิธีการที่อาจไม่ใช่สูตรสำเร็จ(ตามที่อาจารย์ดร.จิระเขียนไว้ในหนังสือ) มาทำให้ขยายวงกว้างมากขึ้น และอาจเน้นกลุ่มเป้าหมายลงสู่ระดับล่างมากขึ้นเพื่อให้เกิดความเข้าใจในการปฏิบัติเป็นทรัพยากรตามที่ผู้บริหารทรัพยากรมนุษย์ต้องการจะพัฒนาได้ง่ายขึ้น โดยส่วนตัวแล้วเห็นความมีคุณค่าที่สามารถแยกมาบูรณาการใช้กับทุกเรื่องเพราะเริ่มต้นจากการเรียนรู้ โดยเฉพาะอย่างในวงการการศึกษาของไทย และเชื่อมั่นว่าคนเป็นทรัพยากรที่มีค่ามากที่สุดที่จะสามารถพัฒนาและเพิ่มมูลค่าได้และดีที่สุดของประเทศ.
************************
1.หลักการของการมองเรื่องทรัพยากรมนุษย์ของ อ.จีระ กับ คุณพารณ มีอะไรเหมือนหรือต่างกัน
สิ่งที่เหมือนกัน คือ
ทั้งสองท่านมีพื้นภูมิหลังที่มีบริบทชีวิตที่คล้ายคลึงกัน เช่น ทั้งสองกำเนิดมาในชนชั้นปกครองของสังคมเหมือน ๆ กัน คุณพารณ ฯ เป็นบุตรชายคนโตในจำนวนพี่น้องทั้งหมด 3 คน ของพระยาอิศรพงศ์พิพัฒน์กับหม่อมหลวงสำลี(ราชสกุลเดิมกุญชร) ในขณะที่ ศ.ดร.จีระเป็นบุตรชายคนกลางในจำนวนพี่น้อง 4 คนของสุนทรหงส์ลดารมภ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและท่านหญิงลำเจียก จากภูมิหลังของทั้งสองที่คล้ายคลึงกันนี่เอง จึงทำให้มีพัฒนาการการเป็นอยู่ มีวินัยในการใช้ชีวิตทั้งในด้านครอบครัวและสังคมการงาน และประสบการณ์จากการอยู่รวมกับคนหมู่มากหลายระดับชั้น ทำให้รู้จักการใช้ชีวิตร่วมกับคนโดยมาก ถ้าจะอนุโลมตามหลักธรรมทางพุทธศาสนา ก็เชื่อได้ว่าท่านทั้งสองใช้หลักธรรมเรื่องทิศ ๖ มาประยุกต์ใช้ได้อย่างลงตัว และยังมีประเด็นปลีกย่อยที่ท่านทั้งสอง มีลักษณะเหมือนหรือคล้ายคลึงกันได้เป็นข้อ ๆ ดังนี้
1.1 มีความมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จ (Focus) เป้าหมายเดียวกัน
1.2 ท่านทั้งสองมีความมุ่งมั่นเน้นสร้าง Value added ให้กับคน กระตุ้นให้เกิดพลังสร้างประโยชน์ให้กับองค์กรและประเทศชาติ
1.3 Wisdom สั่งสมประสบการณ์มาเป็นเวลานาน วิเคราะห์เชื่อมโยงองค์ความรู้และศาสตร์รอบทิศทาง 360
1.4 ท่านทั้งสองมีความมุ่งมั่นอย่างจริงจังในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เหมือนกัน
1.5 ท่านทั้งสองมีโลกทัศน์กว้างไกล มีแนวคิดเทียบเท่านักคิดระดับโลก มีประสบการณ์จากนานาชาติ และนำมาประยุกต์ใช้พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ขององค์กรในประเทศไทยอย่างจริงจัง
1.6 ท่านทั้งสองมีบุคลิกของความเป็น "ผู้ใหญ่"ที่น่านับถือ คือพร้อมที่จะ ให้ความรู้ จริงจัง และมีความสุขที่จะถ่ายทอดความรู้ให้แก่ลูกศิษย์ มีคนเคารพนับถือท่านมาก มีธรรมะประจำตัว รักษาขนบประเพณีสืบทอดมาจากคุณพ่อ คุณแม่มา พ่อแม่ดีลูกก็ดีตาม มีเมตตาเอาใจใส่ต่อลูกน้อง ที่สำคัญที่สุดทั้งสองท่านรู้คุณคน แล้วตอบแทนคุณต่อประเทศชาติ เป็นคนตรงไม่เดินตามนักการเมือง
1.7 มียุทธศาสตร์ของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และสร้างความสามารถในการแข่งขันสู่ระดับโลกมี่มีเป้าหมายเหมือนกัน > Global Citizen > จะต้องมี Global Knowledge
