1.หลักการของการมองเรื่องทรัพยากรมนุษย์ของ อ.จีระ กับ คุณพารณ มีอะไรเหมือนหรือต่างกัน
สิ่งที่เหมือนกัน คือ
ทั้งสองท่านมีพื้นภูมิหลังที่มีบริบทชีวิตที่คล้ายคลึงกัน เช่น ทั้งสองกำเนิดมาในชนชั้นปกครองของสังคมเหมือน ๆ กัน คุณพารณ ฯ เป็นบุตรชายคนโตในจำนวนพี่น้องทั้งหมด 3 คน ของพระยาอิศรพงศ์พิพัฒน์กับหม่อมหลวงสำลี(ราชสกุลเดิมกุญชร) ในขณะที่ ศ.ดร.จีระเป็นบุตรชายคนกลางในจำนวนพี่น้อง 4 คนของสุนทรหงส์ลดารมภ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและท่านหญิงลำเจียก จากภูมิหลังของทั้งสองที่คล้ายคลึงกันนี่เอง จึงทำให้มีพัฒนาการการเป็นอยู่ มีวินัยในการใช้ชีวิตทั้งในด้านครอบครัวและสังคมการงาน และประสบการณ์จากการอยู่รวมกับคนหมู่มากหลายระดับชั้น ทำให้รู้จักการใช้ชีวิตร่วมกับคนโดยมาก ถ้าจะอนุโลมตามหลักธรรมทางพุทธศาสนา ก็เชื่อได้ว่าท่านทั้งสองใช้หลักธรรมเรื่องทิศ ๖ มาประยุกต์ใช้ได้อย่างลงตัว และยังมีประเด็นปลีกย่อยที่ท่านทั้งสอง มีลักษณะเหมือนหรือคล้ายคลึงกันได้เป็นข้อ ๆ ดังนี้
1.1 มีความมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จ (Focus) เป้าหมายเดียวกัน
1.2 ท่านทั้งสองมีความมุ่งมั่นเน้นสร้าง Value added ให้กับคน กระตุ้นให้เกิดพลังสร้างประโยชน์ให้กับองค์กรและประเทศชาติ
1.3 Wisdom สั่งสมประสบการณ์มาเป็นเวลานาน วิเคราะห์เชื่อมโยงองค์ความรู้และศาสตร์รอบทิศทาง 360
1.4 ท่านทั้งสองมีความมุ่งมั่นอย่างจริงจังในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เหมือนกัน
1.5 ท่านทั้งสองมีโลกทัศน์กว้างไกล มีแนวคิดเทียบเท่านักคิดระดับโลก มีประสบการณ์จากนานาชาติ และนำมาประยุกต์ใช้พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ขององค์กรในประเทศไทยอย่างจริงจัง
1.6 ท่านทั้งสองมีบุคลิกของความเป็น "ผู้ใหญ่"ที่น่านับถือ คือพร้อมที่จะ ให้ความรู้ จริงจัง และมีความสุขที่จะถ่ายทอดความรู้ให้แก่ลูกศิษย์ มีคนเคารพนับถือท่านมาก มีธรรมะประจำตัว รักษาขนบประเพณีสืบทอดมาจากคุณพ่อ คุณแม่มา พ่อแม่ดีลูกก็ดีตาม มีเมตตาเอาใจใส่ต่อลูกน้อง ที่สำคัญที่สุดทั้งสองท่านรู้คุณคน แล้วตอบแทนคุณต่อประเทศชาติ เป็นคนตรงไม่เดินตามนักการเมือง
1.7 มียุทธศาสตร์ของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และสร้างความสามารถในการแข่งขันสู่ระดับโลกมี่มีเป้าหมายเหมือนกัน > Global Citizen > จะต้องมี Global Knowledge
1.8 กำหนด Vision การลงทุนให้เกิด Competencies มีคุณสมบัติสำหรับการก้าวสู่ระดับโลก ด้วย ความคล่องแคล่วในภาษาไทย ภาษาอังกฤษ, เทคโนโลยี, คุณธรรม
1.9 ส่งเสริมให้เกิดบรรยากาศที่เหมาะสมต่อการเรียนรู้ สร้างและพัฒนาทั้ง “คนดีและคนเก่ง” มีทั้ง IQ, EQ, AQ, TQ, MQ ซึ่ง วัดได้ด้วย Capability และ Acceptability
1.10 มองทรัพยากรมนุษย์ คือ มูลค่าเพิ่มในระยะยาวไม่ใช่ต้นทุน เป็น strategic resource มีความเชื่อและศรัทธาในเรื่องคน Participation Management ที่ใช้ความร่วมมือ ร่วมใจจากทุกคนในองค์กร
