ต้นแบบชีวิต…

ทางออกจากวิกฤตสังคมไทย

ศิวกานท์ ปทุมสูติ

.

.

๏ ประชาชนรากเน่าเพราะนายผุ

พายุพัดแรงเพราะมรสุม

บ้านเหลืองเมืองร้ายเพราะไฟรุม

หวังดินชุ่มฟ้าฉ่ำจากน้ำดี

มิโทษแดดโทษฝนวิกลวิกฤต

ลิขิตพรหมผองคือน้องพี่

“ต้นแบบชีวิต” จำต้องมี

ก่อนบ้านเมืองนี้จะดีงาม

.

นับวันสังคมของเราก็ยิ่งก้าวสู่ยุคเสื่อมซับซ้อน

อ่อนแอ และเปราะบางอย่างน่าเป็นห่วง

เด็กๆ และเยาวชนที่เกิดจากครอบครัวที่ขาดคุณภาพชีวิต

คุณภาพปัญญา และคุณภาพจริยธรรมเพิ่มจำนวนมากขึ้น

ทั้งจากพ่อแม่ที่ไม่พร้อมที่จะเป็นพ่อเป็นแม่

จากพ่อแม่ที่เลี้ยงดูแลลูกอย่างไม่รู้เท่าทันต่อความเสื่อมรอบข้าง

จากพ่อแม่ที่เป็นต้นแบบความมืดบอดและบกพร่องจริยปัญญา

จากการศึกษาที่มุ่งสร้างเสริม “ตัวรู้” เพื่อต่อสู้และแข่งขัน

แต่ไม่สามารถสร้างสรรค์ “ตัวคิด” และมโนคติ

มิหนำซ้ำยังถูกกระทำจากสังคมบริโภค

ซึ่งมีผู้บริหารและกำกับดูแลสังคมที่เห็นแก่ได้

เติมพิษเติมภัยให้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

.

ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องปฏิรูปชีวิต จิตวิญญาณ และปัญญา

มิใช่เพียงจัดการศึกษาในระบบโรงเรียนเท่านั้น

ต้องจัดการศึกษาเรียนรู้ในวิถีสังคมอย่างเข้มข้นและจริงจัง

การศึกษาเพื่อชีวิต โดยชีวิต และปฏิบัติการชีวิต

ความเข้มแข็งต้องเกิดจากจิตวิญญาณภายใน

มิใช่โปรยหว่านงบประมาณละลายแม่น้ำสร้างคะแนนกันชั่วครู่ชั่วยาม

หากแต่ต้องกำหนด “แม่บทแห่งปัญญาวิถี” ให้ถูกต้องเสียก่อน

และแม่บทดังกล่าวก็จะต้องมี “ต้นแบบชีวิต”

เป็น “นวัตกร” แห่งกลไกขับเคลื่อน

ทั้งเป็นแบบอย่างนำทางได้

สามารถทำให้ดู...อยู่ให้เห็น...

เป็นตัวอย่างของทางเลือกและทางออกจากความเสื่อม

ที่บุคคลรอบข้างจะก้าวเดินตามได้อย่างเป็นรูปธรรม

มิใช่เพียงเขียน “คำขวัญ” โก้ๆ และคำโฆษณาฉาบฉวย

และมิใช่แค่จัดทำโครงการ “สร้างภาพ” แล้วสรุปรายงาน

.

เรื่องนี้ใจร้อนไม่ได้...

เพราะสังคมของเรายังขาดแคลนบุคคล “ต้นแบบชีวิต”

และ “ต้นแบบจริยปัญญา”

ดังนั้นในเบื้องต้นเราจึงจำเป็นต้องหาทาง “สร้างต้นแบบ”

โดยเฉพาะต้นแบบจากเด็กและเยาวชนคนรุ่นใหม่

ขณะเดียวกันก็ไม่ละเลยที่จะแสวงหาผู้ใหญ่ต้นแบบ

ให้เข้ามามีส่วนร่วมเป็น “นวัตกรชีวิต” ในกลไกการเรียนรู้

.

การปฏิรูปประเทศไทยที่กำลังกระทำกันอยู่

ถ้ามิอาจผลักเคลื่อนให้เกิดผู้บริหารสังคมที่อุดม “จริยปัญญา”

และไม่สามารถสร้างเสริม “ต้นแบบชีวิต”

ในครอบครัว ในชุมชน ในองค์กร ในหน่วยงาน

และในคณะรัฐบาลได้

ก็ยากที่ความมุ่งมาดปรารถนาจะปรากฏผล

ต่อให้สร้างสรรค์ระเบียบและจัดวางระบบอย่างดีเพียงใดก็ตาม

เมื่อเรายังขาด “ต้นแบบชีวิต” ทั้งที่จะดำเนินการและกำกับดูแล

เราก็จะล้มลุกคลุกคลานอย่างที่เห็นและเป็นอยู่

.

โดยเฉพาะกรวงศึกษาธิการ...

ถ้ามัวแต่วัดประเมินมาตรฐาน “ความรู้”

โดยยังไม่สามารถวัดประเมินและสร้างเสริมมาตรฐาน “ชีวิต”

ปล่อยให้การจัดการศึกษาเป็นไปเพื่อ “วิถีคะแนน”

มากกว่า “วิถีมโนคติ” และ “วิถีจริยปัญญา”

เราก็มองไม่เห็นหนทางว่าจะปฏิรูปสังคมนี้ได้อย่างไร

.

โจทย์หนักหนาไปกว่านั้นก็คือ

กระทรวงใดจะสามารถจัดการศึกษาในสังคม

และใครจะสร้าง “พ่อแม่ต้นแบบ” และ “ผู้นำต้นแบบ” ในสังคมได้

หยุดมองหา “ต้นแบบ” จากคนอื่นสิครับ

แต่ลองมองหา “ต้นแบบ” นั้นในตัวเราแต่ละคนว่ามีไหม

.

เด็กๆ จะไม่เป็นดังที่ผู้ใหญ่สอน

แต่เด็กๆ จะเป็นดังที่ผู้ใหญ่ทำ

.

.

.