1.8 กำหนด Vision การลงทุนให้เกิด Competencies มีคุณสมบัติสำหรับการก้าวสู่ระดับโลก ด้วย ความคล่องแคล่วในภาษาไทย ภาษาอังกฤษ, เทคโนโลยี, คุณธรรม
1.9 ส่งเสริมให้เกิดบรรยากาศที่เหมาะสมต่อการเรียนรู้ สร้างและพัฒนาทั้ง “คนดีและคนเก่ง” มีทั้ง IQ, EQ, AQ, TQ, MQ ซึ่ง วัดได้ด้วย Capability และ Acceptability
1.10 มองทรัพยากรมนุษย์ คือ มูลค่าเพิ่มในระยะยาวไม่ใช่ต้นทุน เป็น strategic resource มีความเชื่อและศรัทธาในเรื่องคน Participation Management ที่ใช้ความร่วมมือ ร่วมใจจากทุกคนในองค์กร
สิ่งที่แตกต่างกัน คือ
ทั้งสองท่าน มีการวิถีในการทำงานในแนวคล้ายกัน แต่สวนทางกัน กล่าวคือ ท่านพารณ เริ่มต้นทำงานในสายตรวจสอบในบริษัทเครือซีเมนต์ไทย จนเป็นประธานกรรมการและกรรมการในเครือซีเมนต์ไทยอีกกว่า 40 แห่ง ทั้งยังเป็นซีอีโอคนแรกที่ได้รับการต่ออายุติดต่อกันถึง 5 ปีถึงเกษียณอายุในปี 2535 ท่านไม่เคยคิดมาก่อนว่า วิศวกรอย่างท่านจะก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้บริหารครั้งแรกในชีวิต ด้วยตำแหน่งหน้าที่ที่ต้องดูแลชีวิตคนนับพันชีวิตจนถึงเกษียณอายุทำงาน ทำให้ท่านเชื่อว่า องค์กรจะดีเพราะมีคนเก่งและดี องค์กรจะแย่ก็เพราะคนไม่เก่ง และคนไม่ดี จึงมีความคิดว่า คนเป็นสมบัติที่มีค่าที่สุดขององค์กร ฉะนั้น ในบั้นท้ายของชีวิตท่านจึงทุ่มเทให้กับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์โดยมุ่งไปที่เยาวชนของชาติ
ส่วน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ เป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เมื่อปี 2513 แล้วเกษียณตัวเอง จากการเป็นอาจารย์สอนก่อนกำหนด แล้วออกมามุ่งมาตรกับการสร้างอาณาจักรแห่งการเรียนรู้ขึ้น อย่างไม่ยึดติดรูปแบบ นอกเหนือจากงานในตำแหน่งเลขาธิการมูลนิธิทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศแล้ว ซึ่งถือว่าเป็นการรับใช้ชาติในเวทีใหญ่ ท่านยังได้รับเกียรติจากองค์กรภาครัฐและเอกชนชี้แนะและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์แทบไม่เว้นแต่ละวัน
ทั้งสองท่านมีเป้าหมายเดียวกัน แต่ต่างกันที่รายละเอียดของกรอบความคิด ดังนี้
4 L’s คุณพารณ
4 L’s อ.จีระ
Village that Learn
หมู่บ้านแห่งการเรียนรู้
Learning Methodology
เข้าใจวิธีการเรียนรู้
School that Learn
โรงเรียนแห่งการเรียนรู้
Learning Environment
สร้างบรรยากาศในการเรียนรู้
Industry that Learn
อุตสาหกรรมแห่งการเรียนรู้
Learning Opportunities
สร้างโอกาสในการเรียนรู้
Nation that Learn
ชาติแห่งการเรียนรู้
Learning Communities
สร้างชุมชนการเรียนรู้
สร้างคนในแบบ Global Citizen
HR Architecture
เทคโนโลยีทางการศึกษา การเรียนรู้แบบ Constructionism
ทฤษฎี 2R’s , ทฤษฎี 2 I’s, ทฤษฎี C&E
2. สิ่งที่เป็นความสำเร็จของ คุณพารณ และ อ.จีระ ที่วัดได้คืออะไร
ทั้งสองท่านนับว่าเป็นผู้ที่มีความสำเร็จในการดึงเอาศักยภาพของความเป็นมนุษย์ซึ่งจัดว่าเป็นทรัพยากรอันมีค่าที่สุด ในการพัฒนาองค์กรหรือสังคมโดยส่วนรวมเพื่อความอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขและนำพาสังคมมนุษย์ให้เจริญก้าวหน้าอย่างถูกต้อง และถูกทาง ดังกล่าวถึงความสำเร็จของแต่ละท่านดังนี้