สิ่งที่แตกต่างกัน คือ
ทั้งสองท่าน มีการวิถีในการทำงานในแนวคล้ายกัน แต่สวนทางกัน กล่าวคือ ท่านพารณ เริ่มต้นทำงานในสายตรวจสอบในบริษัทเครือซีเมนต์ไทย จนเป็นประธานกรรมการและกรรมการในเครือซีเมนต์ไทยอีกกว่า 40 แห่ง ทั้งยังเป็นซีอีโอคนแรกที่ได้รับการต่ออายุติดต่อกันถึง 5 ปีถึงเกษียณอายุในปี 2535 ท่านไม่เคยคิดมาก่อนว่า วิศวกรอย่างท่านจะก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้บริหารครั้งแรกในชีวิต ด้วยตำแหน่งหน้าที่ที่ต้องดูแลชีวิตคนนับพันชีวิตจนถึงเกษียณอายุทำงาน ทำให้ท่านเชื่อว่า องค์กรจะดีเพราะมีคนเก่งและดี องค์กรจะแย่ก็เพราะคนไม่เก่ง และคนไม่ดี จึงมีความคิดว่า คนเป็นสมบัติที่มีค่าที่สุดขององค์กร ฉะนั้น ในบั้นท้ายของชีวิตท่านจึงทุ่มเทให้กับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์โดยมุ่งไปที่เยาวชนของชาติ
ส่วน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ เป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เมื่อปี 2513 แล้วเกษียณตัวเอง จากการเป็นอาจารย์สอนก่อนกำหนด แล้วออกมามุ่งมาตรกับการสร้างอาณาจักรแห่งการเรียนรู้ขึ้น อย่างไม่ยึดติดรูปแบบ นอกเหนือจากงานในตำแหน่งเลขาธิการมูลนิธิทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศแล้ว ซึ่งถือว่าเป็นการรับใช้ชาติในเวทีใหญ่ ท่านยังได้รับเกียรติจากองค์กรภาครัฐและเอกชนชี้แนะและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์แทบไม่เว้นแต่ละวัน
ทั้งสองท่านมีเป้าหมายเดียวกัน แต่ต่างกันที่รายละเอียดของกรอบความคิด ดังนี้
|
4 L’s คุณพารณ |
4 L’s อ.จีระ |
|
Village that Learn หมู่บ้านแห่งการเรียนรู้ |
Learning Methodology เข้าใจวิธีการเรียนรู้ |
|
School that Learn โรงเรียนแห่งการเรียนรู้ |
Learning Environment สร้างบรรยากาศในการเรียนรู้ |
|
Industry that Learn อุตสาหกรรมแห่งการเรียนรู้ |
Learning Opportunities สร้างโอกาสในการเรียนรู้ |
|
Nation that Learn ชาติแห่งการเรียนรู้ |
Learning Communities สร้างชุมชนการเรียนรู้ |
|
สร้างคนในแบบ Global Citizen |
HR Architecture |
|
เทคโนโลยีทางการศึกษา การเรียนรู้แบบ Constructionism |
ทฤษฎี 2R’s , ทฤษฎี 2 I’s, ทฤษฎี C&E |
2. สิ่งที่เป็นความสำเร็จของ คุณพารณ และ อ.จีระ ที่วัดได้คืออะไร
ทั้งสองท่านนับว่าเป็นผู้ที่มีความสำเร็จในการดึงเอาศักยภาพของความเป็นมนุษย์ซึ่งจัดว่าเป็นทรัพยากรอันมีค่าที่สุด ในการพัฒนาองค์กรหรือสังคมโดยส่วนรวมเพื่อความอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขและนำพาสังคมมนุษย์ให้เจริญก้าวหน้าอย่างถูกต้อง และถูกทาง ดังกล่าวถึงความสำเร็จของแต่ละท่านดังนี้
คุณพารณ ท่านมี
1) พัฒนาศักยภาพของตัวเอง ให้เป็นผู้นำที่ดี มีคุณธรรม มองเห็นมนุษย์เป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุด รู้จักการใช้คนให้เหมาะกับงาน ซึ่งท่านได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมประเพณีอันงามที่สืบทอดมาจากครอบครัว ซึ่งเป็นชาวพุทธดำเนินชีวิตตามปรัชญาของพระพุทธเจ้า
