แค่อยากเล่าให้ฟัง

อยากเล่าให้ฟัง

มีคนเคยบอกว่า ในชีวิตคนเรา ต้องมีบ้างที่จะได้รับการทดสอบเพื่อให้เรามีจิตใจที่แกร่งขึ้น  มันไม่ได้ราบรื่นไปตลอดกาลหรอกนะ วันนี้หัวเราะพรุ่งนี้ร้องไห้ หมุนเวียนกันไป แต่มีใครไหมจะเข้าใจ ถ้าเขาไม่ประสบกับตัวเอง

เคยเห็นบางคนที่ไม่สามารถรับมือกับสิ่งที่เจอมาได้ จนทำให้เกิดผลกระทบกับงาน ยังคิดว่าทำไมนะ เขาไม่รู้จักแยกแยะเลย มันต้องได้สิ เรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวมันจะเอามาปนกันได้ยังไง มันไม่ได้... เพิ่งรู้ว่าจริงๆเราคิดผิดแล้ว

กำลังจะบอกว่า คนเราต่อให้เขาเข้มแข็งแค่ไหน แต่เมื่อมันมีหลายเรื่องประดังเข้ามาพร้อมๆ กัน  ก็ทำให้สติแตกได้เหมือนกัน

เรื่องอะไร หรือที่ทำให้คนเราต้องรู้สึกได้ขนาดนั้น ต้องเป็นเรื่องที่เขาให้ความรู้สึกกับมันมากๆ แน่นอน คนเราให้ความสำคัญกับเรื่องราวต่างๆ ไม่เท่ากัน เรื่องที่เราแคร์มาก เราก็รู้สึกมาก เป็นธรรมดา

ความสัมพันธ์ ในครอบครัว สัมพันธภาพ ระหว่างกัน บางครั้ง มันมีแค่นิดเดียวที่ไปกั้นขวางคน 2คนให้ไม่มีโอกาสได้สื่อสารกัน ต่างคนต่างสื่อสานกันไปคนละทาง  ต่างคนต่างคิดแตกต่างกันไปคนละขั้ว  ทำให้ ไม่มีวันมาเข้าใจกันได้ ....ถ้าเราต่างไม่ยอมเข้าใจกัน 

ในเมื่อไม่มีใครยอม  ก็ต้องมีฝ่ายที่เจ็บ และเจ็บกว่าที่ได้รู้ว่า ความจริงแล้ว อีกฝ่ายไม่ได้รู้เรื่องราวอะไรด้วยเลย ไม่คิดว่าจะเป็นปัญหาด้วยซ้ำไป  แน่นอนคนที่คิดมากกว่าย่อมต้องเจ็บมากกว่าเป็นธรรมดา

ถอยออกมาก่อนนะ ออกมาสักก้าว ถ้ายังมองอะไรไม่เห็นก็ถอยออกมาสักหลายก้าว  แล้วค่อยมองไป มองไปด้วยใจที่เป็นกลาง หาข้อดี ที่มีมากมายของอีกฝ่าย แล้วกลับมามองข้อด้อย ที่มีไม่น้อย ของเรา แล้วมาชั่งกันใหม่ มันอาจทำให้เราคิดได้ มากขึ้น เมื่อได้คิดแล้วก็ใจเย็นขึ้นนะ

แล้วตอนนั้น เราทำไปได้อย่างไร เหมือนเด็กๆ เลยนะ คิดแบบเข้าข้างตัวเอง คิดแบบเกินข้อเท็จจริงไปไกล จินตนาการไปหลายร้อยโยชน์  ร้องไห้คนเดียว คิดคนเดียว เสียใจคนเดียว แล้วที่สุดก็เจ็บคนเดียว นั่นคือ รางวัลของคนคิดไกล แต่ไม่มีข้อเท็จจริง ไม่มีข้อมูลสนับสนุนเลย คิดไปเรื่อย เรื่อย เรื่อย.....  จนเกือบทำให้ต้องฟุ้งซ่าน

รู้แล้วนะ ว่าการที่เราคิดฟุ้งซ่าน มันเกิดผลอย่างไร ดีหรือไม่ดี ทำให้คนอื่นต้องมารู้สึกอึดอัด กับท่าทีของเรา  ไม่หรอกเราเองก็รู้สึกอึดอัด กับท่าทีของตัวเองเหมือนกัน มันเหมือนกับผู้ใหญ่ แต่แสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสม

เรามีความเครียด เรามีทางออกของการแสดงความเครียดได้มากมายหลายทาง แล้วทำไมไม่ทำ เก็บไว้ มันก็ต้องล้นเป็นธรรมดา   ......

เขียนไดอารี่สิ ทำไมไม่เขียน เขียนไว้ให้ตัวเองอ่าน เขียนแล้ว มันก็เหมือนเราได้คุยกับเพื่อนนะ เพื่อนคนเดียวที่จะอยู่เคียงข้างเราเสมอ  ไม่ว่า เราจะอยู่ในสภาวะ อารมณ์แบบไหน สุขหรือเศร้า เพื่อนจะอยู่เคียงข้างเราไปตลอด.. ไม่ว่าจะเกิดอะไร

อ่านหนังสือสิ อ่าน...อ่าน และอ่าน  หนังสือมากมายมีไว้ทำไม มีไว้อ่านไม่ใช่หรือ

การอ่านหนังสือ บางครั้งทำให้เรายิ้มได้ทั้งน้ำตาก็ได้ นั่นไง ยังมีคนอีกหลายคนหลายชีวิต หลายครอบครัวที่เขาต้องผิดหวัง ต้องเสียใจ ไม่ได้ ในสิ่งที่หวังไว้  แต่เขายังสามารถประคองชีวิตอยู่ได้  อยู่กับสิ่งที่เขามี  เพื่อสร้างสิ่งที่เขาหวังให้ได้สักวัน …

หรือ อ่านแล้วเราจะรู้ว่า ในโลกนี้ ไม่มีอะไรที่ได้มาฟรีโดยไม่แลกกับอะไรหรอกนะ แม้แต่...มิตรภาพ ถ้าเราไม่มีให้ใครก่อน คงจะหาความจริงใจจากใครได้ยากเหมือนกัน

ทุกวันนี้ โลกมันเปลี่ยนแปลงไปมาก ถ้าเราปรับตัวหมุนใจไปตามโลกไม่ได้ หรือไม่ทัน ก็ไม่ต้องไปตามมัน  ขอแค่อย่าถึงกับหลุดจากวงโคจรไปก็พอ ...แค่รู้ให้เท่าทัน บางครั้งไม่จำเป็นต้องทำตามเขา เพราะว่าสิ่งนั้นมันอาจไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา   เราจะทำไปทำไม  เราจะเป็นไปทำไมจริงไหม     

กลับมาอยู่ในโลกแห่งความจริงดีกว่าไหม มันอาจมีหลายสิ่งที่ไม่เตะตา ต้องใจเรา แต่มันก็เป็นความจริง ความจริงที่

เราปฏิเสธมันไม่ได้ เราทำได้ อย่างเดียวคือยอมรับมัน อยู่กับมันแบบที่ไม่ต้องรู้สึกว่าต้องทน

บทเรียนชีวิต มันมีอีกหลายบทที่เรายังอ่านไม่ถึงมัน  ไม่หน้าไหนก็หน้าหนึ่งที่เราต้องเจอสักวัน ตราบเท่าที่เรายังต้องอ่านและเรียนรู้ไปกับหนังสือเล่มใหญ่ที่สุดที่เรามี....โลกใบนี้   ......     

peebah

28 /7/53

23 น