คุณพารณ ท่านมี
1) พัฒนาศักยภาพของตัวเอง ให้เป็นผู้นำที่ดี มีคุณธรรม มองเห็นมนุษย์เป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุด รู้จักการใช้คนให้เหมาะกับงาน ซึ่งท่านได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมประเพณีอันงามที่สืบทอดมาจากครอบครัว ซึ่งเป็นชาวพุทธดำเนินชีวิตตามปรัชญาของพระพุทธเจ้า
2) พัฒนาองค์กรที่เข้าไปทำงานให้เจริญทัดเทียมชาติตะวันตก โดยขึ้นเป็นเป็นประธานกรรมการและกรรมการในเครือซีเมนต์ไทยอีกกว่า 40 แห่ง ทั้งยังเป็นซีอีโอคนแรกที่ได้รับการต่ออายุติดต่อกันถึง 5 ปีถึงเกษียณอายุในปี 2535
3) เป็นผู้บริหารที่วางระบบเรื่องการพัฒนาบุคลากร ภายใต้แนวคิด การพัฒนาบุคคลากรเป็นการลงทุน (Investment) ของบริษัท ที่ไม่ใช่ต้นทุน(Cost) แต่คนเป็นทรัพยากรที่มีความสำคัญที่สุด ที่ต้องมีการเอาใจใส่ดูแล หมั่นพัฒนาให้เพิ่มพูนความรู้ความสามารถอยู่ตลอดเวลา
4) สร้างและพัฒนาเทคโนโลยีการศึกษา Global Citizen ให้มีกระบวนการเรียนรู้แบบ
Constructionism ที่ให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ โดยเป็นผู้สนับสนุนในการผลักดันให้เกิดโรงเรียนในรูปแบบการศึกษาใหม่ ตาม Project Light House นี้คือ โรงเรียนดรุณสิกขาลัย จังหวัดกรุงเทพฯ และโรงเรียนบ้านสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีการปรับเปลี่ยนการเรียนการสอนจากแบบที่มีครูผู้สอนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ เป็น Child Center โดยให้ผู้เรียน เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ เน้นเรียนรู้จากการลงมือทำ ปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง
5) เป็นผู้ริเริ่มก่อตั้ง “สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ”
6) ได้รางวัล APO National Award ประจำปี 2543
อ. จีระ หงส์ลดารมภ์ ท่าน
1) มองเห็นศักยภาพของตนเองว่าสามารถพัฒนาได้มากกว่าที่เป็นอยู่จากแนวคิดนอกกรอบของท่านที่ได้รับอิทธิพลของประสบการณ์การเรียนรู้ของท่านจากต่างประเทศมาประยุกต์ ใช้กับสังคมไทยได้อย่างลงตัว โดยเกษียณตัวเองจากอาจารย์ประจำที่มหาวิทยาลัยแล้วมาสร้างอาณาจักรแห่งการเรียนรู้ขึ้นอย่างไม่ยึดติดรูปแบบ
2) ก่อตั้ง “สถาบันทรัพยากรมนุษย์” ปี 2523 และดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันคนแรกและอยู่ในวาระต่อๆ มาต่อเนื่องรวม 4 สมัย
3) จัดตั้ง “มูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ” และดำรงตำแหน่งเลขาธิการมูลนิธิมาจนถึงปัจจุบัน
4) สร้างนวัตกรรมในการพัฒนาการศึกษาไทย โดยโครงการพัฒนาผู้บริหารโรงเรียนในจังหวัดสมุทรปราการ โดยมูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ โรงเรียนบางหัวเสือบุญแจ่มเจียรนิล (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า สมุทรปราการ) และองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ
5) พัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนของโรงเรียน เน้นการมีงานทำ คือให้นักเรียนในระดับ