2) พัฒนาองค์กรที่เข้าไปทำงานให้เจริญทัดเทียมชาติตะวันตก โดยขึ้นเป็นเป็นประธานกรรมการและกรรมการในเครือซีเมนต์ไทยอีกกว่า 40 แห่ง ทั้งยังเป็นซีอีโอคนแรกที่ได้รับการต่ออายุติดต่อกันถึง 5 ปีถึงเกษียณอายุในปี 2535
3) เป็นผู้บริหารที่วางระบบเรื่องการพัฒนาบุคลากร ภายใต้แนวคิด การพัฒนาบุคคลากรเป็นการลงทุน (Investment) ของบริษัท ที่ไม่ใช่ต้นทุน(Cost) แต่คนเป็นทรัพยากรที่มีความสำคัญที่สุด ที่ต้องมีการเอาใจใส่ดูแล หมั่นพัฒนาให้เพิ่มพูนความรู้ความสามารถอยู่ตลอดเวลา
4) สร้างและพัฒนาเทคโนโลยีการศึกษา Global Citizen ให้มีกระบวนการเรียนรู้แบบ
Constructionism ที่ให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ โดยเป็นผู้สนับสนุนในการผลักดันให้เกิดโรงเรียนในรูปแบบการศึกษาใหม่ ตาม Project Light House นี้คือ โรงเรียนดรุณสิกขาลัย จังหวัดกรุงเทพฯ และโรงเรียนบ้านสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีการปรับเปลี่ยนการเรียนการสอนจากแบบที่มีครูผู้สอนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ เป็น Child Center โดยให้ผู้เรียน เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ เน้นเรียนรู้จากการลงมือทำ ปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง
5) เป็นผู้ริเริ่มก่อตั้ง “สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ”
6) ได้รางวัล APO National Award ประจำปี 2543
อ. จีระ หงส์ลดารมภ์ ท่าน
1) มองเห็นศักยภาพของตนเองว่าสามารถพัฒนาได้มากกว่าที่เป็นอยู่จากแนวคิดนอกกรอบของท่านที่ได้รับอิทธิพลของประสบการณ์การเรียนรู้ของท่านจากต่างประเทศมาประยุกต์ ใช้กับสังคมไทยได้อย่างลงตัว โดยเกษียณตัวเองจากอาจารย์ประจำที่มหาวิทยาลัยแล้วมาสร้างอาณาจักรแห่งการเรียนรู้ขึ้นอย่างไม่ยึดติดรูปแบบ
2) ก่อตั้ง “สถาบันทรัพยากรมนุษย์” ปี 2523 และดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันคนแรกและอยู่ในวาระต่อๆ มาต่อเนื่องรวม 4 สมัย
3) จัดตั้ง “มูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ” และดำรงตำแหน่งเลขาธิการมูลนิธิมาจนถึงปัจจุบัน
4) สร้างนวัตกรรมในการพัฒนาการศึกษาไทย โดยโครงการพัฒนาผู้บริหารโรงเรียนในจังหวัดสมุทรปราการ โดยมูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ โรงเรียนบางหัวเสือบุญแจ่มเจียรนิล (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า สมุทรปราการ) และองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ
5) พัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนของโรงเรียน เน้นการมีงานทำ คือให้นักเรียนในระดับ
มัธยมปลายได้เรียนรู้เรื่องธุรกิจและการจ้างงาน เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงาน
6) ได้รับรางวัลนักทรัพยากรมนุษย์ดีเด่น ประจำปี 2550 จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