มัธยมปลายได้เรียนรู้เรื่องธุรกิจและการจ้างงาน เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงาน
6) ได้รับรางวัลนักทรัพยากรมนุษย์ดีเด่น ประจำปี 2550 จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
6) ได้รับเลือกให้เป็นประธานสภาที่ปรึกษาเพื่อพัฒนาแรงงานแห่งชาติ และอื่นๆอีกมากมาย
3. ส่วนของท่านพารณที่ไปกระทบส่วนของ public sector คืออะไร
คุณพารณ เข้ามาทำงานที่เครือซีเมนต์ไทยในยุคแรกกรรมการผู้จัดการใหญ่ยังเป็นชาวต่างชาติ ท่านพัฒนาการทำงานของคนไทยโดยตนเองเข้าไปทำงานแทนตำแหน่งของชาวต่างชาติเหล่านั้น แล้วดึงคนไทยที่มีการศึกษาสูงในสมัยนั้นเข้ามาทำงานแทนตนเอง แนวคิดการทำงานของท่านที่ว่าคนเป็นสมบัติที่มีค่าที่สุดขององค์กรทำให้ท่านมองเห็นคุณค่าของมนุษย์ทุกคนขึ้นอยู่ที่ว่ารู้จักแนะนำให้เรียนรู้งาน หรือเปิดโอกาสให้เขาเหล่านั้นทำงานหรือไม่ต่างหาก และอีกอย่างหนึ่งท่านมุ่งให้คนเก่งและดีไปพร้อมๆ กัน สอนให้คนรู้จักคิดเป็นไม่ใช่ให้ทำตามอย่างเดียว เมื่อเป็นอย่างนี้ จึงทำให้บริษัทของคนไทยไม่จำเป็นต้องจ้างแรงงานของชาติตะวันตกที่ต้องจ้างด้วยราคาแพงให้มีสวัสดิการให้อย่างมากซึ่งเป็นการสิ้นเปลือง และการบริหารจัดการบุคคลากรของคุณพารณ ไม่ได้ใช้แรงจูงใจด้านค่าแรงที่สูงให้สมกับความรู้ความสามารถอย่างเดียวแต่ยังคำนึงถึงการอยู่ร่วมกันเป็นสังคมหมู่ใหญ่แบบครอบครัวไทยด้วย
- การเพิ่มประสิทธิภาพการเพิ่มผลผลิต (Productivity Improvement)
แนวความคิดในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของคุณพารณ ไม่ได้อยู่ที่การวัดการศึกษา และการฝึกอบรมอย่างเดียว แต่จะดูว่าคนเหล่านั้นมีความสามารถในการเพิ่มผลผลิตหรือไม่ด้วย ซึ่งการลงทุนในด้านทรัพยากรมนุษย์ของคุณพารณไม่ได้ส่งผลต่อ GDP ของประเทศด้วยแรงงานราคาถูกและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ แต่เป็น productivity ที่มี driven force จากคุณภาพของทรัพยากรมนุษย์
- ในทางตรงกันข้ามบริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในภาครัฐหรือภาคเอกชนในไทยก็ต้องมีการเรียนรู้
ระบบบริหารแบบไทย ๆ เช่นกัน จะยึดเอาแบบตะวันตกอย่างเดียวไม่ได้ ถ้าทำเช่นนั้นองค์กรจะไปไม่รอด ต้องคำนึงถึงว่าคนไม่ใช่เครื่องจักร คนทำงานกับคนต้องคุยกันได้ทุกระดับชั้น มีวัฒนธรรมแบบไทย ๆ ในการทำงานมีบรรยากาศร่มเย็นให้กับองค์กร
- ตลอดชีวิตการทำงานของคุณพารณล้วนมีการเพิ่มผลผลิตเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าเขาจะอยู่ในบทบาทหรือสถานภาพใด เขาได้ทุ่มเทสร้างความรู้ความเข้าใจให้ทั้งภาครัฐและเอกชนว่า การเพิ่มผลผลิตคือกุญแจสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของทุกกิจการในเมืองไทย
- จริยธรรมในการดำเนินชีวิต ปรัชญาการทำงานของเครือปูน ที่เป็น corporate culture มี วิธีการสร้างคุณธรรมในการบริหารทรัพยากรมนุษย์ มีจริยธรรมในการดำเนินธุรกิจ เป็นต้นแบบของอุดมการณ์ในการทำธุรกิจแก่องค์กรอื่นๆ ว่าสามารถสร้างได้ ทำได้ และเป็นสื่อชี้ให้เห็นเป้าหมายของธุรกิจ ว่าคือ การจรรโลงคุณค่าของสังคมไทย สืบต่อไป
4. ข้อเสนอแนะ ถ้าจะทำหนังสือต่อเนื่องเป็นเล่มที่ 2 จะมีแนวทางไปทางใด แบบไหน
จากการได้อ่านหนังสือ ทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้ โดยยกแนวคิดเรื่องมนุษย์เป็นทรัพยากรหรือสมบัติที่มีค่าที่สุดขององค์กร ทั้งสองท่านคือคุณพารณ และ อ.จีระแม้จะมีวิถีการทำงานที่ดูเหมือนจะสลับกันแต่แนวคิดในการพัฒนาคนคล้ายคลึงกัน นั่นคือทุกองค์กรต้องการคนที่เก่งและดีเพื่อเพิ่มผลผลิตขององค์กรให้มากขึ้นในการแข่งกันด้านเศรษฐกิจในระบบทุนนิยม แต่ก็ต้องคำนึงถึงวัฒนธรรมประเพณีแบบไทย ๆ ด้วย การนำหลักการแบบตะวันตกมาใช้จึงต้องประยุกต์ให้เข้ากับสังคมไทย
คุณพารณ ได้จัดตั้งผลักดันให้เกิดโรงเรียนในรูปแบบการศึกษาใหม่ ตาม Project Light House นี้คือ โรงเรียนดรุณสิกขาลัย จังหวัดกรุงเทพฯ และโรงเรียนบ้านสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีการปรับเปลี่ยนการเรียนการสอนจากแบบที่มีครูผู้สอนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ เป็น Child Center โดยให้ผู้เรียน เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ เน้นเรียนรู้จากการลงมือทำ ปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง อ.จีระได้ พัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนของโรงเรียน เน้นการมีงานทำ คือให้นักเรียนในระดับ มัธยมปลายได้เรียนรู้เรื่องธุรกิจและการจ้างงาน เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงาน
อาตมาคิดว่า ถ้าจะทำหนังสือต่อเนื่องเป็นเล่มที่ 2 ควรจะนำแนวคิดของทั้งสองท่านไปต่อยอดเรื่องของการศึกษาของคนในชาติโดยเฉพาะเยาวชนซึ่งนับว่าเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีค่าของชาติให้มีการพัฒนาอย่างเป็นระบบตามแนวคิดของทั้งสองท่านมาประยุกต์รวมกันแล้วเขียนเป็นแผนพัฒนาเข้าสู่วาระเสนอภาครัฐต่อไป ซึ่งแผนพัฒนานั้นทรัพยากรมนุษย์ต้องเชื่อมโยงกับเป้าหมายขององค์กร ดังตารางต่อไปนี้
คน
องค์กร
ผลประกอบการเป็นเลิศ
ปัจเจกบุคคล
นโยบายของรัฐ
ความสุขของพนักงาน
ความหลากหลายของคน
Vision ขององค์กร
ความพอใจของลูกค้า
ทุนมนุษย์
สร้าง Competency เพิ่ม
ROI ต่อทรัพย์สิน
ทักษะ ทัศนคติความรู้
กฎระเบียบ
Productivity ที่เพิ่ม
ความสุขและความพอใจในการทำงาน
วัฒนธรรมองค์กร
คุณภาพที่ดี
เป้าหมายในการทำงาน
องค์กรต้อง Lean&Mean
ยั่งยืน/สมดุล
8K, 5K มีหรือยัง
แรงจูงใจ
ความสมดุลของชีวิต งาน/ครอบครัว
คุณธรรมจริยธรรม
CSR
Core Value
จิตสาธารณะ
การทำงานร่วมกัน
รางวัลที่ได้รับ
เชื่อว่าถ้าทำได้อย่างที่กล่าว จะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อคนในองค์กร และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เป็นการลงทุน ที่ไม่ใช้ต้นทุน แต่มองว่ามนุษย์เป็นทรัพยากรที่สำคัญ และต้องมีการดูแลเอาใจใส่ หมั่นพัฒนา เพิ่มพูนความรู้ความสามารถตลอดเวลา รวมทั้งต้องเป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืนสืบต่อไป
พระมหาเฉลิมชัย ศรีเมือง
นักศึกษาปริญญาเอก การจัดการ
มหาวิทยาลัยสยาม