6) ได้รับเลือกให้เป็นประธานสภาที่ปรึกษาเพื่อพัฒนาแรงงานแห่งชาติ และอื่นๆอีกมากมาย
3. ส่วนของท่านพารณที่ไปกระทบส่วนของ public sector คืออะไร
คุณพารณ เข้ามาทำงานที่เครือซีเมนต์ไทยในยุคแรกกรรมการผู้จัดการใหญ่ยังเป็นชาวต่างชาติ ท่านพัฒนาการทำงานของคนไทยโดยตนเองเข้าไปทำงานแทนตำแหน่งของชาวต่างชาติเหล่านั้น แล้วดึงคนไทยที่มีการศึกษาสูงในสมัยนั้นเข้ามาทำงานแทนตนเอง แนวคิดการทำงานของท่านที่ว่าคนเป็นสมบัติที่มีค่าที่สุดขององค์กรทำให้ท่านมองเห็นคุณค่าของมนุษย์ทุกคนขึ้นอยู่ที่ว่ารู้จักแนะนำให้เรียนรู้งาน หรือเปิดโอกาสให้เขาเหล่านั้นทำงานหรือไม่ต่างหาก และอีกอย่างหนึ่งท่านมุ่งให้คนเก่งและดีไปพร้อมๆ กัน สอนให้คนรู้จักคิดเป็นไม่ใช่ให้ทำตามอย่างเดียว เมื่อเป็นอย่างนี้ จึงทำให้บริษัทของคนไทยไม่จำเป็นต้องจ้างแรงงานของชาติตะวันตกที่ต้องจ้างด้วยราคาแพงให้มีสวัสดิการให้อย่างมากซึ่งเป็นการสิ้นเปลือง และการบริหารจัดการบุคคลากรของคุณพารณ ไม่ได้ใช้แรงจูงใจด้านค่าแรงที่สูงให้สมกับความรู้ความสามารถอย่างเดียวแต่ยังคำนึงถึงการอยู่ร่วมกันเป็นสังคมหมู่ใหญ่แบบครอบครัวไทยด้วย
- การเพิ่มประสิทธิภาพการเพิ่มผลผลิต (Productivity Improvement)
แนวความคิดในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของคุณพารณ ไม่ได้อยู่ที่การวัดการศึกษา และการฝึกอบรมอย่างเดียว แต่จะดูว่าคนเหล่านั้นมีความสามารถในการเพิ่มผลผลิตหรือไม่ด้วย ซึ่งการลงทุนในด้านทรัพยากรมนุษย์ของคุณพารณไม่ได้ส่งผลต่อ GDP ของประเทศด้วยแรงงานราคาถูกและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ แต่เป็น productivity ที่มี driven force จากคุณภาพของทรัพยากรมนุษย์
- ในทางตรงกันข้ามบริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในภาครัฐหรือภาคเอกชนในไทยก็ต้องมีการเรียนรู้
ระบบบริหารแบบไทย ๆ เช่นกัน จะยึดเอาแบบตะวันตกอย่างเดียวไม่ได้ ถ้าทำเช่นนั้นองค์กรจะไปไม่รอด ต้องคำนึงถึงว่าคนไม่ใช่เครื่องจักร คนทำงานกับคนต้องคุยกันได้ทุกระดับชั้น มีวัฒนธรรมแบบไทย ๆ ในการทำงานมีบรรยากาศร่มเย็นให้กับองค์กร
- ตลอดชีวิตการทำงานของคุณพารณล้วนมีการเพิ่มผลผลิตเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าเขาจะอยู่ในบทบาทหรือสถานภาพใด เขาได้ทุ่มเทสร้างความรู้ความเข้าใจให้ทั้งภาครัฐและเอกชนว่า การเพิ่มผลผลิตคือกุญแจสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของทุกกิจการในเมืองไทย
- จริยธรรมในการดำเนินชีวิต ปรัชญาการทำงานของเครือปูน ที่เป็น corporate culture มี วิธีการสร้างคุณธรรมในการบริหารทรัพยากรมนุษย์ มีจริยธรรมในการดำเนินธุรกิจ เป็นต้นแบบของอุดมการณ์ในการทำธุรกิจแก่องค์กรอื่นๆ ว่าสามารถสร้างได้ ทำได้ และเป็นสื่อชี้ให้เห็นเป้าหมายของธุรกิจ ว่าคือ การจรรโลงคุณค่าของสังคมไทย สืบต่อไป
4. ข้อเสนอแนะ ถ้าจะทำหนังสือต่อเนื่องเป็นเล่มที่ 2 จะมีแนวทางไปทางใด แบบไหน
จากการได้อ่านหนังสือ ทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้ โดยยกแนวคิดเรื่องมนุษย์เป็นทรัพยากรหรือสมบัติที่มีค่าที่สุดขององค์กร ทั้งสองท่านคือคุณพารณ และ อ.จีระแม้จะมีวิถีการทำงานที่ดูเหมือนจะสลับกันแต่แนวคิดในการพัฒนาคนคล้ายคลึงกัน นั่นคือทุกองค์กรต้องการคนที่เก่งและดีเพื่อเพิ่มผลผลิตขององค์กรให้มากขึ้นในการแข่งกันด้านเศรษฐกิจในระบบทุนนิยม แต่ก็ต้องคำนึงถึงวัฒนธรรมประเพณีแบบไทย ๆ ด้วย การนำหลักการแบบตะวันตกมาใช้จึงต้องประยุกต์ให้เข้ากับสังคมไทย
คุณพารณ ได้จัดตั้งผลักดันให้เกิดโรงเรียนในรูปแบบการศึกษาใหม่ ตาม Project Light House นี้คือ โรงเรียนดรุณสิกขาลัย จังหวัดกรุงเทพฯ และโรงเรียนบ้านสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีการปรับเปลี่ยนการเรียนการสอนจากแบบที่มีครูผู้สอนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ เป็น Child Center โดยให้ผู้เรียน เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ เน้นเรียนรู้จากการลงมือทำ ปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง อ.จีระได้ พัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนของโรงเรียน เน้นการมีงานทำ คือให้นักเรียนในระดับ มัธยมปลายได้เรียนรู้เรื่องธุรกิจและการจ้างงาน เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงาน
อาตมาคิดว่า ถ้าจะทำหนังสือต่อเนื่องเป็นเล่มที่ 2 ควรจะนำแนวคิดของทั้งสองท่านไปต่อยอดเรื่องของการศึกษาของคนในชาติโดยเฉพาะเยาวชนซึ่งนับว่าเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีค่าของชาติให้มีการพัฒนาอย่างเป็นระบบตามแนวคิดของทั้งสองท่านมาประยุกต์รวมกันแล้วเขียนเป็นแผนพัฒนาเข้าสู่วาระเสนอภาครัฐต่อไป ซึ่งแผนพัฒนานั้นทรัพยากรมนุษย์ต้องเชื่อมโยงกับเป้าหมายขององค์กร ดังตารางต่อไปนี้
|
คน |
องค์กร |
ผลประกอบการเป็นเลิศ |
|
ปัจเจกบุคคล |
นโยบายของรัฐ |
ความสุขของพนักงาน |
|
ความหลากหลายของคน |
Vision ขององค์กร |
ความพอใจของลูกค้า |
|
ทุนมนุษย์ |
สร้าง Competency เพิ่ม |
ROI ต่อทรัพย์สิน |
|
ทักษะ ทัศนคติความรู้ |
กฎระเบียบ |
Productivity ที่เพิ่ม |
|
ความสุขและความพอใจในการทำงาน |
วัฒนธรรมองค์กร |
คุณภาพที่ดี |
|
เป้าหมายในการทำงาน |
องค์กรต้อง Lean&Mean |
ยั่งยืน/สมดุล |
|
8K, 5K มีหรือยัง |
แรงจูงใจ |
ความสมดุลของชีวิต งาน/ครอบครัว |
|
|
คุณธรรมจริยธรรม |
CSR |
|
|
Core Value |
จิตสาธารณะ |
|
|
การทำงานร่วมกัน |
|
|
|
รางวัลที่ได้รับ |
|
เชื่อว่าถ้าทำได้อย่างที่กล่าว จะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อคนในองค์กร และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เป็นการลงทุน ที่ไม่ใช้ต้นทุน แต่มองว่ามนุษย์เป็นทรัพยากรที่สำคัญ และต้องมีการดูแลเอาใจใส่ หมั่นพัฒนา เพิ่มพูนความรู้ความสามารถตลอดเวลา รวมทั้งต้องเป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืนสืบต่อไป
พระมหาเฉลิมชัย ศรีเมือง
นักศึกษาปริญญาเอก การจัดการ
มหาวิทยาลัยสยาม